เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 270 - เนตรสีทอง

บทที่ 270 - เนตรสีทอง

บทที่ 270 - เนตรสีทอง


บทที่ 270 - เนตรสีทอง

ฟ่าคงนั่งอยู่ข้างโต๊ะหินในลานเรือนของตนเองพลางครุ่นคิด

คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อนำบทวิชามายาจากคัมภีร์ครรภ์สูญแห่งความว่างเปล่ามาผสานเข้ากับมนต์พุทธ จะเกิดความลึกล้ำถึงเพียงนี้ ถึงขั้นสามารถหยิบยืมความลวงมาสร้างความจริงได้

จริงบ้างเท็จบ้าง ลวงบ้างแท้บ้าง คนนอกไม่มีทางแยกแยะออก แม้แต่ตัวเขาเองก็แทบจะแยกไม่ออกแล้วเช่นกัน

บอกว่าเป็นของปลอม แต่ความจริงแล้วมีส่วนจริง บอกว่าเป็นของจริง แต่ก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด

เฉกเช่นนิมิตประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่

หยาดน้ำทองคำที่กระเพื่อมไหวอยู่บนท้องฟ้า ดูราวกับเป็นของจริงจับต้องได้ แต่แท้จริงแล้วมันคือพลังแห่งชีวิตจากมนต์คืนวสันต์ พลังชีวิตนั้นเป็นของจริง ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกกลับเป็นเพียงภาพมายา

มันอาจจะเป็นสีทอง สีหยก สีม่วง หรือแม้กระทั่งสีดำก็ได้

เขาใช้วิชามายาเสกสรรให้มันกลายเป็นสีทอง เพื่อสร้างความประทับใจอันตราตรึงและยากจะลืมเลือนให้แก่ผู้คน

ในโลกนี้ไม่มีผู้ใดไม่ชื่นชอบทองคำ เมื่อหยาดน้ำทองคำหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกว่าร่างกายของตนนั้นสูงค่า แข็งแกร่งทนทาน ปลอดโรคภัย และรอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง

เมื่อความเชื่อนี้ฝังรากลึกลงในจิตใจ ความศรัทธาของพวกเขาก็จะยิ่งแน่วแน่และแข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการดึงพวกเขาเข้ามาเป็นผู้เลื่อมใสของเขา

หลินเฟยหยางพริ้วกายปรากฏตัวขึ้น ส่ายหน้าถอนหายใจ

"ยังไม่สะใจเลยขอรับเจ้าอาวาส จบง่ายๆ แค่นี้เองหรือขอรับ?"

ฟ่าคงหัวเราะ

"แล้วเจ้าอยากให้สะใจอย่างไรอีกเล่า?"

"ไม่มีการฆ่าฟัน ไม่มีการต่อสู้อย่างดุเดือด แถมยังไม่มีความยิ่งใหญ่อลังการอะไรเลย ทุกอย่างผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น ข้ารู้สึกโหวงเหวงในใจพิกลขอรับ"

ในจินตนาการของเขา ยอดฝีมือจากทุกสารทิศจะต้องมารวมตัวกัน มีทั้งมิตรและศัตรู อย่างน้อยก็ควรจะมีการต่อสู้อย่างดุเดือดสักสิบกว่ายก

ถึงตอนนั้น เขาจะได้ลอบเร้นกายเข้าไปในเงามืด ลอบโจมตีคนนั้นที ลอบสังหารคนนี้ที คงจะวุ่นวายและสนุกสนานน่าดู ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่

ทว่าความเป็นจริงกลับราบรื่นจนน่าเบื่อ แม้การสวดมนต์คืนวสันต์พร้อมกันของคนนับหมื่นจะดูยิ่งใหญ่ แต่ก็ขาดสีสันและจุดพลิกผัน

มันต่างจากที่เขาจินตนาการไว้มากเกินไป เรียบง่ายจนหมดสนุก

ฟ่าคงส่ายหน้าพลางหัวเราะ

ผู้ที่รบเก่งกาจมักไม่สร้างผลงานที่สะเทือนเลื่อนลั่น

การสยบข้าศึกโดยไม่ต้องรบต่างหาก

นี่คือสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างแท้จริง

ความตื่นเต้นเร้าใจไม่ใช่เป้าหมายของเขา หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่น้อย ปัญหาจะตามมาไม่รู้จบ และนั่นหมายถึงชีวิตคน

