- หน้าแรก
- เมื่อ CEO ทะลุมิติมาเป็นหลวงจีน เป้าหมายเดียวของผมคือการมีชีวิตเป็นอมตะ!
- บทที่ 230 - ตามล่าฆาตกร
บทที่ 230 - ตามล่าฆาตกร
บทที่ 230 - ตามล่าฆาตกร
บทที่ 230 - ตามล่าฆาตกร
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงประหลาดออกมา
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ถ่ายทอดออกมาจากไขกระดูก ร่างกายราวกับได้รับการชำระล้าง ชำระล้างอาการบาดเจ็บเก่าก่อนจนหมดจด จุดที่อุดตันทั้งหมดถูกทะลวงจนปลอดโปร่ง ร่างกายเบาหวิวประดุจขนนก เพียงสายลมพัดผ่านก็สามารถปลิวไปได้
พวกเขาหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นสายตาที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มของเหล่าองครักษ์ สายตาเหล่านี้แปลกประหลาดยิ่งนัก ทำให้ทั้งสองตื่นตัวขึ้นมาทันที จากนั้นก็หันไปมองซื่อจื่อฉู่จิง
คิ้วเข้มหนาของฉู่จิงขยับเบาๆ เปลือกตาสั่นระริก ราวกับกำลังต่อต้านพลังอันไร้สภาพ หมายจะลืมตาขึ้นอย่างสุดกำลัง
"ซื่อจื่อ!" ทั้งสองพลันดีใจจนเนื้อเต้น
ก่อนหน้านี้ซื่อจื่อสิ้นลมหายใจ ตายตกไปแล้ว กระทั่งลมปราณก็หยุดทำงาน ร่างกายกำลังจะเย็นชืดและแข็งทื่อ ยามนี้กลับขยับเปลือกตาได้แล้ว!
เหล่าองครักษ์มองตามสายตาของพวกเขาไป เบิกตากว้างจ้องมองฉู่จิงเขม็ง คิ้วเข้มหนาของฉู่จิงยังคงขยับไม่หยุด เปลือกตาสั่นระริกไม่หยุด ดึงดูดหัวใจขององครักษ์ทุกคน
ภายในหอชมเมฆา
หลี่อิงจ้องฟ่าคงเขม็ง เมื่อเห็นดวงตาทั้งคู่ของฟ่าคงลึกล้ำขึ้น ก็พอจะเดาออกว่าเขากำลังใช้อิทธิฤทธิ์ตาทิพย์ และเมื่อเห็นฟ่าคงประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ก็พอจะเดาออกว่าเขากำลังร่ายมนต์คืนวสันต์
อยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ จะสามารถร่ายมนต์คืนวสันต์ได้จริงๆ หรือ ถนนใหญ่ไป๋หู่อยู่ห่างจากที่นี่อย่างน้อยสิบกว่าลี้ กลับสามารถร่ายมนต์คืนวสันต์ได้โดยตรงงั้นหรือ
ฟ่าคงถอนสายตากลับมา คลายมุทราออก พยักหน้าเบาๆ "เรียบร้อยแล้ว"
"ไต้ซือ ซื่อจื่อลำดับที่สามของท่านอ๋องอิง..."
"อืม น่าจะปลอดภัยแล้ว" ฟ่าคงส่ายหน้า "ข้าหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ ไม่ยื่นมือเข้าช่วยก็เงียบสงบดี พอยื่นมือเข้าช่วยก็แปดเปื้อนกรรมเสียแล้ว"
หลี่อิงแย้มยิ้มหวาน "ไต้ซือเมตตา ได้บุญกุศลอันไร้ขอบเขต"
ปกตินางมักจะมีสีหน้าเรียบเฉย ยามนี้พลันแย้มยิ้มสดใส ราวกับแสงแดดสาดส่องลงบนพื้นหิมะอย่างกะทันหัน งดงามจับตา
ฟ่าคงส่ายหน้า "นี่นับเป็นบุญกุศลอันใดกัน"
นี่ไม่ใช่บุญกุศลจริงๆ เพราะซื่อจื่อฉู่จิงไม่ใช่ผู้ศรัทธาของตน
"ไต้ซือ ข้ามีแจกันหยกบริสุทธิ์ที่ตกทอดมาจากยุคโบราณใบหนึ่ง มหัศจรรย์ยิ่งนัก" หลี่อิงกล่าว "นำมามอบให้อารามสาขาวัชระย่อมเหมาะสมที่สุด"
ฟ่าคงส่ายหน้า "ช่างเถอะ"
หากรับแจกันหยกบริสุทธิ์ของหลี่อิงไว้ น้ำใจในการช่วยชีวิตฉู่จิงก็จะกลายเป็นของหลี่อิงไปเสียนี่ ช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย อีกทั้งเพิ่งจะช่วยชีวิตคนก็รับของขวัญทันที ช่างดูน่าเกลียดนัก ทำให้ภาพลักษณ์พระเถระของตนเองต้องเสื่อมเสีย ทำได้เพียงปฏิเสธไปอย่างน่าเสียดาย
เขาเชื่อว่าแจกันหยกบริสุทธิ์ใบนี้ไม่ช้าก็เร็วจะต้องตกมาอยู่ในมือของตนอย่างแน่นอน หลี่อิงจะต้องขอร้องให้ตนช่วยเหลืออีก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในยามนี้
"ไต้ซือ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน วันหน้าจะมาคารวะขอบคุณอีกครั้ง" หลี่อิงประสานมือคารวะอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวจากไป
—
"ซี๊ดด!" ฉู่จิงอ้าปากกว้าง สูดลมหายใจเข้าลึกอย่างรุนแรง
ช่องท้องป่องกลมขึ้นมาทันที เขายังคงสูดลมหายใจเข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับจะพองตัวให้กลายเป็นลูกบอล เมื่อหยุดสูดลมหายใจ เขาก็เบิกตากว้าง พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด "ฟู่!"
