- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นนายน้อยตระกูลบรรพกาล พร้อมระบบลงชื่อที่แค่ยืนเฉยๆ ก็เทพซะแล้ว
- บทที่ 3770 - อาจเกี่ยวพันกับตัวตนลึกลับ ตงฟางอ้าวเยว่ข้ามทะเลแห่งความรัก
บทที่ 3770 - อาจเกี่ยวพันกับตัวตนลึกลับ ตงฟางอ้าวเยว่ข้ามทะเลแห่งความรัก
บทที่ 3770 - อาจเกี่ยวพันกับตัวตนลึกลับ ตงฟางอ้าวเยว่ข้ามทะเลแห่งความรัก
บทที่ 3770 - อาจเกี่ยวพันกับตัวตนลึกลับ ตงฟางอ้าวเยว่ข้ามทะเลแห่งความรัก
จวินเซียวเหยียนพอจะรู้สถานการณ์บางอย่างดี
โดยเฉพาะกับพวกหญิงงามที่เยือกเย็นและสูงส่งดั่งภูเขาน้ำแข็ง
หากเกิดเรื่องพรรค์นี้ขึ้น พวกนางมักจะเอะอะโวยวายเอาเป็นเอาตาย
แต่จวินเซียวเหยียนไม่คิดจะตามใจหรอกนะ
แม้เขาจะสนใจผลกรรมบนตัวม่อชิงซวง ทว่ามันก็เพียงเท่านั้น
ใบหน้าของม่อชิงซวงยังคงเย็นชา ไร้ซึ่งความผันผวนใดๆ
ราวกับว่าความเร่าร้อนเปิดเผยก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา
ตัวตนนางในยามนี้ต่างหากคือของจริง ผู้ตัดขาดอารมณ์และไร้ซึ่งความรู้สึก
"วางใจเถอะ แม้ข้าจะเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารแต่ก็แยกแยะผิดชอบชั่วดีออก" ม่อชิงซวงกล่าวเสียงเย็น
แม้ในยามนั้นสติของนางจะสับสนวุ่นวาย แต่นางก็ยังพอจำความได้
โดยเฉพาะระดับพลังที่จวินเซียวเหยียนแสดงออกมานั้น มันน่าสะพรึงกลัวจนถึงขีดสุด
หากต้องปะทะกับหลวี่เทียนหมัวผู้นั้น
ต่อให้ม่อชิงซวงอยู่ในสภาพที่มีสติครบถ้วนและทรงพลังสูงสุด นางก็ยังต้องออกแรงเหนื่อยอยู่บ้าง
แถมยังมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับบาดเจ็บ
ทว่าในน้ำมือของจวินเซียวเหยียน การสังหารหลวี่เทียนหมัวกลับง่ายดายราวกับเชือดไก่
นางย่อมรู้ดีว่าจวินเซียวเหยียนไม่ใช่คนธรรมดา และมีเบื้องหลังที่ลึกลับ
ผนวกกับการที่นางสัมผัสได้ว่าร่างกายของตนเองยังคงสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน
จวินเซียวเหยียนไม่ได้ล่วงเกินนางเลยแม้แต่น้อย
นางย่อมไม่ทำตัวไร้เหตุผลหรือโวยวายเอาเป็นเอาตายอย่างแน่นอน
"เช่นนั้นก็ดี"
"ถ้าพูดแบบนี้ ข้าก็ถือว่าได้ช่วยชีวิตเจ้าไว้สินะ" จวินเซียวเหยียนกล่าว
"เจ้าต้องการสิ่งใด" ม่อชิงซวงเอ่ยเสียงเรียบ
นางรู้ดีว่าจวินเซียวเหยียนไม่น่าจะมีความคิดอกุศลกับนาง
มิเช่นนั้นเขาก็คงลงมือไปตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาแสร้งทำตัวเป็นสุภาพชน
"ข้าแค่สงสัยว่าสร้อยข้อมือด้ายแดงบนข้อมือเจ้าได้มาจากที่ใด" จวินเซียวเหยียนเอ่ยถาม
ม่อชิงซวงฉายแววตาประหลาดใจ นางยกมืออีกข้างขึ้นแตะสร้อยข้อมือด้ายแดงบนข้อมือขาวผ่อง "เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย"
"ถือเป็นค่าตอบแทนที่ช่วยชีวิตเจ้าไม่ได้หรือ"
ม่อชิงซวงชะงักไป
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้ามาต่อรองกับนางเช่นนี้
ด้วยนิสัยของผู้ฝึกตนแห่งหุบเขาไร้รักอย่างพวกนาง
หากมีใครกล้าพูดเช่นนี้ พวกนางคงลงมือสังหารทิ้งไปนานแล้ว
ทว่าความแข็งแกร่งของจวินเซียวเหยียนประจักษ์ชัดอยู่ตรงหน้า
ม่อชิงซวงรู้สึกว่าต่อให้นางลงมือ โอกาสชนะก็มีไม่มากนัก
ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยขึ้น "สร้อยข้อมือด้ายแดงเส้นนี้ ข้าสวมมันมาตั้งแต่จำความได้แล้ว"
"แม้ภายหลังข้าจะเข้าร่วมหุบเขาไร้รัก บำเพ็ญเพียรวิถีลบล้างอารมณ์ขั้นสูงสุดเพื่อตัดขาดจากทุกสรรพสิ่ง ข้าก็ไม่ได้ทิ้งของสิ่งนี้ไป"
