- หน้าแรก
- รวยทะลุมิติ ผมข้ามภพไปสร้างอาณาจักรพันล้าน
- บทที่ 561 รางวัล
บทที่ 561 รางวัล
บทที่ 561 รางวัล
ลู่เหวยเดินตามเอ้อร์หลู่จื่อที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ เข้าไปในห้อง
พอเข้ามาปุ๊บ เอ้อร์หลู่จื่อก็รีบปิดประตูลงกลอนทันที แล้วเดินดุ่มๆ ไปที่เตียง ก้มตัวลง ออกแรงดึงกระเป๋าเดินทางใบเขื่องสองใบออกมาจากใต้เตียงจนหน้าดำหน้าแดง
กระเป๋าทั้งสองใบทำจากผ้าใบสีเทาเข้ม ขอบมุมมีรอยถลอกจนเห็นด้ายขาว ตรงซิปผูกเชือกสีแดงไว้สองเส้น ดูจากทรงก็รู้ว่าหนักอึ้งขนาดไหน
ลู่เหวยเห็นแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่ต้องเดาก็รู้ ของที่อยู่ข้างในต้องเป็นเงินค่าสินค้าที่ขายได้ในวันนี้แน่ๆ
และก็เป็นอย่างที่คิด เอ้อร์หลู่จื่อวางกระเป๋าทั้งสองใบลงบนพื้น รูดซิปเปิดออกเสียงดัง "แคร่ก" ธนบัตรจำนวนมหาศาลก็ปรากฏสู่สายตา อัดแน่นจนกระเป๋าตุงเป็นอิฐบล็อก จัดเรียงเป็นปึกๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ใบที่มีมูลค่าสูงสุดคือใบละห้าสิบหยวน ที่เหลือก็มีทั้งสิบหยวน ห้าหยวน หนึ่งหยวน แล้วก็ยังมีแบงก์ย่อยอีกเพียบ หลากสีสันอัดแน่นเบียดเสียดกันจนตาลายไปหมด
แบงก์บางใบก็ดูเก่าคร่ำคร่า ขอบมุมพับงอ ยับยู่ยี่ ส่งกลิ่นหมึกพิมพ์ผสมกลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นเหม็นอับของเท้าโชยมาแตะจมูก
เอ้อร์หลู่จื่อนั่งยองๆ อยู่ข้างกระเป๋า ใช้หลังมือปาดเหงื่อบนใบหน้าลวกๆ ชี้ไปที่กระเป๋าแล้วบอกว่า "พี่ลู่ ในนี้มีเงินทั้งหมดสองล้านเจ็ดแสนหกหมื่นสามพันสามร้อยเก้าสิบเอ็ดหยวน นี่สมุดบัญชีครับ จดไว้ทุกยอดเลย พี่ลองดูสิ"
เขาหยิบสมุดพกยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ หน้าปกมีรอยเปื้อนคราบน้ำมัน ขอบกระดาษม้วนงอ ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าถูกเปิดอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ลู่เหวยรับสมุดบัญชีมาเปิดดูผ่านๆ ด้านในจดบันทึกยอดรับเข้าจ่ายออกยุบยับไปหมด ลายมือโย้เย้ไม่ได้เรื่อง แต่ทุกยอดกลับจดไว้อย่างชัดเจน... ทั้งวันที่ ชื่อสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย ราคารวม ไม่มีตกหล่นเลยแม้แต่รายการเดียว
เขาพยักหน้ารับ ปิดสมุดบัญชี วางแหมะไว้ข้างๆ สีหน้ายังคงราบเรียบ ไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นอะไร
"ลำบากนายแล้ว" เขาพูด "ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน กินเสร็จฉันยังต้องกลับไปอีก"
เรื่องบัญชีไม่ต้องรีบดูหรอก เอาไปเก็บไว้ในมิติ แค่กำหนดจิตนึกคิดก็ตรวจสอบเสร็จแล้ว
เอ้อร์หลู่จื่อนั่งยองๆ นิ่งไม่ไหวติง เงยหน้ามองลู่เหวยด้วยความประหลาดใจ "พี่ลู่ เงินตั้งเยอะแยะขนาดนี้ พี่ไม่ตื่นเต้นเลยเหรอพี่
ผมจะบอกอะไรให้นะ ตอนบ่ายผมเฝ้าอยู่ในห้องนี้ ไม่กล้าละสายตาไปไหนเลยนะพี่ แม้แต่ส้วมก็ยังไม่กล้าไปเข้าเลย
ถ้าไม่หิวจนไส้กิ่วล่ะก็ ผมกะจะไม่ยอมโผล่หัวออกไปกินข้าวเย็นเลยนะเนี่ย"
ลู่เหวยหัวเราะร่วน ค้อมตัวลงตบไหล่เขาเบาๆ "ต่อไปพอนายเจอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ แค่นี้มันจิ๊บๆ ต่อไปยังมีเงินรอให้กอบโกยอีกเยอะ"