"ซื่อจื่อ!" ทั้งสองรีบส่งเสียงเรียก "ซื่อจื่อ ซื่อจื่อ?"
สายตาของฉู่จิงเหม่อลอย ไม่นานก็กลับมากระจ่างใส เขาพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง ยื่นมือลูบหน้าอกตนเอง ก้มลงมอง ร่องรอยบาดแผลบริเวณหน้าอกหายไปแล้ว เมื่อลูบดูก็รู้สึกเจ็บปวดเพียงเล็กน้อย ทว่าหัวใจดวงหนึ่งกำลังเต้นอย่างแข็งขัน
ราวกับทุกสิ่งเป็นเพียงภาพลวงตา ทว่ารอยขาดบนเสื้อคลุมกลับเตือนสติเขาว่า ไม่ใช่ภาพลวงตา เมื่อครู่นี้มีมือสังหารผู้หนึ่งชักกระบี่แทงทะลุหน้าอกของเขาจริงๆ จากนั้นก็บิดกระบี่ บดขยี้หัวใจของเขาจนแหลกเหลว
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงกลืนกินเขาในพริบตา หมายจะกระชากเขาลงสู่ความมืดมิด เขากัดฟันฝืนทนอย่างสุดชีวิต ทว่าท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหว ทำได้เพียงสิ้นใจไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ตายจากไปพร้อมกับความเสียใจและความเคียดแค้นอันไร้ที่สิ้นสุด
ยามนี้ ตนเองกลับฟื้นคืนชีพจากความตาย บาดแผลเกือบจะหายสนิท ในขณะเดียวกันภายในร่างกายก็ยังมีพลังชีวิตอันแข็งแกร่งหลงเหลืออยู่ ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไป ไม่ปล่อยให้ตนเองได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ตายไปแล้วครั้งหนึ่งแล้วก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ความเป็นความตายช่างเหมือนล้อเล่นเสียจริง
"ซื่อจื่อ ยินดีด้วยขอรับซื่อจื่อ!" ชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้มหัวเราะร่วน "กลับมาหายเป็นปกติแล้ว!"
"เหล่าซุน เมื่อครู่ข้าถูกลอบสังหารใช่หรือไม่" ฉู่จิงลูบหน้าอก เงยหน้ามองชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลา
ชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาซุนเฉิงจงประสานมือ "ซื่อจื่อ มีมือสังหารผู้หนึ่งลงมือจู่โจมอย่างกะทันหัน แทงซื่อจื่อไปหนึ่งกระบี่ขอรับ"
"ไม่ใช่แทงข้าหนึ่งกระบี่ แต่ฆ่าข้าตายต่างหาก ใช่หรือไม่" ฉู่จิงแค่นเสียง
ซุนเฉิงจงพยักหน้าอย่างจนใจ "กระบี่นี้อำมหิตไม่เบา แทงทะลุหน้าอกของซื่อจื่อขอรับ"
"ข้าตายไปแล้วหนหนึ่งสินะ" ฉู่จิงแค่นเสียง
ซุนเฉิงจงพยักหน้า
ฉู่จิงหันไปมองชายวัยกลางคนหนวดเคราเฟิ้ม "เหล่าจ้าว นี่ข้าฟื้นคืนชีพมาแล้วใช่หรือไม่"
จ้าวตงซือพยักหน้าอย่างแรง เอ่ยชม "ซื่อจื่อ ท่านดวงแข็งเกินไปแล้ว ถูกกระบี่แทงปานนี้ยังรอดมาได้ สิ่งที่เรียกว่าคนดีผีคุ้ม ท่านก็คือคนดีผีคุ้มตัวจริง!"