"ดังนั้นอย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่ตัวข้าเองยังแปลกใจ ว่าเหตุใดข้าจึงไม่ยอมทิ้งมันไปเสียที"
คำพูดของม่อชิงซวงทำให้จวินเซียวเหยียนตกอยู่ในห้วงความคิด
ตั้งแต่เฉินหลิงเยวี่ยก่อนหน้านี้ มาจนถึงม่อชิงซวงในตอนนี้
ระหว่างพวกนางทั้งสองคนเห็นได้ชัดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
สิ่งเดียวที่เชื่อมโยงกันก็คือสร้อยข้อมือด้ายแดง
ของสิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นวัตถุแห่งผลกรรมบางอย่าง
นั่นก็หมายความว่า ความเป็นไปได้ที่มากที่สุดระหว่างพวกนางทั้งสองคน คือการมีความเกี่ยวพันกับตัวตนอื่น
เรื่องนี้ทำให้จวินเซียวเหยียนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนที่เขาอยู่ในทะเลเจี้ยไห่
ยามที่เขาออกตามหาสี่วิญญาณจุติของเจียงเซิ่งอี
หรือว่าพวกนางเองก็จะคล้ายคลึงกัน มีความเกี่ยวพันกับสตรีลึกลับสักคน
หากเป็นเช่นนั้นก็ฟังดูมีเหตุผล
เพียงแต่ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่แน่ชัด
จวินเซียวเหยียนทำได้เพียงแค่ตั้งสมมติฐานเท่านั้น
เขาครุ่นคิดในใจ ทว่าภายนอกกลับเอ่ยว่า "ช่างเถอะ ในเมื่อแม้แต่ตัวเจ้าเองก็ยังไม่รู้ เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด"
สิ้นคำ จวินเซียวเหยียนก็หันหลังเตรียมจะจากไป
"เจ้าเป็นใครกันแน่"
เสียงของม่อชิงซวงดังไล่หลังมา
ร่างของจวินเซียวเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทะยานห่างออกไป
น้ำเสียงเรียบเฉยดังแว่วมา
"วันหน้าเจ้าจะได้รู้เอง"
ดวงตาของม่อชิงซวงหดเกร็งเล็กน้อย
นางย่อมรู้ดีว่าเบื้องหลังของจวินเซียวเหยียนต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หรือว่าเขาจะมาจากศาลสวรรค์ เพื่อมาสืบข่าวของพันธมิตรมารกัน
ม่อชิงซวงคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ก็ไม่อาจฟันธงได้
เรื่องที่น่าเสียดายก็คือ เขาสวมหน้ากาก นางจึงไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา
เมื่อนึกถึงว่าเรือนร่างของตนถูกบุรุษที่แม้แต่หน้าตาก็ยังไม่เคยเห็นมองไปเสียแล้ว
จิตใจของม่อชิงซวงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความผันผวนขึ้นมาเล็กน้อย
แต่เพียงไม่นาน นางก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป
ตัวนางกลับมาเย็นชาและสูงส่งดั่งภูเขาน้ำแข็งอีกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าข้ามทะเลเจ็ดอารมณ์ต่อไป
หลังจากแยกทางกับม่อชิงซวง
จวินเซียวเหยียนก็เดินทางข้ามทะเลเจ็ดอารมณ์ต่อไป
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาก็ได้ซึมซับและทำความเข้าใจถึงอารมณ์ความแค้น ความโศก ความกลัว ความโกรธ ความเศร้า และอื่นๆ
เขาสกัดเอาแก่นแท้จากอารมณ์เหล่านั้น มาใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับมหาเวทมรรคาต้นกำเนิดอย่าง 'บาปแห่งเทพ' ของเขา
ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกของทะเลเจ็ดอารมณ์
ทะเลแห่งสุดท้ายมีชื่อว่า ทะเลแห่งความรัก และมันก็เป็นทะเลที่ข้ามผ่านได้ยากที่สุดเช่นกัน
ความรักในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความรักฉันชู้สาว แต่ยังรวมถึงความรักในครอบครัว มิตรภาพ และความผูกพันระหว่างเผ่าพันธุ์ด้วย
ทุกสิ่งที่สามารถเรียกว่าความรู้สึกผูกพัน ล้วนถูกรวมอยู่ในทะเลแห่งนี้
