เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - คลื่นลมสงบและชายชราปริศนา

บทที่ 80 - คลื่นลมสงบและชายชราปริศนา

บทที่ 80 - คลื่นลมสงบและชายชราปริศนา


บทที่ 80 - คลื่นลมสงบและชายชราปริศนา

★★★★★

ดาบเหล็กนิลทมิฬสาดประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่านห้องโถงอันมืดสลัว

ปลายดาบลากผ่านพื้นดินจนเกิดประกายไฟเป็นสาย เกาเสี่ยวชวนพุ่งตัวรวดเร็วดั่งสายฟ้า ฝีเท้าใช้ท่าเท้าเหยียบนางแอ่นจนถึงขีดสุด พลังลมปราณกำเนิดฟ้าในกายไหลเวียนดุจแม่น้ำเชี่ยวกราก อัดฉีดเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย

ฉัวะ

ราวกับก้าวข้ามมิติเวลา เขาพุ่งเข้ามาประชิดตัวปาจวิ้นได้ในพริบตา

ครั้งนี้ไม่ใช่การหยั่งเชิง ไม่ใช่การปะทะฝีมือ แต่เป็นกระบวนท่าสังหารที่แท้จริง

ดาบตวัดฟาดฟันลงมาอย่างหนักหน่วง

รวดเร็ว เด็ดขาด และเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ดาบนี้ผสานความคมกริบของดาบเหล็กนิลทมิฬเข้ากับจิตสังหารอันร้อนแรงของเกาเสี่ยวชวนได้อย่างลงตัว

รูม่านตาของปาจวิ้นหดเล็กลงทันที

เขาสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของกระบวนท่านี้ มันทั้งเร็วกว่า หนักหน่วงกว่า และเด็ดขาดกว่าเดิม รังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาก่อนที่คมดาบจะมาถึงนั้น ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งลำคอ

"ย้าก"

ในยามเป็นยามตาย ปาจวิ้นแผดเสียงคำรามลั่น มัดกล้ามเนื้อทั่วร่างนูนเกร็ง เส้นเลือดปูดโปนดั่งรากไม้ ลมปราณพิษห้าสภาวะถูกรีดเร้นออกมาจากรูขุมขนอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นม่านพลังหลากสีสันหนาทึบปกป้องอยู่เบื้องหน้า

พร้อมกันนั้น เขาก็ยกตะขอคู่พิษทะลวงใจขึ้นไขว้กันเพื่อสกัดกั้นคมดาบสีดำสนิทที่กำลังฟาดฟันลงมา

เปรี้ยง

เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องจนห้องโถงสะเทือน ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากขื่อคา

ประกายไฟสาดกระเซ็น

ทว่า ภาพที่เขาคาดคิดว่าตะขอจะหยุดดาบไว้ได้กลับไม่เกิดขึ้น

แกรก

เสียงแตกร้าวแผ่วเบา ทว่าชัดเจนดังมาจากจุดที่อาวุธปะทะกัน

ปาจวิ้นเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความตระหนกและไม่อยากเชื่อสายตา เขามองเห็นอะไรกันนี่

ตะขอคู่พิษทะลวงใจของเขาที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้าชั้นดีและอาบยาพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานนับสิบปี บัดนี้กลับปรากฏรอยร้าวละเอียดบนตัวตะขอ และรอยร้าวนั้นกำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว

ดาบเล่มนี้ มันคือดาบอะไรกันแน่

ทำไมถึงได้คมกริบถึงเพียงนี้

ปาจวิ้นคิดไม่ตก แต่เขารู้ดีว่าไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป สัญชาตญาณนักสู้ทำให้เขารีบถอยร่น อาศัยแรงปะทะถีบตัวถอยหลัง ร่างใหญ่โตของเขาพริ้วไหวดั่งปุยนุ่น พยายามทิ้งระยะห่างให้ไกลที่สุด

แต่เกาเสี่ยวชวนมีหรือจะยอมปล่อยโอกาสนี้ไป

"คิดจะหนีงั้นหรือ" มุมปากของเกาเสี่ยวชวนกระตุกยิ้มเย็นเยียบ "ตัดวารี!"