ครู่ต่อมา ฟ่าหนิง โจวหยาง และสวีชิงหลัวก็กลับมา

สวีชิงหลัวกล่าวชมเชยด้วยความตื่นเต้น

"ท่านอาจารย์ ฉากเมื่อครู่อลังการมากเลยเจ้าค่ะ ทุกคนตกตะลึงกันไปหมด"

ฟ่าคงยิ้มบางๆ

แท้จริงแล้ว ในตอนนั้นผู้คนมัวแต่ตื่นตะลึงกับนิมิตบนท้องฟ้าจนไม่มีกะจิตกะใจจะทำสิ่งใด กว่าจะรู้สึกตัวและซาบซึ้งกับความยิ่งใหญ่ก็หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว

ในตอนนั้น สมองของพวกเขาว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด

ฟ่าหนิงหัวเราะ

"สรรพสัตว์ล้วนเป็นทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์จากการพลัดพรากและความตาย ตอนนี้มีมหาพิธีขอพรของศิษย์พี่แล้ว แม้ผู้ที่ป่วยหนักเป็นโรคร้ายก็ยังรอดชีวิตมาได้ การกระทำของศิษย์พี่ในครั้งนี้นับว่าเป็นกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่เลยขอรับ"

"กุศลผลบุญอย่างนั้นหรือ..." ฟ่าคงยิ้มรับ

ในห้วงสมองอันว่างเปล่าปรากฏแสงสีทองสว่างไสว ลอยอยู่เหนือรูปปั้นพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าราวหนึ่งจั้ง แสงนั้นดูหนักอึ้งและกระเพื่อมไหวเล็กน้อย สาดประกายสีทองอร่ามตา

นี่คือสิ่งที่เขาได้รับในครั้งนี้

ในบรรดาผู้ที่รอดชีวิตมาได้ มีผู้เลื่อมใสของเขารวมอยู่ด้วย และความปรารถนาอันแรงกล้าของพวกเขาคือการหายจากโรคภัย เขาได้ทำให้ความปรารถนาของพวกเขาเป็นจริง จึงได้รับกุศลผลบุญตอบแทน

ทว่าหากเทียบกับวงแหวนรัศมีหลังพระเศียรของรูปปั้นพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าแล้ว แสงกุศลนี้ยังถือว่าเล็กน้อยนัก ครั้งนี้เขาได้รับพลังศรัทธาเพิ่มขึ้นอีกนับหมื่น

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตั้งใจจะทดสอบดูว่า หลังจากที่ผู้คนกลายเป็นผู้เลื่อมใสของเขาแล้ว เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับแผ่นมนต์คืนวสันต์ที่เขาเขียนด้วยลายมือ พวกเขาจะยังคงก่อเกิดพลังศรัทธาอย่างต่อเนื่องหรือไม่

หากสำเร็จ เขาจะมีหนทางในการรวบรวมพลังศรัทธาเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างมหาศาล

พลังศรัทธาคือรากฐานของอิทธิฤทธิ์ และเป็นรากฐานของมนต์มหาปณิธาน มนต์เรียกลมเรียกฝนต้องใช้พลังศรัทธา มนต์ส่งวิญญาณก็ต้องใช้เช่นกัน

หลินเฟยหยางไม่อาจปิดบังความผิดหวัง

"เจ้าอาวาส ข้ารู้สึกว่าความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ยังห่างชั้นกับตอนที่ใช้มนต์เรียกลมเรียกฝนมากนักขอรับ"

ฟ่าคงกล่าว

"นั่นคือมนต์เรียกลมเรียกฝน เป็นมนต์มหาปณิธาน แต่นี่เป็นแค่มนต์คืนวสันต์ ความยิ่งใหญ่ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว"

ความจริงแล้วเขาสามารถทำให้มันดูยิ่งใหญ่อลังการได้ แต่ครั้งที่แล้วมันยิ่งใหญ่ไปแล้ว หากครั้งนี้ยังยิ่งใหญ่อีก ความตื่นเต้นเร้าใจก็จะลดลง

