- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นดาบ ใครถือข้าถ้าไม่เทพก็ต้องตายโหง
- บทที่ 1030 - ข้าคือผู้นำตระกูล
บทที่ 1030 - ข้าคือผู้นำตระกูล
บทที่ 1030 - ข้าคือผู้นำตระกูล
บทที่ 1030 - ข้าคือผู้นำตระกูล
หลังจากตรากตรำเดินทางมาตลอดทาง ในที่สุดติงเฟิ่งอวิ๋นก็กลับมาถึงตระกูลติง
ติงเฟิ่งอวิ๋นลูบคลำรูปปั้นสิงโตหินตัวใหญ่สองตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าประตูตระกูลติง ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
ครั้งสุดท้ายที่เขาจากไปก็เมื่อสิบเจ็ดปีก่อนแล้ว
เมื่อสิบเจ็ดปีก่อน เขาตระเวนเสาะหาหมอเทวดาและยารักษาเพื่อหวังจะรักษาอาการบาดเจ็บที่จุดตันเถียน แต่ผลสุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว!
ด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง เขาจึงพาผู้ติดตามไม่กี่คนออกเดินทางจากตระกูลติง ไปหลบซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์หลังเล็กๆ ของตระกูลที่ตั้งอยู่แถบชายแดนแคว้นอู๋ โดยตั้งใจจะใช้ชีวิตในบั้นปลายที่นั่น!
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้กลับมาอีกครั้ง!
เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าตัวเองจะมีโอกาสได้กลับไปยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดอีกครั้ง!
เพียงแค่ความบังเอิญเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เขาได้ครอบครองดาบโลหิตชาด!
ดาบโลหิตชาด!
เขารู้ดีว่าดาบโลหิตชาดเล่มนี้น่าจะเป็นดาบมาร!
แต่ถึงจะเป็นดาบมารแล้วมันจะทำไมล่ะ
ตราบใดที่เขาสามารถนำมันมาใช้งานได้ ตราบใดที่มันสามารถช่วยให้เขากลับมามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีอายุขัยที่ยืนยาว และมีพลังที่กลับคืนสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง... ดาบมารกับดาบเทพมันก็ไม่ได้แตกต่างกันตรงไหนเลย!
อีกอย่าง ติงเฟิ่งอวิ๋นอย่างเขามีหรือจะหวาดกลัวดาบมาร
เขาเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่อายุยี่สิบ ควบม้าตะลุยผ่านสมรภูมิรบมานานนับร้อยปี เขาปลงตกเรื่องความเป็นความตายมาตั้งนานแล้ว!
เมื่อยี่สิบปีก่อน ในสายตาของผู้คนบนโลกใบนี้ ตัวเขาในตอนนั้นยังน่ากลัวเสียยิ่งกว่าปีศาจมารร้ายเสียอีก!
"พวกเจ้าเป็นใคร!"
ในขณะที่ติงเฟิ่งอวิ๋นกำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ เสียงตวาดถามก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ!
เขาเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นผู้ฝึกยุทธ์ในชุดองครักษ์กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาดุดัน "ที่นี่คือจวนตระกูลติง ไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างพวกเจ้าจะมาทำตัวกำเริบเสิบสานได้ รีบไสหัวไปให้พ้นเลย!"
ยังไม่ทันที่ติงเฟิ่งอวิ๋นจะได้ตอบโต้อะไร ฝูเสี่ยวเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ตวัดเท้าเตะองครักษ์คนนั้นจนกระเด็นลอยไปไกล!
"มีคนมาก่อกวน!"
"เร็วเข้า มีคนมาก่อกวน!"
"มีคนบุกรุก!"
"..."
ในชั่วพริบตา ประตูใหญ่ของจวนตระกูลติงก็เปิดออก องครักษ์จำนวนมากกรูกันออกมา
องครักษ์เหล่านี้ฝีมือไม่ธรรมดาเลย คนที่แข็งแกร่งที่สุดมีพลังถึงระดับทลายเวหา!
องครักษ์ระดับทลายเวหา...
อิทธิพลของตระกูลติงแห่งแคว้นอู๋ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!
ไม่นานนัก ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตเทวะคนหนึ่งก็เดินนวยนาดออกมา เหล่าองครักษ์ต่างพากันแหวกทางให้
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตเทวะคนนั้นเชิดหน้าขึ้นแล้วถามด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง "ใครหน้าไหนกล้ามาก่อกวนที่หน้าประตูตระกูลติง"
ติงเฟิ่งอวิ๋นตวาดเสียงแข็ง "ติงเหล่ย ไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าเดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือไง"
"ข้า..."
พอติงเหล่ยเพ่งมองดูชัดๆ ร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"นายท่าน... ไม่สิ ท่านปรมาจารย์ใหญ่"
ติงเฟิ่งอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็น "ข้าก็นึกว่าเจ้าลืมหน้าข้าไปแล้วเสียอีก!"