ยังคงเป็นกระบวนท่าตัดวารี

แต่ครั้งนี้ รวดเร็วกว่า เด็ดขาดกว่า และรุนแรงกว่าเดิม

คมดาบแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวดังแสบแก้วหู ราวกับทำลายกำแพงเสียง ดาบสีดำสนิทแหวกมิติพุ่งเข้าใส่ในพริบตา

ปาจวิ้นขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ดาบนี้ เขาหลบไม่พ้นแน่

ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย เขากรีดร้องเสียงหลง รีดเร้นพลังลมปราณกำเนิดฟ้าและปราณพิษทั้งหมดที่มี ทุ่มสุดตัวไปที่ตะขอคู่ ตะขอสาดประกายแสงพิษห้าสีพุ่งสวนเข้าปะทะกับกระบวนท่าดาบสีดำสนิทนั้น

เคร้ง แกรกๆ

เสียงปะทะดังกึกก้องยิ่งกว่าเดิม

ม่านปราณพิษแตกกระจาย รอยร้าวบนตะขอคู่พิษทะลวงใจลุกลามไปทั่วทั้งตัวตะขอ ก่อนจะ

ปัง

ตะขอคู่ แตกละเอียดเป็นชิ้นๆ

เศษโลหะพุ่งกระเด็นไปทั่วทิศทางราวกับห่าฝน

ส่วนกระบวนท่าตัดวารีของเกาเสี่ยวชวนก็สิ้นสุดลง พลังโจมตีสลายหายไปพร้อมกับการปะทะครั้งนี้

ปาจวิ้นตัวสั่นสะท้าน กระอักเลือดคำโต สีหน้าซีดเผือดลงทันตาเห็น แววตาของเขาปรากฏร่องรอยของความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก ความหวาดกลัวต่อความตาย

แต่เขายังไม่ทันได้พักหายใจ

เพราะร่างของเกาเสี่ยวชวนได้พุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาแล้วราวกับภูตผี

เกาเสี่ยวชวนโผล่มาอยู่ทางด้านขวาของปาจวิ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ระยะห่างไม่ถึงสามฉื่อ ปาจวิ้นถึงกับมองเห็นประกายแสงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในดวงตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

จากนั้น เขาก็มองเห็นกระบวนท่าดาบที่สอง

ดาบเหล็กนิลทมิฬฟาดฟันลงมาอีกครั้ง

ดาบนี้ แตกต่างจากกระบวนท่าตัดวารี ตัดวารีคือการฟาดฟัน เฉือน และรวดเร็ว ทว่าดาบนี้...

คือการสับ คือการฟาด คือพลังทำลายล้างมหาศาล

เพลงดาบแปดสยบมาร กระบวนท่าที่สอง แยกขุนเขา

พลังลมปราณกำเนิดฟ้าอันแกร่งกล้าอัดแน่นอยู่บนตัวดาบ ก่อเกิดเป็นพลังปราณบางเฉียบดุจปีกจักจั่น ทว่ากลับหนักอึ้งดั่งภูเขา ปราณดาบสีทองอ่อนตัดกับตัวดาบสีดำสนิท ยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่

ดาบนี้ สื่อถึงความหมาย 'พลังแย่งแยกขุนเขา'

ไม่มีลูกเล่น ไม่มีกระบวนท่าหลอกล่อ มีเพียงการสับฟาดลงมาอย่างตรงไปตรงมา

แต่พละกำลัง ความเร็ว และรังสีอำมหิตที่แฝงอยู่ในดาบนี้ ทำให้ปาจวิ้นขนลุกชันไปทั้งตัว

เขาอยากจะหลบ แต่การปะทะเมื่อครู่ทำให้เลือดลมในกายปั่นป่วน ลมปราณติดขัด การเคลื่อนไหวจึงช้าไปจังหวะหนึ่ง

เขาอยากจะตั้งรับ แต่ตะขอคู่แหลกละเอียดไปแล้ว ปราณพิษก็แตกซ่าน แล้วจะเอาอะไรมาตั้งรับ

ฉัวะ

ปราณดาบอันคมกริบ ตัดผ่านพลังลมปราณคุ้มกายที่หลงเหลืออยู่ของปาจวิ้นไปได้อย่างง่ายดายราวกับมีดร้อนตัดเนย

จากนั้นก็ทะลวงผ่านไปโดยไม่สะดุด

คมดาบฟันเข้าที่ซอกคอด้านขวาของปาจวิ้น และทะลุออกทางด้านซ้าย

สีหน้าของปาจวิ้นแข็งค้างไปในเสี้ยววินาทีนั้น

ใบหน้าที่เคยดุร้าย อำมหิต และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้หยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้าง รูม่านตาขยาย แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ไม่เข้าใจ ไม่ยินยอม และ... ความสับสน

เขาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อลำคอถูกตัดขาด ก็ทำได้เพียงส่งเสียง "คร่อกๆ" ออกมาเบาๆ ราวกับเครื่องสูบลมที่พังแล้ว

เส้นเลือดเล็กๆ เส้นหนึ่ง ปรากฏขึ้นบนลำคอของเขา

เริ่มแรกเป็นเพียงเส้นสีแดงบางๆ เล็กเท่าเส้นผม

จากนั้น เส้นสีแดงก็ขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาดั่งน้ำพุ

ตึง

ร่างอันใหญ่โตดุจหอคอยเหล็กของปาจวิ้น ล้มตึงลงกับพื้น

พื้นดินสะเทือนเบาๆ ฝุ่นฟุ้งกระจาย

'จอมเข่นฆ่าอาบพิษ' ปาจวิ้น ผู้เลื่องชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและเปิดโรงเตี๊ยมเถื่อนกลางทุ่งร้าง สังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน บัดนี้ได้จบชีวิตลงแล้ว

ตายด้วยคมดาบของเด็กหนุ่มระดับกำเนิดฟ้าขั้นต้นวัยยี่สิบปี

ตายอย่างหมดจด ตายอย่างสมบูรณ์

ห้องโถงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

มีเพียงเสียง "เปรี๊ยะๆ" ของตะเกียงน้ำมัน และเสียงต่อสู้ที่อยู่ไกลออกไปของหวังหู่ เสี่ยวหลี่ กับหลงจู๊และลูกจ้าง ทั้งสองคนถูกจับมัดไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นปาจวิ้นถูกฆ่าตาย พวกมันก็กลัวจนอุจจาระปัสสาวะราด ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นตัวสั่นงันงก

เกาเสี่ยวชวนค่อยๆ เก็บดาบ ดาบเหล็กนิลทมิฬส่งเสียงร้องแผ่วเบาขณะสอดเข้าฝัก

เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ถอนหายใจยาวออกมา

การต่อสู้ครั้งนี้ ดูเผินๆ เหมือนจะง่ายดาย แต่วิกฤตินั้นมีอยู่ทุกวินาที หากทักษะต้านทานร้อยพิษไม่ได้อัปเกรดขึ้นมาได้ทันเวลา หากเพลงดาบแปดสยบมารไม่ได้ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ หากดาบเหล็กนิลทมิฬไม่ได้คมกริบขนาดนี้ ผลลัพธ์อาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

"ระดับกำเนิดฟ้าขั้นกลาง... ถ้าไม่ใช้เพลงดาบสามอเวจี ก็รับมือยากเหมือนกันนะ" เกาเสี่ยวชวนพึมพำกับตัวเองเบาๆ สัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ร่อยหรอลงไปบ้างแต่ก็ยังเพียงพอ ทำให้ความเข้าใจในเรื่องระดับพลังชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น

"ลูกพี่ ท่านเป็นอะไรไหมขอรับ!"

เสียงเรียกของหวังหู่ดังขึ้น เขาและเสี่ยวหลี่จัดการกับพวกลูกน้องเสร็จ ก็รีบวิ่งเข้ามาหาด้วยสีหน้าเป็นห่วง

เกาเสี่ยวชวนโบกมือ "ข้าไม่เป็นไร จัดการกวาดล้างที่นี่ซะ ใครที่ควรปล่อยก็ปล่อย ใครที่ควรฆ่าก็... อย่าเก็บไว้ ค้นดูให้ทั่วด้วย เผื่อว่าในโรงเตี๊ยมเถื่อนนี่จะมีของมีค่าซ่อนอยู่"

"ขอรับ!" ทั้งสองคนรับคำ แล้วรีบแยกย้ายไปจัดการ

เสี่ยวหลี่ลงไปปล่อยคนในห้องใต้ดิน ส่วนหวังหู่ก็เริ่มค้นหาทั่วห้องโถงและหลังเคาน์เตอร์

เกาเสี่ยวชวนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

เขาหันกลับไป สายตากวาดมองไปที่มุมหนึ่งของห้องโถง

ที่โต๊ะตัวนั้น ชายชราสวมหมวกฟางใบเก่าที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