ต้องมีขึ้นมีลง จึงจะสร้างความประทับใจได้ลึกซึ้ง

เขาได้จัดการกับผู้ที่จะมาก่อกวนล่วงหน้า และขจัดปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดออกไปแล้ว

มันจึงดูเรียบง่าย

นี่แหละคือการสดับเสียงอสุนีบาต ณ ดินแดนอันเงียบสงัด

หลินเฟยหยางถาม

"แล้วครั้งหน้าก็จะเป็นเช่นนี้อีกหรือขอรับ?"

"อืม"

"เฮ้อ..." หลินเฟยหยางถอนหายใจยาว

นิสัยของเขานั้นชมชอบความครึกครื้น ยิ่งวุ่นวายยิ่งถูกใจ ปรารถนาเพียงให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต หวังให้มีคนมารังควานก่อน แล้วตนค่อยสำแดงอิทธิฤทธิ์สะกดข่มให้ราบคาบ เขาคิดว่าการลงมือเช่นนั้นถึงจะดุดันและสะใจยิ่งกว่า

ฟ่าคงหัวเราะพรืด

"ออกไปดูข้างนอกเถิด ไปดูว่าปฏิกิริยาของผู้คนข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง"

เขาใชัเนตรแห่งใจมองเห็นหมดแล้วว่า ตามเหลาอาหารต่างๆ คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่ละคนล้วนเบิกบานใจและพูดคุยกันอย่างออกรส เล่าถึงประสบการณ์เฉียดตายและความสุขที่ได้รับชีวิตใหม่ในยามนี้ ทุกคนไม่อาจเก็บซ่อนความปีติยินดีและความตื่นเต้นไว้ได้

ความตื่นเต้นที่รอดตายมาได้และความรู้สึกที่ได้ชีวิตกลับคืนมานี้ คงจะคงอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง

ทว่าเขาก็รู้ดีว่า มนุษย์นั้นมักลืมเลือนได้ง่าย

ผ่านพ้นช่วงนี้ไป พวกเขาก็จะกลับไปใช้ชีวิตในแบบเดิมๆ กลับไปมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ และไม่รู้จักคุณค่าของชีวิต จนกว่าจะได้เผชิญหน้ากับความตายอีกครั้ง ถึงจะกลับมารักชีวิต และหลังจากรอดตายมาได้ก็จะลืมเลือนมันไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

ดังนั้น ความศรัทธาที่พวกเขามีต่อเขาจึงเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว หากไม่ได้รับการกระตุ้นเตือนอยู่เสมอ พลังศรัทธาก็จะค่อยๆ เลือนหายไป

แน่นอนว่า คนเราย่อมไม่เหมือนกัน

บางคนมีความทรงจำที่ลึกซึ้ง หรือได้รับบทเรียนที่เจ็บปวดอย่างสาหัส พวกเขาก็จะรู้จักคุณค่าของชีวิตและศรัทธาในมนต์คืนวสันต์อย่างแน่วแน่ตลอดไป

"ข้าจะไปดูขอรับ" หลินเฟยหยางพริ้วกายหายไปในพริบตา

สวีชิงหลัวยิ้ม

"ท่านอาจารย์ ครั้งนี้ชื่อเสียงความเป็นยอดเถระของท่านคงจะเลื่องลือระบือไกลแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ"

ฟ่าหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

"ตอนนี้คงไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวร้ายหรือหาว่าศิษย์พี่เป็นนักต้มตุ๋นอีกแล้วใช่ไหมขอรับ?"

