เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 พระเอกเฮงซวย

บทที่ 3 พระเอกเฮงซวย

บทที่ 3 พระเอกเฮงซวย


บทที่ 3 พระเอกเฮงซวย

ส่วนฉีหยวนผู้ชายเฮงซวยคนนั้น วันนี้เขามีบรรยายที่มหาวิทยาลัยจริงๆ ด้วย

แต่เธอไม่คิดที่จะไปหรอกนะ

ข่าวนี้ถูกส่งมาบอกตั้งแต่ตอนบ่ายโดย ‘เพื่อนรัก’ อย่างติงหมิ่นรุ่ยที่คอยพยายามประจบประแจงเธออยู่เสมอ

ติงหมิ่นรุ่ยคนนี้เป็นแฟนคลับตัวยงของพระเอก และแน่นอนว่าเป็นตัวประกอบใช้แล้วทิ้งระดับแนวหน้า เป็นคนแรกๆ ที่ต้องลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงหลังจากวันสิ้นโลกมาถึง

เหตุผลก็คือ... เพื่อเรียกร้องความสนใจและสร้างความประทับใจให้พระเอก เธอจึงเอาตัวเข้าไปรับการโจมตีแทนเขา

แน่นอนว่าเจ้าตัวไม่มีทางรู้เลยว่าการถูกซอมบี้ข่วนจะทำให้ติดเชื้อและกลายพันธุ์ และด้วยเหตุนี้ เธอจึงได้รับ 'ความสนใจ' จากพระเอกอย่างสมใจอยาก ก่อนที่เขาจะลงมือปลิดชีพเธอทิ้งในดาบเดียวอย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่กุ่ยกุยไม่คิดจะเตือนติงหมิ่นรุ่ยก็เป็นเพราะว่า อีกฝ่ายริษยาความโชคดีของเจ้าของร่างเดิมอย่างสุดซึ้ง และตั้งแต่ปรากฏตัวขึ้นมา เธอก็มักจะลอบปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ ลับหลังอยู่เสมอว่าเจ้าของร่างเดิมใช้ทั้งอำนาจและร่างกายเพื่อแย่งชิงผู้ชายหล่อเหลาดุจเทพบุตรอย่างฉีหยวนมาครอง

ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของเธอในมหาวิทยาลัยก็เป็นผลงานความดีความชอบของติงหมิ่นรุ่ยนี่แหละ

ในนิยายเขียนเอาไว้แบบนั้น

หญิงร้ายก็ต้องเจอกับกรรมตามสนอง ปล่อยให้เธอได้รับผลกรรมที่ตัวเองก่อไปเถอะ

ส่วนเธอก็แค่กักตุนเสบียงอย่างเงียบๆ และพยายามไม่เข้าไปก้าวก่ายการดำเนินเรื่องก็พอ

เมื่อกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ใกล้มหาวิทยาลัย เธอก็จัดการประกาศขายอสังหาริมทรัพย์และรวบรวมเงินทุนทั้งหมดที่มีทันที

และยอดเงินที่คำนวณออกมาก็ทำเอาจิตวิญญาณอันยากจนข้นแค้นของเธอถึงกับสั่นสะท้าน

ลำพังแค่อพาร์ตเมนต์ห้องนี้ห้องเดียวก็ขายได้ตั้งห้าล้านแล้ว ในบัญชีเธอยังมีเงินสดอีกกว่าสองล้าน แถมยังมีบัตรเครดิตแบบไม่จำกัดวงเงินที่คุณพ่อเซี่ยต้งเหลียงให้ไว้อีกใบ

ตัดภาพมาที่โลกก่อนหน้านี้ ชีวิตเธอน่าเวทนาจนไม่มีเงินเก็บถึงหลักหมื่นด้วยซ้ำ

ไม่ใช่ว่าเธอไม่ขยันทำงานหรอกนะ แต่ไม่ว่าจะประหยัดมัธยัสถ์อดออมแค่ไหน เงินทองก็เหมือนจะเกลียดขี้หน้าและพากันตีตัวออกห่างเธอไปหมด

หลังจากตรวจสอบสถานะทางการเงินของตัวเองคร่าวๆ แล้ว เธอก็ไปจัดการมื้อเช้าแสนอร่อยเป็นอันดับแรก