ตั้งแต่ตอนที่เกาเสี่ยวชวนและปาจวิ้นเริ่มปะทะกัน จนถึงตอนที่ควันพิษตลบอบอวล ตะขอคู่แตกกระจาย และปาจวิ้นถูกสังหาร... ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชายชราคนนี้ไม่เคยขยับตัวเลยสักนิด

เขาไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง

ยังคงประคองชามเหล้าขุ่นๆ ไว้ในมือ แล้วค่อยๆ จิบทีละนิด ทีละนิด

ราวกับว่าการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเมื่อครู่ เป็นเพียงการแสดงงิ้วที่เขาไม่สนใจจะดู

เกาเสี่ยวชวนหรี่ตาลง

เขาเดินเข้าไปใกล้โต๊ะตัวนั้น แล้วลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้ามกับชายชราอย่างถือวิสาสะ

ระหว่างพวกเขาทั้งสอง มีเพียงโต๊ะไม้เปื้อนคราบน้ำมันกั้นกลาง

"ท่านลุง" เกาเสี่ยวชวนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ทราบว่ามีนามกรใดหรือขอรับ"

ชายชราไม่ตอบ

เปลือกตาก็ไม่กระตุกแม้แต่น้อย

เกาเสี่ยวชวนไม่โกรธและไม่หงุดหงิด เขาใช้ทักษะสัมผัสอันตรายตรวจสอบแล้วว่า ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยมจนถึงตอนนี้ ชายชราคนนี้ไม่ได้แผ่รังสีอำมหิตหรือจิตมุ่งร้ายใดๆ ออกมาเลย เขานิ่งสงบดั่งก้อนหิน ดั่งใบไม้แห้ง กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ

หากไม่ได้เห็นด้วยตาเปล่าว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้ เกาเสี่ยวชวนก็คงจะมองข้ามการมีอยู่ของเขาไปอย่างแน่นอน

นี่มันไม่ปกติเอาเสียเลย

"ท่านลุงก็น่าจะรู้ดี ว่าที่นี่คือโรงเตี๊ยมเถื่อน" เกาเสี่ยวชวนพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบ "แต่ท่านกลับนิ่งดูดาย ท่าน... เป็นคนของพวกมันงั้นหรือ"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าปฏิเสธความคิดตัวเอง "ไม่น่าใช่ ถ้าใช่ ตอนที่ปาจวิ้นตกอยู่ในอันตราย ท่านก็คงจะลงมือช่วยไปแล้ว แต่ท่านก็ยังนิ่งเฉย"

ชายชรายังคงเงียบ

"แต่ถ้าท่านไม่ใช่คนของที่นี่" เกาเสี่ยวชวนโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองใบหน้าที่ถูกเงาหมวกฟางบดบังไปกว่าครึ่ง "คนนอกอย่างท่าน ทำไมถึงมาพักอยู่ในโรงเตี๊ยมที่กินคนไม่คายกระดูกแบบนี้ได้ตั้งนาน ปาจวิ้นไม่แตะต้องท่านเลยหรือ เขาไม่ใช่คนใจบุญสุนทานเสียหน่อย"

คำถามนี้ เป็นสิ่งที่เขาค้างคาใจมาตลอด

ชายชราเริ่มมีความเคลื่อนไหว

เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

ใต้ปีกหมวกฟาง เผยให้เห็นใบหน้าที่ซูบผอม เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งๆ ดวงตาคู่นั้นขุ่นมัว ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แต่รูม่านตากลับลึกล้ำดุจบ่อน้ำเก่าแก่ มองไม่เห็นก้นบึ้ง

เขามองเกาเสี่ยวชวนเพียงแวบเดียว

แค่แวบเดียว

จากนั้น เขาก็ก้มหน้าลง จิบเหล้าต่อไป

เกาเสี่ยวชวนไม่เร่งเร้า เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ "ตึก ตึก" เบาๆ คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปลี่ยนวิธีพูด

"พรุ่งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ ข้าจะไปแจ้งทางการ ถึงตอนนั้น คงต้องขอให้ท่านช่วยเป็นพยานให้สักหน่อย ท่านลุง... จะยินดีหรือไม่ขอรับ"

เมื่อคำว่า "ทางการ" หลุดออกจากปาก ชายชราก็ชะงักไปเล็กน้อย

แม้จะเป็นเพียงการชะงักเพียงเสี้ยววินาที แต่เกาเสี่ยวชวนก็สังเกตเห็น

เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดชายชราก็เปิดปากพูด เสียงของเขาแหบแห้งและสากระคาย ราวกับคนที่ไม่ได้พูดจามานาน หรือไม่ก็ดื่มเหล้าสูบยาสูบจนคอพัง

"ข้า... แค่อยากจะรอคนผู้หนึ่งที่นี่"

เขาพูดช้าๆ เน้นทีละคำ

"ไม่อยากจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องอื่น"

รอคน

เกาเสี่ยวชวนเกิดความสงสัย

"รอใครหรือขอรับ ถ้าคนผู้นั้นไม่มาเสียที ทำไมท่านลุงไม่ลองออกไปตามหาดูเล่า บางที... คนผู้นั้นอาจจะ..."