ฟ่าคงหัวเราะเบาๆ

"ข้าไปขัดขวางเส้นทางทำมาหากินของพวกเขา ก็เท่ากับไปฆ่าพ่อฆ่าแม่พวกเขา พวกเขาจะไม่หาทางโค่นล้มข้าได้อย่างไร หากข้าล้มลง พวกเขาก็จะได้ทางทำมาหากินกลับคืนมา การใส่ร้ายป้ายสีไม่มีทางหยุดลงง่ายๆ หรอก"

ยอดเถระจากอารามต่างๆ คงหมดหนทางสร้างชื่อเสียงด้วยวิชาแพทย์อีกต่อไป

ต่อให้วิชาแพทย์ล้ำเลิศเพียงใด จะเทียบชั้นกับความอัศจรรย์ของมนต์คืนวสันต์ได้อย่างไร

เมื่อชาวบ้านได้ประจักษ์ถึงความวิเศษของมนต์คืนวสันต์ ย่อมต้องมีข้อเรียกร้องต่อวิชาแพทย์สูงขึ้นเป็นธรรมดา

ฟ่าคงลอบส่ายหน้า

มหาพิธีขอพรของเขาคงจะบดบังรัศมีของบรรดาหมอเทวดาในเมืองหลวงเสินจิง และอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของวิชาการแพทย์ด้วย

ทุกสิ่งในโลกย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีสิ่งใดที่มีแต่ข้อดีเพียงอย่างเดียว

สวีชิงหลัวพยักหน้าเบาๆ

"ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องที่สุด ไม่ว่าเวลาใด ย่อมต้องมีคนที่ชอบทำตัวแปลกแยก หรือชอบทำตัวขวางโลกเสมอ ไม่มีทางเลี่ยงได้หรอกเจ้าค่ะ"

หยวนเติงเดินเข้ามารายงานว่า ซิ่นอ๋องและจิ้งเป่ยอ๋องมาขอเข้าพบ

ฟ่าคงเดินออกไปต้อนรับ ทั้งสามนั่งลงพูดคุยกันริมสระปล่อยปลา

ฉู่เสียงหัวเราะ

"ขอแสดงความยินดีด้วยไต้ซือ มหาพิธีขอพรผ่านพ้นไปได้อย่างงดงาม"

ฟ่าคงยิ้มรับ

จิ้งเป่ยอ๋องฟ่านเยี่ยส่ายหน้า

"คิดไม่ถึงเลยว่าจะง่ายดายเพียงนี้ เดิมทีนึกว่าจะต้องสู้รบกันอย่างหนักเสียอีก"

ฉู่เสียงกล่าว

"หากไม่ได้อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์ของไต้ซือ คงต้องสู้รบกันอย่างหนักแน่ ทว่าพอใช้อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์ ทุกอย่างก็ลื่นไหลประดุจน้ำไหล ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ"

"อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์ของไต้ซือช่างลึกล้ำเหนือความคาดหมายของข้านัก" ฟ่านเยี่ยทอดถอนใจ

เขาส่งยอดฝีมือครึ่งหนึ่งของจวนมาช่วยเหลือ โดยไม่กังวลเลยว่าพวกเขาจะต้องสูญเสียชีวิต

เมื่อมีไต้ซือฟ่าคงอยู่ใกล้ๆ จะมีผู้ใดล้มตายได้อย่างไร ภายใต้อำนาจของมนต์คืนวสันต์ ต่อให้อยากตายก็ยังยาก

แต่เขาคาดเดาว่ามันจะต้องเป็นการต่อสู้อย่างดุเดือด

ศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์คุนซานย่อมต้องฉวยโอกาสนี้มาก่อความวุ่นวายอย่างแน่นอน เขาได้กำชับกับทุกคนไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้เตรียมพร้อมสู้ตาย และเมื่อต้องประมือกับยอดฝีมือนิกายคุนซาน ก็ต้องดูว่าผู้ใดจะโหดเหี้ยมกว่ากัน

คิดไม่ถึงเลยว่าจะสงบเงียบไร้ระลอกคลื่นเช่นนี้

สิ่งที่เขาสงสัยคือลูกไม้ของฟ่าคงต่างหาก

การใช้อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์มองว่าผู้ใดคือศิษย์นิกายศักดิ์สิทธิ์คุนซาน ไม่น่าจะใช่เรื่องยาก แต่เหตุใดศิษย์นิกายคุนซานเหล่านั้นถึงได้ยืนนิ่งทื่อราวกับไก่ไม้ ยอมให้จับตัวแต่โดยดีโดยไม่ขัดขืนเลยแม้แต่น้อย?