ในอดีต จักรพรรดินีดับอารมณ์บำเพ็ญเพียรในวิถีลบล้างอารมณ์ขั้นสูงสุด นางได้ทำการตัดความรู้สึกผูกพันทุกอย่างของตนทิ้งไป
จนมันกลายมาเป็นทะเลแห่งความรักผืนนี้
เวลานี้ ภายในทะเลแห่งความรัก
ร่างของตงฟางอ้าวเยว่กำลังข้ามผ่านไป
ก่อนหน้านี้นางได้ข้ามผ่านทะเลแห่งความแค้น ความโศก ความกลัว ความโกรธ และความเศร้ามาแล้ว
แน่นอนว่าย่อมมีอุปสรรคอยู่บ้าง
แต่สภาวะจิตใจของนางในตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว
เมื่อก่อนนางคือองค์หญิงสายเลือดบริสุทธิ์แห่งตระกูลจักรพรรดิตงฟางที่จมดิ่งอยู่ในความมืดมิด
ส่วนจวินเซียวเหยียนคือแสงสว่างที่คอยกอบกู้นาง ช่วยดึงนางขึ้นมาจากขุมนรก
ดังนั้นนางจึงไม่ยอมตกเป็นทาสหรือถูกควบคุมด้วยอารมณ์ด้านลบเหล่านั้นอีกต่อไป
ทะเลหลายแห่งก่อนหน้านี้ นางข้ามผ่านมาได้อย่างราบรื่น
มีเพียงตอนที่ข้ามทะเลอวิชชาเท่านั้น ที่ภาพของจวินเซียวเหยียนปรากฏขึ้น นางจึงหยุดพักอยู่ครู่หนึ่งเพื่อหวนรำลึกถึงมัน
และตอนนี้นางก็มาถึงทะเลแห่งความรักแล้ว
ทะเลผืนนี้ไม่ได้ข้ามผ่านไปได้ง่ายๆ
ภาพมายามากมายปรากฏขึ้นเบื้องหน้าตงฟางอ้าวเยว่
เริ่มตั้งแต่ใบหน้าอันเลือนรางของมารดานางในวัยเด็ก
จากนั้นก็เป็นหลีเซียนเหยาผู้เป็นพี่สาว ท้ายที่สุดก็กลับกลายมาเป็นเจียงเซิ่งอี
และภาพสุดท้ายย่อมต้องเป็นจวินเซียวเหยียน
ตงฟางอ้าวเยว่มีใจรักมั่นต่อจวินเซียวเหยียนอย่างลึกซึ้ง
ทะเลแห่งความรักผืนนี้ย่อมถือเป็นบททดสอบอันยิ่งใหญ่สำหรับนาง
ส่วนเรื่องการตัดขาดจากเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา สำหรับตงฟางอ้าวเยว่แล้ว มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
นางต้องการแข็งแกร่งขึ้น ต้องการมีพลังมากพอที่จะช่วยเหลือจวินเซียวเหยียน และเป็นภรรยาที่ดีของเขา
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า นางจะต้องลืมเลือนความรักและตัดขาดจากความผูกพันทั้งหมด
หากนำไปเทียบกับจวินเซียวเหยียนแล้ว มรดกสืบทอดของจักรพรรดินีดับอารมณ์อะไรนั่น นางสามารถละทิ้งมันไปได้อย่างสิ้นเชิง
ยิ่งตงฟางอ้าวเยว่บุกเข้าไปลึกมากเท่าไหร่
ภาพมายาและอุปสรรคมารก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
จนถึงขั้นมีเสียงสตรีอันเย็นชาและล่องลอยดังแว่วมาที่ข้างหูของตงฟางอ้าวเยว่
"วิถีลืมเลือนอารมณ์ขั้นสูงสุด ดับสิ้นซึ่งความรู้สึกและตัวตน"
"มีเพียงการละทิ้งทุกสิ่ง จึงจะบรรลุความอิสระที่แท้จริง และได้รับมรดกสืบทอดของข้า..."
เสียงมารนั้นแฝงไปด้วยมนตร์ล่อลวง ยากที่จะต้านทาน
ราวกับว่าเพียงแค่ยอมรับมัน นางก็จะได้รับมรดกสืบทอดและก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
ทว่าตงฟางอ้าวเยว่กลับต้านทานมันไว้ นางไม่ยอมถูกล่อลวง
นางอยากได้มรดกของจักรพรรดินีดับอารมณ์จริง แต่นางก็ไม่มีวันยอมกลายเป็นคนที่ไร้ความรู้สึกอย่างเด็ดขาด
ทว่าในขณะที่ตงฟางอ้าวเยว่กำลังรวบรวมสมาธิเพื่อต้านทานอุปสรรคมารอยู่นั้นเอง
ร่างอันเลือนรางร่างหนึ่งก็ค่อยๆ เดินเข้ามาจากแดนไกล เขาคือต้วนเฉินหยวน
"หืม"
ตงฟางอ้าวเยว่ปรายตามองไปทันที สีหน้าของนางเย็นชา
"แม่นาง เราพบกันอีกแล้วนะ" ต้วนเฉินหยวนกล่าว
"เจ้าต้องการสิ่งใด" น้ำเสียงของตงฟางอ้าวเยว่เย็นเยียบ
"อาตมาอาจช่วยแม่นางข้ามผ่านทะเลแห่งความรักผืนนี้ไปได้"
ขณะที่พูด แววตาของต้วนเฉินหยวนก็มีประกายแสงประหลาดวาบผ่าน
[จบแล้ว]