พูดยังไม่ทันจบ

ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

กลิ่นอายกดดันอันมหาศาลจนแทบหายใจไม่ออก แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายชราอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

นั่นไม่ใช่แค่แรงกดดันจากลมปราณ แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำยิ่งกว่านั้น ราวกับเป็นแรงกดดันที่เกิดจากความแตกต่างของระดับพลังชีวิต เหมือนพญามังกรที่หลับใหลอยู่กะทันหันลืมตาขึ้น เพียงแค่ลืมตาก็ทำให้สรรพสิ่งต้องหวาดหวั่น

วูบ

มวลอากาศในห้องโถงหยุดนิ่งทันที

เปลวไฟในตะเกียงน้ำมันถูกกดทับจนแทบจะดับมอด ฝุ่นบนโต๊ะหมุนวนเป็นพายุลูกเล็กๆ ขนทั่วร่างของเกาเสี่ยวชวนลุกชัน ทักษะสัมผัสอันตรายส่งสัญญาณเตือนภัยดังลั่นในหัว

อันตราย อันตราย อันตรายถึงชีวิต

ระดับความคุกคาม ระดับปรมาจารย์ อย่างน้อยก็ปรมาจารย์ขั้นห้าขึ้นไป

หัวใจของเกาเสี่ยวชวนเต้นโครมคราม เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มแผ่นหลังในพริบตา

ให้ตายเถอะ

นี่มัน... แรงกดดันระดับนี้...

ตาแก่นี่เป็นปรมาจารย์งั้นหรือ แถมยังไม่ใช่ปรมาจารย์ระดับล่างๆ ด้วย แต่เป็นถึงสัตว์ประหลาดระดับปรมาจารย์ขั้นกลางขึ้นไปเลยทีเดียว

แต่แรงกดดันนั้นก็มาเร็วไปเร็ว

เพียงชั่วพริบตา ชายชราก็กลับไปเป็นชายแก่ที่ผอมโซ เงียบขรึม และไร้ตัวตนเหมือนเดิม ราวกับว่าแรงกดดันที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งเมื่อครู่ เป็นเพียงภาพลวงตาของเกาเสี่ยวชวนเท่านั้น

เสียงของชายชรายังคงแหบแห้ง แต่เพิ่มความเย็นชาเข้าไปอีก

"อยากจะสอดรู้สอดเห็น... ก็เชิญตามสบาย"

"แต่ว่า... อย่ามายุ่งกับข้า"

พูดจบ เขาก็ไม่สนใจเกาเสี่ยวชวนอีก ก้มหน้าจิบเหล้าต่อไปเงียบๆ

ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เกาเสี่ยวชวนนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติได้

เขามองชายชราอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก

บางเรื่อง ถ้ารู้ว่าไม่ควรถามก็อย่าถาม บางคน ถ้ารู้ว่าไม่ควรยุ่งก็อย่ายุ่ง

กฎข้อนี้ เขารู้ซึ้งดี

ในตอนนั้นเอง เสี่ยวหลี่ก็พาคนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดิน

นั่นคือผู้รอดชีวิตที่ถูกจับขังไว้ มีทั้งหมดสิบสามคน เป็นชาย หญิง และมีเด็กอีกสองคน ทุกคนมีสภาพผ่ายผอม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ตามตัวมีรอยฟกช้ำ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสน

หวังหู่เตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว เป็นเสบียงแห้ง เนื้อแห้ง และน้ำสะอาดที่หาเจอในครัวหลังร้าน แม้จะดูธรรมดา แต่สำหรับคนที่หิวโหยมานาน มันคือของล้ำค่า

"ขะ ขอบพระคุณผู้มีพระคุณ..."

"ขอบพระคุณใต้เท้าที่ช่วยชีวิต..."

"ฮือๆ... นึกว่าจะเอาชีวิตไม่รอดเสียแล้ว..."