พอถึงเวลาเก้าโมงเช้า เธอก็ไปหานายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ใกล้ที่สุดเพื่อประกาศขายห้องในราคาที่ต่ำกว่าตลาด

จากนั้นเธอก็ไปจ้างนักสืบมืออาชีพให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฉีหยวนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

ราวๆ สิบเอ็ดโมง เธอก็ไปเช่าโรงงานขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นโกดัง และจ้างคนงานมาคอยรับส่งสินค้าโดยเฉพาะ

หลังมื้อเที่ยง เธอก็รีบบึ่งไปที่ตลาดเมล็ดพันธุ์โดยไม่หยุดพัก และกว้านซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาได้เกือบแสนซอง

จากนั้นเธอก็เดินทางต่อไปยังตลาดค้าส่งเครื่องปรุงรส ซื้อสินค้ามูลค่าหลักล้านและสั่งให้ทยอยส่งไปที่โกดัง

เธอไปถึงโกดังตอนห้าโมงครึ่ง และหลังจากตรวจรับสินค้าเสร็จเรียบร้อย เธอก็เก็บเสบียงทั้งหมดเข้าไปไว้ในมิติของตัวเอง

เมื่อเห็นว่าใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว เธอก็รีบเดินทางกลับไปที่มหาวิทยาลัย

เมื่อมาถึงบริเวณมหาวิทยาลัยก็เป็นเวลาห้าโมงห้าสิบห้านาที เธอยืนรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่

พอได้หยุดพัก เธอก็รู้สึกเหนื่อยล้าแทบขาดใจ!

ดูเหมือนว่าแผนการนี้จะต้องปรับเปลี่ยนสักหน่อยแล้ว เธอไม่อยากใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสในช่วงเวลาหนึ่งเดือนอันสงบสุขที่เหลืออยู่นี้หรอกนะ

ไม่อย่างนั้นมันจะไปต่างอะไรกับชีวิตอันน่าสมเพชในชาติก่อนของเธอกันล่ะ?

แน่นอนว่าจำนวนเงินที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ใช่ว่าจะหามาได้ขนาดนี้

ขณะที่กำลังยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยอย่างเกียจคร้าน เปลือกตาของเธอก็เริ่มหนักอึ้ง จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น "พี่สามรถติดนิดหน่อยนะ อาจจะไปเลทสักห้านาที!"

เซี่ยกุ่ยกุย: "..."

แค่มาสายห้านาทีถึงกับต้องโทรมาบอกเลยเรอะ!?

เธอวางสายแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

แต่สวรรค์คงไม่อยากให้เธอได้พักผ่อนสักเท่าไหร่ เพราะจู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะขึ้นมาอีก "กุ่ยกุย เธอมาที่มอแล้วทำไมถึงไม่เข้าไปเรียนล่ะ? ไม่รู้หรือไงว่าอาจารย์ฉีหยวนคู่หมั้นของเธอน่ะหล่อกระชากใจแค่ไหน? แค่คลาสเดียวก็ตกสาวๆ ไปได้ทั้งมอแล้วนะ"

กุ่ยกุยแทบอยากจะสวนกลับไปว่า 'เธอเป็นใครเนี่ย?'

ก็แหม เธอเพิ่งมาอยู่ในร่างนี้ จะไปจำหน้าคนอื่นได้ยังไง แถมบนหน้าผากก็ไม่ได้แปะชื่อเอาไว้ซะหน่อย

"แผลของเธอคงไม่ทิ้งรอยแผลเป็นไว้หรอกใช่ไหม?" ติงหมิ่นรุ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย แต่แววตาที่เสแสร้งแกล้งทำของหล่อนก็ทำให้เซี่ยกุ่ยกุยเดาได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือใคร

ติงหมิ่นรุ่ย ยัยตัวประกอบใช้แล้วทิ้งนี่เอง... ทักษะการแสดงกากๆ แบบนี้ หลอกเจ้าของร่างเดิมให้เชื่อใจว่าเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายได้ยังไงกัน?

"คุณพ่อฉันรวยจะตายไป ท่านจ้างแพทย์ผิวหนังที่เก่งที่สุดมาดูแลฉันแล้วล่ะ อีกไม่กี่วันก็หายสนิทแล้ว!" 'ยัยจิ้งจอกน้อย คิดจะมาประลองฝีปากกับฉัน มันยังเร็วไปร้อยปีจ้ะ!'