"แล้วมือสังหารเล่า!" โทสะของฉู่จิงพวยพุ่ง น้ำเสียงพลันดังขึ้น "มือสังหารไปตายที่ใดแล้ว"
"เรื่องนี้..." ทั้งสองลังเล สบตากันแวบหนึ่ง
"หนีไปแล้ว ใช่หรือไม่" ฉู่จิงถลึงตาใส่ทั้งสอง
ซุนเฉิงจงพยักหน้าอย่างจนใจ "ซื่อจื่อ พวกเราเห็นท่านบาดเจ็บหนักปานนั้น จะไปมีกะจิตกะใจตามล่าตัวฆาตกรได้อย่างไร ช่วยชีวิตท่านก่อนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดขอรับ"
"ดังนั้นพวกเจ้าก็เลยปล่อยมันไป ปล่อยให้มันลอยนวลอย่างอิสระงั้นหรือ" ฉู่จิงกัดฟันกรอด "พวกเจ้าช่างเป็นผู้คุ้มกันที่ดีเสียจริง หากข้าตายไปก็คงนอนตาไม่หลับ!"
"ซื่อจื่อ อย่าใจร้อนขอรับ อย่าใจร้อน" จ้าวตงซือที่มีหนวดเคราเต็มหน้าตารีบโบกมือ "อาการบาดเจ็บของท่านยังไม่หายสนิทดี ระวังแผลจะปริแตกอีกนะขอรับ!"
"ข้านอนตาไม่หลับ เข้าใจหรือไม่!" ฉู่จิงกล่าวอย่างดุดัน "จะต้องจับตัวมือสังหารผู้นั้นมาให้ข้าให้จงได้!"
"วางใจเถิดขอรับ วางใจ ซื่อจื่อ ท่านวางใจได้เลย มือสังหารครั้งก่อนก็ถูกกองตรวจการเสื้อเขียวฝ่ายในจับตัวไว้ได้มิใช่หรือ ครั้งนี้ก็ต้องได้เช่นกัน!" จ้าวตงซือรีบเกลี้ยกล่อม "ใจเย็นๆ ไว้ขอรับ ซื่อจื่อ ยามนี้ท่านสมควรจะดีใจนะขอรับ รอดตายมาได้หวุดหวิด ไม่สมควรดีใจหรอกหรือ"
"ข้าจะดีใจ ดีใจกับผีน่ะสิ!" ฉู่จิงตวาด "หากจับมือสังหารผู้นั้นไม่ได้ ข้าจะดีใจลงหรือ!"
"ซื่อจื่อ บาดแผลไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่ขอรับ" ซุนเฉิงจงผู้หล่อเหลากล่าวเสียงเรียบ "รู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นหรือไม่ขอรับ"
ฉู่จิงหน้าถอดสี
ซุนเฉิงจงกล่าว "มือสังหารผู้นั้นอำมหิตจริงๆ บดขยี้หัวใจของซื่อจื่อจนแหลกเหลว หากไม่มีผู้ใดใช้พลังอันเหลือเชื่อมาช่วยรักษา เกรงว่าคงต้องตายไม่อาจฟื้นคืน ยามนี้แม้จะฟื้นตัวแล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวังตัวให้ดี อย่าตื่นเต้นจนเกินไป หากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าจะไม่มีวิธีรักษาอีกแล้วนะขอรับ"
"...ก็ได้" ฉู่จิงกุมหน้าอก สัมผัสได้ว่ามันกำลังเต้นแรง ยิ่งแข็งแกร่งกว่าตอนก่อนบาดเจ็บเสียอีก "เทพเซียนท่านใดเป็นผู้ช่วยชีวิตข้าไว้"
"ซื่อจื่อคิดว่าจะเป็นผู้ใดเล่าขอรับ"
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร"
"พวกเราก็ไม่รู้เช่นกันขอรับ" ซุนเฉิงจงส่ายหน้า "นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าในโลกนี้ยังมีพลังอันยิ่งใหญ่ปานนี้!"