กลุ่มคนกรูกันเข้ามากราบไหว้ขอบคุณ ร้องไห้สะอึกสะอื้น บ้างก็คุกเข่า บ้างก็กอดลูกแน่น

เกาเสี่ยวชวนลุกขึ้นยืน ปล่อยเรื่องชายชราปริศนาทิ้งไปชั่วคราว

เขากับเสี่ยวหลี่และหวังหู่ช่วยกันปลอบโยนผู้รอดชีวิต แจกจ่ายอาหารและน้ำ สอบถามที่มาที่ไป ส่วนพวกที่ตายไปแล้วอย่างน่าสงสาร... พวกเขาก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว

"ลูกพี่" หวังหู่กระซิบรายงาน "ข้าค้นเจอของบางอย่างในห้องพักชั้นสอง ห้องในสุด น่าจะเป็นห้องของปาจวิ้นขอรับ"

เขายื่นห่อผ้าไหมอาบน้ำมันให้เกาเสี่ยวชวน

เกาเสี่ยวชวนรับมาเปิดดู

ข้างในมีจดหมายหลายฉบับที่ถูกแกะอ่านแล้ว สมุดบัญชีเล่มหนา และถุงเงินใบเล็ก

จดหมายเขียนด้วยกระดาษสีน้ำตาลหยาบๆ ไม่มีชื่อผู้ส่ง เนื้อหาก็เขียนแบบกำกวม แต่พอเดาออกว่าเป็นการบันทึกการซื้อขายอะไรบางอย่าง สมุดบัญชีบันทึกที่มาของ 'สินค้า' วิธีการจัดการ และจุดหมายปลายทางของการส่ง 'สินค้า' รวมถึงรายรับอย่างละเอียด น่าสลดใจยิ่งนัก

เงินมีไม่มาก ประมาณหนึ่งร้อยตำลึง แต่สำหรับผู้รอดชีวิตเหล่านี้ ถือว่าเป็นเงินก้อนโต

เกาเสี่ยวชวนเปิดอ่านสมุดบัญชี สีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ

โรงเตี๊ยมเถื่อนแห่งนี้ ไม่ได้แค่ปล้นฆ่าชิงทรัพย์เท่านั้น แต่จากบันทึกในสมุดบัญชี บางครั้งพวกมันยังส่ง 'สินค้า' ไปยังผู้ซื้อประจำด้วย ไม่ใช่ขายเนื้อคน แต่ขายคนเป็นๆ

คนเป็นๆ

ส่วนจะเอาไปทำอะไรนั้น... ในบัญชีไม่ได้บอกรายละเอียด แต่คิดด้วยนิ้วเท้าก็พอจะเดาออกว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่

"เดรัจฉานเอ๊ย" เกาเสี่ยวชวนสบถด่าเสียงเบา เก็บสมุดบัญชีและจดหมายเอาไว้

นี่คือหลักฐานสำคัญ ต้องนำกลับไปให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพร

เช้าวันรุ่งขึ้น

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงบนทุ่งหญ้ารกร้าง ขับไล่ความมืดมิดและกลิ่นอายอันน่าสยดสยองของ 'โรงเตี๊ยมผิงอัน' ให้จางหายไป ตอนนี้บรรยากาศทั้งในและนอกโรงเตี๊ยมไม่ได้เงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเหมือนเมื่อคืนแล้ว แต่กลับมีชีวิตชีวามากขึ้น

ผู้รอดชีวิตล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หาได้ในโรงเตี๊ยมแล้ว แม้จะไม่พอดีตัว แต่ก็ยังดีกว่าเสื้อผ้าขาดๆ เดิมๆ พวกเขามารวมตัวกันที่ลานหน้าโรงเตี๊ยม ต่างจ้องมองเกาเสี่ยวชวนด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความหวัง

เกาเสี่ยวชวนยืนอยู่บนบันได กวาดสายตามองผู้รอดชีวิตทั้งสิบสามคน

มีทั้งคนแก่และเด็กเล็ก ชายและหญิง ผู้เฒ่าอายุมากที่สุดคือคนตัดฟืนวัยห้าสิบกว่า ส่วนอายุน้อยที่สุดคือเด็กชายอายุไม่ถึงสิบขวบ พวกเขามาจากต่างถิ่น บ้างเป็นพ่อค้า บ้างเดินทางไปเยี่ยมญาติ บ้างอพยพหนีภัย... แต่สุดท้ายกลับต้องมาตกระกำลำบากในโรงเตี๊ยมมรณะแห่งนี้