ครอบครัวของติงหมิ่นรุ่ยจัดอยู่ในฐานะปานกลาง ไม่ได้ยากจนข้นแค้น แต่ก็ยังห่างชั้นกับสังคมคนรวยระดับไฮโซอยู่มากโข

ด้วยหน้าตาที่สะสวย หล่อนจึงมักจะใช้ความสวยของตัวเองเป็นใบเบิกทางเพื่อแทรกซึมเข้าสู่สังคมชั้นสูงให้ได้ และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมหล่อนถึงคอยตามประจบประแจงเซี่ยกุ่ยกุยอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่าคำพูดที่แสนจะราบเรียบของเซี่ยกุ่ยกุยเมื่อครู่ มันเหมือนกับการเอาหมุดไปตอกย้ำความต่ำต้อยในใจของหล่อนอย่างจัง

ทว่าในฐานะนักเลียแข้งเลียขามืออาชีพ ติงหมิ่นรุ่ยก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว หล่อนแสร้งปั้นหน้ายิ้มแย้มยินดี "ดีจังเลย ค่อยโล่งใจหน่อย ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงแทบแย่"

เซี่ยกุ่ยกุยปรือตาลงครึ่งหนึ่ง

เธอได้ยินเสียงจอแจของฝูงชนที่กำลังทยอยเดินออกมาจากประตูรั้ว และเห็นดวงตาของติงหมิ่นรุ่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที

เดาได้ไม่ยากเลย... พระเอกสุดเฮงซวยโผล่มาแล้วสินะ

"กุ่ยกุย เทพบุตรของเธอออกมานู่นแล้ว!" ติงหมิ่นรุ่ยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าเซี่ยกุ่ยกุยคนนี้ได้เปลี่ยนวิญญาณไปเป็นคนอื่นแล้ว หล่อนยังคงทำตัวตีสนิทและพยายามจะเข้ามาควงแขนเธอเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด

เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้หล่อนได้เข้าใกล้เทพบุตรในดวงใจ

เซี่ยกุ่ยกุยขยับตัวยืนตรง เลี่ยงการเกาะแกะจากมือของอีกฝ่าย แล้วหันไปมองทางริมถนน

ตอนนี้เธอเหนื่อยล้าเต็มทนและอยากจะรีบกลับบ้านไปพักผ่อนใจจะขาด

ส่วนไอ้ผู้ชายเฮงซวยกับยัยนางรองจอมหาเรื่องตาย เธอไม่มีเวลามานั่งเสวนาด้วยหรอกนะ

ทว่ามองหารถของพี่สามเท่าไหร่ก็ยังไม่เห็นวี่แวว กลับเป็นฉีหยวนที่กำลังก้าวขายาวๆ ตรงดิ่งมาทางนี้

รูปร่างสูงโปร่งบวกกับใบหน้าที่หล่อเหลาเกลี้ยงเกลาดูเป็นคนดี ทุกย่างก้าวราวกับมีดนตรีประกอบฉากเปิดตัวดังคลอมาเบาๆ ทำเอานักศึกษาหญิงในบริเวณนั้นถึงกับหน้าแดงใจสั่นกันเป็นแถว... ช่างเป็นภาพลักษณ์ของพระเอกที่สมบูรณ์แบบเสียจริง

"ทำไมวันนี้ถึงไม่เข้าไปฟังบรรยายของฉัน?" ฉีหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดคิดว่าจะมาเจอคู่หมั้นของตัวเองมารอดักอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยแบบนี้

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเธอจงใจมารอรับเขากลับพร้อมกันแน่ๆ

ตอนนี้ที่หน้าประตูคนพลุกพล่าน แถมทุกคนก็รู้ดีว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา เขาจึงไม่อาจแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอได้

'คิดว่าตัวเองเป็นใครกันยะ? ทำไมฉันต้องเสียเวลาไปนั่งฟังนายบรรยายด้วย?'

'เอาเวลาไปนอนโง่ๆ ยังจะดีซะกว่า!'