เขารู้สึกยำเกรงขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก พลังอันยิ่งใหญ่ปานนี้ ต่อให้บาดเจ็บสาหัสเพียงใดก็สามารถรักษาได้ บุคคลเช่นนี้หากผูกมิตรไว้ได้ จะไม่เท่ากับมีชีวิตเพิ่มขึ้นอีกหลายชีวิตหรอกหรือ เรื่องราวในครั้งนี้ทำให้รู้ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ตนเองในฐานะผู้คุ้มกันจวนอ๋องยังคงตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง
หากครั้งหน้าต้องเผชิญหน้ากันอีก หากมีความสัมพันธ์อันดีกับบุคคลที่ร้ายกาจผู้นี้ ก็สามารถสละชีวิตเพื่อขวางมือสังหารได้อย่างไม่ลังเล เมื่อเป็นเช่นนั้น สถานะในจวนอ๋องก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาจึงรีบคาดเดาในใจว่า แท้จริงแล้วยอดคนผู้นี้คือใครกันแน่ ปรมาจารย์ใหญ่ของจวนอ๋องงั้นหรือ ดูเหมือนว่าปรมาจารย์ใหญ่ในจวนอ๋องจะไม่มีความสามารถปานนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ปรมาจารย์ใหญ่คงไม่ปิดทองหลังพระ มีพระคุณแล้วไม่หวังผลตอบแทน จะเป็นไปได้อย่างไร!
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังคาดเดากันอยู่ เบื้องนอกก็มีเสียงใสกังวานทว่าแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้น "หลี่อิงแห่งกองตรวจการเสื้อเขียวฝ่ายใน คารวะซื่อจื่อลำดับที่สามเจ้าค่ะ"
"กองตรวจการเสื้อเขียวฝ่ายในงั้นหรือ" ฉู่จิงหน้าตึง แค่นหัวเราะเย็นเยียบ "ยามนี้ในที่สุดก็รู้จักโผล่หัวมาแล้วสินะ!"
"ซื่อจื่อ!" ซุนเฉิงจงกล่าวเสียงเรียบ "มือสังหารครั้งก่อน ดูเหมือนหลี่อิงแห่งกองตรวจการเสื้อเขียวฝ่ายในผู้นี้จะเป็นคนจับได้นะขอรับ"
"เข้ามาคุยกันตรงนี้!" ฉู่จิงแค่นเสียง
หลี่อิงเดินนำหน้า หลี่จู้ โจวเทียนหวย และหลู่ตงชวนเดินตามหลัง ค่อยๆ เดินฝ่าวงล้อมของเหล่าองครักษ์เข้ามาใกล้
ฉู่จิงกวาดตามองหลี่อิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แค่นเสียงกล่าว "ยังคงเป็นสาวงาม กองตรวจการเสื้อเขียวฝ่ายในของพวกเจ้าจะไหวหรือไม่ จะจับตัวมือสังหารได้หรือไม่"
"ซื่อจื่อปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่" หลี่อิงพิจารณาฉู่จิงเช่นกัน
ฉู่จิงยืดอก "เจ้าว่าอย่างไรเล่า"
ใบหน้ารูปไข่แสนงดงามของหลี่อิงเผยรอยยิ้มบางๆ "มนต์คืนวสันต์ของไต้ซือฟ่าคงมีอานุภาพไร้ขีดจำกัดจริงๆ"
"ไต้ซือฟ่าคงหรือ"
"ซื่อจื่อไม่รู้หรอกหรือว่าไต้ซือฟ่าคงเป็นผู้ลงมือ"
"ไต้ซือฟ่าคงเป็นผู้ช่วยชีวิตข้างั้นหรือ"
หลี่อิงพยักหน้า หันไปมองหลู่ตงชวน "พี่หลู่มาบอกข้าว่าซื่อจื่อถูกลอบสังหาร ตอนนั้นไต้ซือฟ่าคงอยู่ข้างๆ พอดี ข้าจึงขอร้องให้ไต้ซือฟ่าคงช่วยชีวิตซื่อจื่อเจ้าค่ะ"
นางแย้มยิ้ม "ไต้ซือฟ่าคงมีเมตตา ใช้อิทธิฤทธิ์ ร่ายมนต์คืนวสันต์ให้แก่ซื่อจื่อจากภายในหอชมเมฆาเจ้าค่ะ"
"หอชมเมฆาหรือ" ซุนเฉิงจงและจ้าวตงซืออุทานขึ้นพร้อมกัน
หลี่จู้กล่าว "ไต้ซือฟ่าคงร่ายพุทธมนต์ต่อหน้าพวกเรา ไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน!"