"ทุกท่าน" เกาเสี่ยวชวนเริ่มพูด เสียงดังกังวาน "โรงเตี๊ยมเถื่อนถูกทลาย คนชั่วตายหมดแล้ว พวกท่านเป็นอิสระแล้ว"

ผู้คนเริ่มส่งเสียงฮือฮา บางคนก็แอบปาดน้ำตา

"แต่ว่า" เกาเสี่ยวชวนเปลี่ยนน้ำเสียง "ที่นี่ห่างไกลความเจริญ กว่าจะถึงเมืองที่ใกล้ที่สุดก็ต้องเดินเท้าไปอีกห้าสิบกว่าลี้ พวกท่านไม่มีทั้งเงินและเสบียงติดตัว ขืนเดินทางไปแบบนี้ เกรงว่าจะอดตายกลางทางเสียก่อน"

สีหน้าของผู้รอดชีวิตเริ่มฉายแวววิตกกังวล

"ดังนั้น" เกาเสี่ยวชวนหยิบถุงเงินออกมา "นี่คือเงินที่ยึดมาได้จากโรงเตี๊ยมเถื่อน ข้าจะแบ่งให้พวกท่าน เอาไว้เป็นค่าเดินทาง"

เขาหยิบเงินก้อนออกมาแจกจ่าย ก้อนละห้าตำลึง รวมทั้งสิ้นยี่สิบก้อน พอดีหนึ่งร้อยตำลึง

"คนละห้าตำลึง" เกาเสี่ยวชวนกล่าว "อาจจะไม่มาก แต่ก็พอให้พวกท่านเดินไปถึงตัวเมือง ซื้อข้าวประทังชีวิต ซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยน แล้วค่อยหาทางกลับบ้านหรือไปพึ่งพาญาติพี่น้อง"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง:

"จำไว้นะ เงินทองของมีค่าอย่าให้ใครเห็น ห้าตำลึงนี่มากพอให้ครอบครัวธรรมดาใช้ชีวิตได้เป็นครึ่งปีเลยทีเดียว ระหว่างเดินทางจงระมัดระวังตัว อย่าโอ้อวด พอถึงเมืองก็ให้รีบนำไปแลกเป็นเงินเหรียญหรือตั๋วเงินแล้วเก็บซ่อนไว้ให้ดี หากมีใครมาด้อมๆ มองๆ... เกรงว่าจะหนีเสือปะจระเข้เข้าให้"

คำพูดนี้แม้จะฟังดูตรงไปตรงมาจนอาจดูไร้เยื่อใย แต่มันคือความเป็นจริง

พวกเขาทุกคนล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดา การพกเงินก้อนโตเดินทางก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กถือทองคำเดินกลางตลาด เงินห้าตำลึงนี้ถือว่าพอดี ไม่น้อยเกินไปจนไม่พอใช้ และไม่มากเกินไปจนเป็นภัยมาถึงตัว เกาเสี่ยวชวนกะเกณฑ์ปริมาณเงินได้อย่างเหมาะสมทีเดียว

เขาเดินนำเงินไปแจกให้กับทุกคนด้วยตัวเอง

คนที่ได้รับเงินต่างมือไม้สั่น บางคนก็เตรียมจะคุกเข่าลงกราบอีก แต่เกาเสี่ยวชวนรีบห้ามไว้

"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก" เกาเสี่ยวชวนส่ายหน้า "ถ้าจะขอบคุณ ก็ขอบคุณตัวเองที่ดวงแข็ง อดทนจนรอดมาได้ถึงวันนี้เถอะ"

สายตาของเขาไปหยุดที่เด็กน้อยคนสุดท้าย เด็กชายอายุราวๆ แปดเก้าขวบ รูปร่างผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก แต่ดวงตากลับสุกใส ข้างกายเขามีหญิงวัยสามสิบกว่ายืนอยู่ คาดว่าน่าจะเป็นแม่

เกาเสี่ยวชวนย่อตัวลง ล้วงหยิบเศษเงินก้อนเล็กๆ อีกก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยัดใส่มือเด็กน้อย พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ก้อนนี้ เอาไว้ซื้อขนมกินนะ"

เด็กน้อยมองเขาด้วยความหวาดกลัว สลับกับมองแม่ หญิงคนนั้นรีบพูดขึ้น "รีบขอบคุณท่านผู้มีพระคุณสิลูก!"