เซี่ยกุ่ยกุยกลืนคำด่าที่เกือบจะหลุดจากปากลงคอไป ก่อนจะเอนตัวพิงต้นไม้อย่างเกียจคร้าน "ฉันป่วยนี่นา นายคงไม่ได้ไม่รู้หรอกใช่ไหม?"

คิ้วเข้มของฉีหยวนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เผยให้เห็นความไม่พอใจพาดผ่าน "ป่วยอยู่แล้วยังจะดันทุรังออกมาข้างนอกอีกทำไม?"

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาเห็นผู้หญิงคนนี้ปฏิบัติกับตนด้วยท่าทีเย็นชาเหินห่างขนาดนี้

เขาควรจะดีใจสิ!

แต่... ป่วยอยู่ก็ยังถ่อมาหาเขาถึงที่เนี่ยนะ? ปากไม่ตรงกับใจชัดๆ!

เซี่ยกุ่ยกุยเห็นรถยุโรปสีดำคันหนึ่งขับมาจอดตรงหน้า เธอก็เปิดประตูขึ้นรถไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีก เป็นการพิสูจน์ด้วยการกระทำอย่างชัดเจนว่า ปากกับใจของเธอนั้นตรงกันเป๊ะ!

ทิ้งติงหมิ่นรุ่ยให้ยืนอ้าปากค้างด้วยความงุนงง และปล่อยให้ฉีหยวนยืนสับสนมึนงงอยู่ตรงนั้น

อย่าว่าแต่สองคนนั้นเลย ขนาดพี่สามอย่างเซี่ยอวี่เฉินยังนึกว่าตัวเองตาฝาด

"เมื่อกี้ไม่ใช่ฉีหยวนหรอกใช่ไหม?" เป็นไปไม่ได้น่า?

ไม่อย่างนั้น น้องสาวจอมคลั่งรักของเขาจะยอมปล่อยไอ้หมอนั่นไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง?

"ใช่เขาหรือเปล่าเนี่ย?"

เซี่ยอวี่เฉิน: "???"

แม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แต่ในใจกลับรู้สึกปริ่มเปรมยินดีจนแทบจะจุดพลุฉลอง

ในที่สุดน้องสาวสุดที่รักของเขาก็เลิกเป็นยัยโง่คลั่งรักสักที!

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ป้าหลิวก็เตรียมอาหารเอาไว้ให้จนเต็มโต๊ะแล้ว

กุ่ยกุยสวาปามอาหารเข้าไปชามเบ้อเริ่มโดยไม่ห่วงภาพพจน์กุลสตรีของตัวเองเลยสักนิด

"กุ่ยกุย กินเยอะขนาดนี้เดี๋ยวตอนดึกก็ปวดท้องเอาหรอก?" เซี่ยอวี่เฉินเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง กระเพาะเล็กเท่าแมวดมของน้องสาวเขาไม่เคยรับอาหารเยอะขนาดนี้มาก่อน

"พี่สาม ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกค่ะ!" เซี่ยกุ่ยกุยตัดสินใจที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมด

เธอไม่อยากใช้ชีวิตเหนื่อยล้าเป็นวัวเป็นควายเพียงลำพังในช่วงหนึ่งเดือนที่เหลืออยู่นี้แล้ว

ดังนั้น เมื่อขึ้นมาถึงห้องนั่งเล่นชั้นบน เธอจึงเล่าเรื่องวันสิ้นโลกที่กำลังจะมาถึงให้เขาฟังอย่างละเอียด "สถานการณ์ในฝันของฉันก็ประมาณนี้แหละค่ะ แล้วฉันก็ตาสว่างแล้วด้วย ฉันจะมัวแต่มานั่งงมงายเรื่องความรักไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือกักตุนเสบียงให้ได้มากที่สุด!"

"กุ่ยกุย ไม่ใช่ว่าพี่สามไม่เชื่อเธอนะ แต่เราจะเอาความฝันมาปะปนกับความจริงไม่ได้หรอก! ดูโลกภายนอกตอนนี้สิ ทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติทุกวัน จู่ๆ จะมีซอมบี้โผล่มาได้ยังไงกัน? เธอคงจะดูหนังซอมบี้มากเกินไปจนเก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะน่ะสิ!"

จบบทที่ บทที่ 3 พระเอกเฮงซวย

คัดลอกลิงก์แล้ว