ราวกับพวกเขาถูกสกัดจุดไว้ล่วงหน้าแล้ว

ทว่าฟ่าคงก็ยืนอยู่บนแท่นบูชาสูง ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลมาก ด้วยพลังฝีมือที่ไม่ได้สูงส่งนักของเขา ย่อมไม่อาจทำได้

หรือว่าจะมีผู้ใดลอบลงมืออยู่ในเงามืด?

ผู้ติดตามของเขาที่ชื่อหลินเฟยหยางกระมัง?

"ไต้ซือ ท่านใช้วิธีใดสยบพวกเขาหรือ?"

"พี่ฟ่าน ไต้ซือฟ่าคงยังมีมนต์อีกบทหนึ่ง เรียกว่า มนต์สะกดร่าง สามารถสะกดร่างให้หยุดนิ่งได้ชั่วขณะหนึ่ง"

"มีมนต์พุทธเช่นนี้ด้วยหรือ?"

ฟ่าคงยิ้มรับ อธิบายว่าตนเองมีสี่มหาพุทธมนต์ และได้อธิบายให้ฟังทีละบท ทำเอาฟ่านเยี่ยเดาะลิ้นชื่นชมไม่ขาดปาก

ฟ่าคงรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวจิ้งเป่ยอ๋องฟ่านเยี่ยที่คอยช่วยเหลือยามคับขัน

ยิ่งในยามวิกฤตเช่นนี้ ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงน้ำใจคน

"หากเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องเริ่มหันมาศรัทธาในพุทธศาสนาบ้างแล้ว เมื่อตายไป จะได้กราบทูลเชิญไต้ซือมาส่งดวงวิญญาณของข้าสู่แดนสุขาวดีกระมัง"

ฟ่าคงยิ้มแต่ไม่ตอบคำ

หากไม่ตกลงสู่ห้วงลึกแห่งความสิ้นหวัง ยากนักที่จะก่อเกิดพลังศรัทธาได้

ฟ่านเยี่ยมีศักดิ์เป็นถึงอ๋อง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง และไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง จึงใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ยากนักที่จะดึงเข้ามาเป็นผู้เลื่อมใสได้

——

ฟ่าคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนตั่งในห้องของตนเอง

ดวงจันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่กลางฟากฟ้า แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องผ่านหน้าต่างลงมาอาบไล้ร่างของเขา

เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง เปลือกตาเปล่งประกายสีทองเรืองรอง

ลูกตาดำภายใต้เปลือกตากำลังแปรสภาพเป็นลูกกลมสีทองสองลูก เปล่งแสงสีทองสว่างจ้าจนเปลือกตาดูเป็นสีทองอร่าม แสงสีทองยังคงเล็ดลอดออกมาตามรอยแยกของเปลือกตาเป็นระยะๆ

นี่คือพลังกุศลผลบุญที่กำลังปรับเปลี่ยนดวงตาของเขา

พลังกุศลผลบุญที่ได้รับจากมหาพิธีขอพรในครั้งนี้ มีมากพอที่จะใช้ปรับเปลี่ยนดวงตาทั้งสองข้างพอดี

เขาพลันลืมตาขึ้น

ฉับพลันนั้นดวงตาทั้งสองข้างก็สาดประกายแสงสีทองสองสายออกมา

ลำแสงสีทองพุ่งทะลุหน้าต่าง ทอดยาวไปถึงดวงจันทร์กระจ่าง

ฟ่าคงรู้สึกราวกับว่าดวงจันทร์ขยายใหญ่ขึ้นเป็นร้อยเท่า สามารถมองเห็นภูเขาบนดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจน ราวกับกำลังมองผ่านกล้องโทรทรรศน์

จากนั้นเขาก็พริ้วกายลอยขึ้นไปบนหลังคา ทอดสายตามองไปยังทิศทางของวังหลวง

เดิมทีวังหลวงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบ ทำให้มองเห็นได้อย่างเลือนราง แม้จะใช้อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์ก็ยังมองเห็นได้เพียงภาพเบลอๆ

ทว่าในสายตาของเขาตอนนี้ ม่านหมอกเหล่านั้นสลายไปจนหมดสิ้น เผยให้เห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