"ขะ ขอบพระคุณท่านผู้มีพระคุณขอรับ..." เด็กน้อยพูดเสียงแผ่ว

เกาเสี่ยวชวนยิ้ม ลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน

"เอาล่ะ สายมากแล้ว พวกท่านรวมกลุ่มกันเดินทาง คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เดินไปทางทิศตะวันออก พอไปได้สักสามสิบลี้ก็จะเจอถนนหลวง เดินตามถนนหลวงไปอีกยี่สิบลี้ ก็จะถึง 'เมืองผิงอัน' เพิ่งจะหนีตายมาจาก 'โรงเตี๊ยมผิงอัน' แล้วต้องเดินทางไป 'เมืองผิงอัน' ต่อ บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้นะ"

คำพูดติดตลกของเขาทำให้หลายคนหัวเราะออกมาได้บ้าง บรรยากาศผ่อนคลายลงไม่น้อย

"ท่านผู้มีพระคุณ จะไม่เดินทางไปกับพวกเราหรือขอรับ" มีคนเอ่ยถามขึ้นมา

เกาเสี่ยวชวนส่ายหน้า "พวกเรามีภารกิจต้องไปทำ ไม่ได้ไปทางเดียวกัน พวกท่านดูแลตัวเองด้วย"

เขากำชับเรื่องที่ควรระวังอีกสองสามประโยค แล้วยืนมองผู้คนค่อยๆ พยุงกันเดินไปทางทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่แสงตะวันยามเช้า

จนกระทั่งเงาของคนเหล่านั้นหายลับไปที่ปลายทุ่งหญ้า เขาจึงละสายตา

เขาหันกลับไปมองในห้องโถงของโรงเตี๊ยม

ชายชราปริศนาคนนั้น ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

ราวกับว่าไม่ได้ขยับตัวเลยตลอดทั้งคืน

เกาเสี่ยวชวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจไม่เข้าไปกวนใจชายชราผู้นั้น

เขาหันไปสั่งหวังหู่กับเสี่ยวหลี่ "เก็บของ พวกเราก็ต้องไปแล้วเหมือนกัน"

ทั้งสามคนเดินไปจูงม้าที่ผูกไว้หลังบ้าน จัดแจงสัมภาระ แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า

เกาเสี่ยวชวนปรายตามองป้าย 'โรงเตี๊ยมผิงอัน' เป็นครั้งสุดท้าย

ตัวอักษรทั้งสี่ตัวนั้นยังคงบิดเบี้ยวอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามเช้า

จู่ๆ เขาก็ตวัดมือ ปล่อยปราณดาบพุ่งทะยานออกไป

เปร๊าะ!

เสาไม้ไผ่หักสะบั้น โคมกันลมและป้ายชื่อโรงเตี๊ยมร่วงหล่นลงกระแทกพื้น โคมไฟแตกกระจาย เปลวเทียนดับมอดลง

"ไปกันเถอะ"

เกาเสี่ยวชวนดึงบังเหียนม้า กระทุ้งสีข้างม้าเบาๆ

ม้าทั้งสามตัวพุ่งทะยานออกไป ทิ้งโรงเตี๊ยมมรณะแห่งนี้ไว้เบื้องหลังท่ามกลางทุ่งหญ้ารกร้าง

ทว่าคล้อยหลังพวกเกาเสี่ยวชวนทั้งสามคนไปได้ไม่นาน ในกลุ่มคนที่มุ่งหน้าไปยังเมืองผิงอันก็มีคนผู้หนึ่งปลีกตัวออกจากกลุ่ม แล้วแอบสะกดรอยตามเกาเสี่ยวชวนไปอย่างเงียบเชียบ

และภายในห้องโถงของโรงเตี๊ยม ชายชรารูปร่างผอมโซคนนั้น ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาในที่สุด

ใต้ปีกหมวกฟาง ดวงตาอันขุ่นมัวของเขาทอดมองไปยังฝุ่นควันที่ลอยคลุ้งอยู่เบื้องนอกประตู เนิ่นนาน เนิ่นนาน

จากนั้น เขาก็ก้มหน้าลง จิบเหล้าต่อไป

ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย

บนทุ่งหญ้าอันรกร้าง สายลมยามเช้าพัดผ่านอย่างเงียบเหงา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 80 - คลื่นลมสงบและชายชราปริศนา

คัดลอกลิงก์แล้ว