"พวกเจ้าตาบอดกันไปหมดแล้วหรือไง นี่คือท่านปรมาจารย์ใหญ่ ท่านพ่อของท่านผู้นำตระกูลไงล่ะ!" ติงเหล่ยหันไปด่าทอเหล่าองครักษ์เสียงดังลั่น
จากนั้นติงเหล่ยก็โค้งตัวลงแล้วเอ่ยถาม "ท่านปรมาจารย์ใหญ่ ทำไมท่านกลับมาถึงไม่บอกข้าล่วงหน้าสักคำเลยล่ะขอรับ"
"จำเป็นด้วยหรือ"
"ไม่จำเป็น ไม่จำเป็นเลยขอรับ!"
ติงเหล่ยส่ายหน้ารัวๆ!
"ไปป่าวประกาศให้คนในตระกูลติงรู้ซะ ว่าข้ากลับมาแล้ว!"
"ขอรับ!"
"แล้วก็ไปตามพวกลูกชายไม่เอาถ่านของข้ามาพบข้าที่ห้องโถงใหญ่ด้วย!" ติงเฟิ่งอวิ๋นสั่งเสียงเย็น "อ้อ แล้วก็หลานชายของข้าด้วย ไปลากคอพวกมันมาให้หมด!"
"รับทราบขอรับ!"
ติงเฟิ่งอวิ๋นพาฝูเสี่ยวเฟิงเดินอาดๆ เข้าไปในจวนตระกูลติงและตรงไปยังห้องโถงใหญ่
"ท่านปรมาจารย์ใหญ่กลับมาแล้ว!"
"ท่านปรมาจารย์ใหญ่กลับมาแล้ว!"
"ท่านปรมาจารย์ใหญ่กลับมาแล้ว!"
"..."
บ่าวรับใช้ของตระกูลติงพากันตะโกนส่งข่าวกันอย่างคึกคัก
เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั่วทั้งจวนตระกูลติงก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที!
มีบ่าวรับใช้รุ่นใหม่เอ่ยถามขึ้นมาว่า "ท่านปรมาจารย์ใหญ่คือใครหรือ"
"จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ ก็ต้องเป็นท่านพ่อของท่านผู้นำตระกูลน่ะสิ!"
บ่าวรับใช้รุ่นใหม่คนนั้นกระซิบถามต่อ "นี่เจ้าหมายถึงอดีตแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพมารโลหิตคนนั้นน่ะหรือ"
"ก็ต้องเป็นท่านอยู่แล้วสิ จะมีใครได้อีกล่ะ"
"..."
ภายในดาบโลหิตชาด สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเฉินฮ่าวกวาดครอบคลุมไปทั่วจวนตระกูลติง
หลังจากประเมินขุมกำลังของตระกูลติงแห่งแคว้นอู๋คร่าวๆ... ผลลัพธ์ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แม้จะอับจนยอดฝีมือระดับอาณาเขต แต่พวกเขากลับมียอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นสูงสุดถึงสามคน ยอดฝีมือระดับขอบเขตเทวะขั้นปลายอีกสิบคน ระดับขอบเขตเทวะขั้นกลางยี่สิบเอ็ดคน และระดับขอบเขตเทวะขั้นต้นอีกสามสิบเอ็ดคน!
จะพูดยังไงดีล่ะ
จำนวนคนระดับนี้มีมากกว่าขั้วอำนาจใหญ่ๆ ในแดนใต้หลายแห่งเสียอีก
ผ่านไปไม่นานนัก กลุ่มคนสายเลือดหลักของตระกูลติงก็ปรากฏตัวขึ้น ทันทีที่พวกเขามาถึงก็ทำให้ห้องโถงที่กว้างขวางดูแคบลงไปถนัดตา!
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับติงเฟิ่งอวิ๋นถึงหกส่วน พอเขาเห็นติงเฟิ่งอวิ๋น เขาก็รีบร้องทักทันที "ท่านพ่อ ท่านกลับมาได้อย่างไรกัน"
"ข้าจะกลับมาได้อย่างไรอย่างนั้นหรือ ที่นี่คือตระกูลติง ข้าจะกลับบ้านตัวเองไม่ได้หรือไง" ติงเฟิ่งอวิ๋นถามเสียงเย็นชา "หรือว่าเจ้าไม่อยากให้ข้ากลับมากันแน่"
ติงอี้ปินผู้นำตระกูลติงรีบตอบกลับทันที "จะเป็นไปได้อย่างไร นี่คือบ้านของท่านพ่อ หากท่านอยากจะกลับมา พวกเราย่อมต้อนรับอยู่แล้ว!"
"ถ้าอย่างนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย เหมืองหินวิญญาณที่ตีนเขาฉีหยางมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"เรื่องนี้มัน..."
"ทำไมเจ้าถึงยอมยกมันให้คนอื่นไปง่ายๆ"
"ท่านพ่อ เหมืองหินวิญญาณแห่งนั้นก็เป็นแค่เหมืองเล็กๆ มันไม่คุ้มค่าที่จะไปแตกหักกับตระกูลหลิวหรอก ขืนทำแบบนั้นจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลไปเปล่าๆ..."
"ไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มค่าอย่างนั้นหรือ เจ้ากล้าบอกว่ามันไม่คุ้มค่าอย่างนั้นหรือ" ติงเฟิ่งอวิ๋นจ้องหน้าติงอี้ปินด้วยความโกรธจัดและกัดฟันพูด "เหมืองหินวิญญาณแห่งนั้นเป็นสิ่งที่คนในตระกูลติงของพวกเราต้องแลกมาด้วยชีวิต ข้าจำได้ว่าเพื่อแย่งชิงเหมืองหินวิญญาณแห่งนั้นมา ตระกูลติงของพวกเราต้องสูญเสียทั้งติงหย่วนหมิง ติงเต๋อ ติงซิ่วเฟิง และติงหลงไปหลายต่อหลายคน นี่เจ้าจะปล่อยให้พวกเขาต้องตายเปล่าอย่างนั้นหรือ"
"ข้าขอบอกเจ้าไว้เลยนะ ติงอี้ปิน!" ติงเฟิ่งอวิ๋นประกาศเสียงกร้าว "ความมั่งคั่งของตระกูลติงพวกเรา ล้วนเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษและคนรุ่นก่อนๆ เอาชีวิตเข้าแลกแย่งชิงมาและเอาชีวิตปกป้องเอาไว้ทั้งนั้น!"
"ตราบใดที่มันเป็นของพวกเรา หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ ต่อให้เป็นแค่เข็มสักเล่มหรือด้ายสักเส้น พวกเราก็ห้ามยอมถอยเด็ดขาด!"
"ในฐานะผู้นำตระกูล เจ้าจะต้องไม่มีความอ่อนแอให้ใครเห็นแม้แต่นิดเดียว หากไม่ถึงคราวคับขันจริงๆ จะยอมอ่อนข้อให้ใครไม่ได้เด็ดขาด!"
"หากเจ้ายอมถอยก้าวหนึ่ง คนอื่นก็จะรุกคืบเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง!"
"หากเจ้าแสดงความอ่อนแอออกมาเพียงนิด คนอื่นก็จะแข็งกร้าวใส่เจ้ามากขึ้นเป็นเท่าตัว!"
"ตราบใดที่ไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ พวกเราก็ห้ามยอมประนีประนอมเด็ดขาด วันนี้เจ้ายอมทิ้งเหมืองหินวิญญาณขนาดเล็กเพื่อเลี่ยงปัญหาจากตระกูลหลิว พรุ่งนี้หากต้องเผชิญหน้ากับขั้วอำนาจอื่น เจ้าก็อาจจะต้องยอมทิ้งเหมืองหินวิญญาณขนาดกลาง... หรือแม้แต่ขนาดใหญ่..."
"เพียงแค่เจ้าแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น พวกมันก็จะคิดว่าได้ใจ พวกมันก็จะรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ จนสุดท้ายพวกมันก็จะแห่กันมากลืนกินตระกูลติงของพวกเราจนไม่เหลือซาก!"
ติงอี้ปินเถียงกลับ "ท่านพ่อ ท่านคิดมากไปหรือเปล่า!"
"ข้าไม่ได้คิดมากไปหรอก!" ติงเฟิ่งอวิ๋นตวาดลั่น "วันนี้เจ้ายอมทิ้งเหมืองหินวิญญาณขนาดเล็กได้ วันหน้าหากลูกชายของเจ้าขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล เขาก็คงจะยอมทิ้งเหมืองหินวิญญาณขนาดกลางได้เหมือนกัน... หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลติงของพวกเราก็คงถึงคราวล่มสลายในไม่ช้า!"
ติงเฟิ่งอวิ๋นตะโกนด้วยความเดือดดาล "ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเมื่อก่อนทำไมข้าถึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเจ้าเป็นคนขี้ขลาดตาขาวแบบนี้"
เฉินฮ่าวสังเกตเห็นว่า ภายใต้แรงกดดันอันหนักอึ้งของติงเฟิ่งอวิ๋น สีหน้าของติงอี้ปินที่ตอนแรกยังดูสงบเสงี่ยมก็เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ!
นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากเลย!
การที่ติงเฟิ่งอวิ๋นมาสั่งสอนฉีกหน้าเขาต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ มันเท่ากับเป็นการหักหน้าติงอี้ปินซึ่งเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบันอย่างแรง!
และในตอนนั้นเอง ติงอี้ปินก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้นมาว่า "ท่านพ่อ ตอนนี้ข้าคือผู้นำตระกูลติงนะ!"
"อะไรนะ นี่เจ้ากล้าเถียงข้าอย่างนั้นหรือ"
"ข้ามีอะไรต้องกลัวล่ะ" ติงอี้ปินสวนกลับด้วยน้ำเสียงที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม "ตอนนี้ข้าคือผู้นำตระกูลติง กิจการภายในตระกูลย่อมต้องเป็นสิทธิ์ขาดของข้า หากท่านมีความเห็นไม่ตรงกับข้า ท่านก็ไปร้องเรียนกับเหล่าผู้อาวุโสเอาเองก็แล้วกัน!"