วังหลวงมีตำหนักกี่หลัง แต่ละหลังตั้งอยู่ที่ใด แม้กระทั่งแสงตะเกียงในตำหนัก หรือแม้แต่คนที่กำลังเดินไปมา เขาก็สามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

เขาเร่งเก็บซ่อนสายตาอันจาบจ้วงนี้อย่างรวดเร็ว

แสงสีทองหดกลับเข้าสู่รูม่านตา

ดวงตาสีทองกลับคืนสู่สภาพเดิม เพียงแต่ดูใสกระจ่างกว่าเดิมถึงสามส่วน เปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงดาวยามรุ่งสาง

เขาจมอยู่ในภวังค์ความคิด

เมื่อพลังกุศลผลบุญปรับเปลี่ยนดวงตา ดวงตาคู่นี้จะมีอานุภาพเทียบเท่ากับอิทธิฤทธิ์ตาทิพย์หรือไม่?

หากพลังกุศลผลบุญปรับเปลี่ยนใบหู จะมีพลังเทียบเท่ากับอิทธิฤทธิ์หูทิพย์หรือไม่ ท้ายที่สุดมันจะเข้ามาแทนที่อิทธิฤทธิ์เลยหรือเปล่า?

ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้น

เขาสัมผัสได้ว่า นับจากนี้ดวงตาของเขาจะไม่ใช่จุดอ่อนอีกต่อไป ต่อให้ถูกกระบี่วิเศษทิ่มแทง ก็ไม่อาจทำอันตรายดวงตาของเขาได้

นี่ต่างหากคือการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานและสำคัญที่สุด ส่วนพลังอำนาจอื่นๆ เป็นเพียงผลพลอยได้

วินาทีต่อมา เขาก็ไปปรากฏตัวที่ลานเรือนของหนิงเจินเจิน

หนิงเจินเจินในชุดขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะกำลังเอามือไพล่หลังเดินวนไปมาอยู่ในลานเล็กๆ เมื่อเห็นเขาปรากฏตัว นางก็เผยรอยยิ้ม "ขอแสดงความยินดีด้วยเจ้าค่ะศิษย์พี่"

ทว่าครู่ต่อมา รอยยิ้มของนางก็เลือนหายไป ใบหน้างดงามแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม "ศิษย์พี่ ตรวจสอบแน่ชัดแล้วเจ้าค่ะ ในบรรดาผู้ที่ก่อความวุ่นวายวันนี้ มีคนของหอจื่อหยางปะปนอยู่สามคนเจ้าค่ะ"

"สามคนหรือ?" ฟ่าคงพยักหน้า "ไม่ถือว่าเยอะนัก"

"มือสังหารสองคน ผู้สังเกตการณ์หนึ่งคน" ใบหน้างดงามของหนิงเจินเจินเย็นชาขึ้น "เป้าหมายที่พวกมันต้องการสังหารคืออี้อ๋อง อิงอ๋อง และองค์หญิงสิบห้าเจ้าค่ะ"

ฟ่าคงพยักหน้ารับเบาๆ

จากสิ่งที่เขาเห็นผ่านอิทธิฤทธิ์ตาทิพย์ คนทั้งสามนี้คือผู้ที่ลงมือสังหารองค์หญิงสิบห้าฉู่หลิง โดยการตวัดกระบี่ฟันคอขาดสะบั้น

เป็นเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจยิ่งนัก

เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือจากยอดเขากระบี่เทวะ

หนิงเจินเจินกล่าวเสียงแผ่ว "พวกมันต้องมีสายสืบอยู่ในวังอย่างแน่นอน ถึงได้รู้ว่าองค์หญิงสิบห้าจะมาร่วมงานมหาพิธีขอพร"

"พบสายสืบแล้วหรือยัง?"

หนิงเจินเจินส่ายหน้า "พวกมันติดต่อกันโดยไม่พบหน้า ใช้วิธีการคล้ายกับของสวีจื้อเฟิงในอดีต เกรงว่าคงจะสืบสาวราวเรื่องได้ยากยิ่งเจ้าค่ะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 270 - เนตรสีทอง

คัดลอกลิงก์แล้ว