"ถึงกับอยู่ในหอชมเมฆา..." ซุนเฉิงจงและจ้าวตงซือล้วนรู้สึกเหลือเชื่อ
จากที่นี่ไปหอชมเมฆาต้องผ่านถนนใหญ่หลายสาย อยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ มนต์คืนวสันต์กลับร่วงหล่นลงมาได้ เกี่ยวกับมนต์คืนวสันต์ของไต้ซือฟ่าคง สองสามวันนี้ลือกันให้แซ่ด โดยเฉพาะน้ำทิพย์ของอารามสาขาวัชระยิ่งโด่งดังไปกันใหญ่ มีผู้คนมากมายตั้งข้อสงสัยว่าเป็นเพียงการเล่นกล เป็นสิ่งที่มีปัญหา
ทว่าในฐานะผู้คุ้มกันแห่งจวนอ๋องอิง พวกเขากลับรู้ความจริงอยู่ไม่น้อย รู้ว่าคำพูดเคลือบแคลงสงสัยเหล่านั้น ล้วนเป็นพวกที่มีเจตนาแอบแฝงปล่อยข่าวลือออกมา พวกเขารู้ว่ามนต์คืนวสันต์ของไต้ซือฟ่าคงมีอานุภาพวิเศษจริงๆ อย่างน้อยก็รักษาพระชายาอ๋องซิ่นจนหายดี รักษาพระชายาอ๋องจิ้งเป่ยจนหายดี ทั้งสองคนล้วนเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
มนต์คืนวสันต์ต้องมหัศจรรย์อย่างแน่นอน ไม่ใช่วิชาแพทย์ทั่วไปจะเทียบเคียงได้ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้รับรู้ถึงความมหัศจรรย์ของมนต์คืนวสันต์ในสถานการณ์ที่ห่างไกลถึงเพียงนี้
"ถึงกับเป็นไต้ซือฟ่าคง..." ฉู่จิงเกาหัว
เขาคือผู้ที่สงสัยในตัวฟ่าคงมากที่สุดในจวนอ๋องอิง เมื่อได้ยินเรื่องราวการแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ของฟ่าคง ก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา รู้สึกว่าทุกคนล้วนถูกคนหลอกลวง ยามนี้ถึงได้รู้ว่าผู้ที่กบในกะลาคือตนเองต่างหาก!
"ซื่อจื่อ มือสังหารได้ทิ้งร่องรอยอันใดไว้หรือไม่ หรือทิ้งสิ่งของอันใดไว้หรือไม่เจ้าคะ" หลี่อิงกล่าว "หากต้องการติดตามร่องรอย จำเป็นต้องมีเบาะแสเจ้าค่ะ"
"หน้าตาเป็นอย่างไรน่ะหรือ..." ฉู่จิงขมวดคิ้วครุ่นคิด "ปิดบังใบหน้า ใครจะไปรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร สวมชุดรัดกุมสีเทาทั้งตัว อ้อ ข้าเห็นมือของมัน"
หลี่อิงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
ฉู่จิงกล่าว "มีจุดด่างดำของคนแก่ นี่คือตาเฒ่าผู้หนึ่ง ดวงตาทั้งคู่ดูน่ากลัวมาก ราวกับว่าจิตใจได้ตายด้านไปแล้ว ชาชิน ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ"
"คนแก่..." หลี่อิงครุ่นคิด "ยังมีเบาะแสอื่นอีกหรือไม่"
"ไม่มีแล้ว" ฉู่จิงกล่าว "มันมีเพียงกระบี่เล่มเดียว แทงข้าเสร็จก็พกกระบี่กลับไป เจ้าลองถามเหล่าซุนกับเหล่าจ้าวดูสิ"
ทั้งสองคนเผยรอยยิ้มเจื่อน วิชาตัวเบาของอีกฝ่ายรวดเร็วเกินไป ท่วงท่าก็รวดเร็วเกินไป ทะลวงผ่านวงล้อมองครักษ์เข้ามาประดุจลำแสง แทงกระบี่เดียวเข้าเป้าหมาย บิดกระบี่หนึ่งครั้งแล้วถอยร่นกลับไป หายตัวไปดั่งลำแสง
"เป็นอย่างไรเล่า หลี่... หลี่อะไรนะ"
"หลี่อิง" หลี่อิงกล่าว
"อ้อ หลี่อิง เจ้าตามตัวมันพบหรือไม่" ฉู่จิงขมวดคิ้ว "อย่าบอกนะว่ากองตรวจการเสื้อเขียวฝ่ายในของพวกเจ้าตามตัวมันไม่พบ หากตามตัวไม่พบ จะเลี้ยงคนอย่างพวกเจ้าไว้ทำไม!"
[จบแล้ว]