พูดพลาง เขาค้อมตัวลงไปหยิบธนบัตรปึกหนึ่งในกระเป๋า กะคร่าวๆ น่าจะประมาณหมื่นหยวน รัดด้วยหนังยาง ยื่นให้เอ้อร์หลู่จื่อ
เอ้อร์หลู่จื่อรับมาด้วยสีหน้างงเป็นไก่ตาแตก สัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งในมือ เขาก้มลงมองเงินในมือ สลับกับเงยหน้ามองลู่เหวย อ้าปากค้างอยู่นานสองนานกว่าจะหุบลง
"พี่ลู่ นี่มันอะไรเนี่ยพี่"
"รางวัลของนายไงล่ะ" ลู่เหวยยิ้มตอบ น้ำเสียงดูเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังพูดว่า 'ซื้อน้ำอัดลมมาฝาก' "ช่วงนี้นายทำงานได้ดีมาก รับไปเถอะ"
"หา ให้ผมเหรอ!" ดวงตาของเอ้อร์หลู่จื่อเบิกกว้างเป็นประกาย ลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า อ้าปากค้างกว้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
มือของเขาเริ่มสั่นเทา เริ่มจากปลายนิ้ว ลามไปทั่วทั้งมือ ธนบัตรปึกนั้นในมือของเขาส่งเสียงดังกราวๆ ราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัด
ในยุคนี้ รายได้เฉลี่ยต่อปีของคนทั่วไปยังไม่ถึงห้าร้อยหยวนเลยด้วยซ้ำ
เงินหนึ่งหมื่นหยวนนี้ มากพอให้คนธรรมดากินใช้ไปได้ยี่สิบปีเลยทีเดียว
เอ้อร์หลู่จื่อ เด็กหนุ่มยากจนจากบ้านนอกคอกนา วันนี้แค่วันเดียวกลับได้จับเงินก้อนโตถึงหนึ่งหมื่นหยวน... เขากลายเป็นเศรษฐีหมื่นหยวนไปในพริบตา
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงล่ะ
ในหัวของเขาดังวิ้งๆ ราวกับมีผึ้งนับหมื่นตัวกำลังบินวนอยู่ ร่างกายเบาหวิวราวกับเหยียบอยู่บนปุยเมฆ เหมือนจะลอยขึ้นไปบนฟ้าได้ตลอดเวลา
"นี่... นี่มันไม่เยอะไปหน่อยเหรอพี่..." เสียงของเอ้อร์หลู่จื่อเปลี่ยนไป แหลมปรี๊ดราวกับเสียงผู้หญิง ผิดกับเสียงทุ้มห้าวตามปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง
เขากุมเงินปึกนั้นไว้ในมือด้วยความประหม่า มองซ้ายทีขวาที ไม่รู้ว่าจะยัดใส่กระเป๋ากางเกงหรือจะเอาไปซ่อนไว้ไหนดี ฝ่ามือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ลู่เหวยเห็นหน้าเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น เส้นเลือดดำบนหน้าผากปูดโปนขึ้นมาทีละเส้นๆ ราวกับจะหน้ามืดเป็นลมได้ทุกเมื่อ ก็เลยแกล้งแหย่เล่น "เป็นอะไรไป รังเกียจว่ามันเยอะไปเหรอ ถ้ารังเกียจก็คืนฉันมา ฉันจะลดให้เหลือสักครึ่งนึง" พูดพลาง ยื่นมือออกไปทำท่าจะดึงกลับมา
ปฏิกิริยาของเอ้อร์หลู่จื่อไวกว่ากระต่ายซะอีก เขาหมุนตัวขวับ กอดเงินไว้แน่นแนบอก ตัวงอคุ้มราวกับเม่นกำลังหวงของกิน
เขาจ้องมองลู่เหวยด้วยสายตาระแวดระวัง เบิกตากว้างราวกับกระดิ่ง เสียงก็แหลมปรี๊ดขึ้นมาอีก "พี่ลู่ พี่จะมาเล่นแง่แบบนี้ไม่ได้นะพี่! ให้แล้วก็ต้องให้เลยสิ จะมาทวงคืนได้ยังไงเล่า พี่กำลังรังแกคนซื่ออย่างผมอยู่นะเนี่ย!"
ลู่เหวยเห็นท่าทางตื่นตูมของเขา ก็หลุดขำก๊ากออกมาอย่างอดไม่อยู่
"โอเคๆ ให้แล้วก็ให้เลย ไม่ทวงคืนหรอก
ฉันก็แค่กลัวว่านายจะตื่นเต้นจนเส้นเลือดในสมองแตกตายไปซะก่อน เดี๋ยวฉันก็ต้องเสียเงินค่ารักษาพยาบาลให้อีก ไม่คุ้มกันเลย"
"ไม่มีทางหรอกน่า ผมแข็งแรงจะตายไป" เอ้อร์หลู่จื่อบ่นอุบอิบ ค้อมตัวลง ซุกเงินปึกนั้นไว้ใต้ที่นอนของตัวเองอย่างระมัดระวัง ยัดไว้ใต้หมอน แล้วใช้มือกดทับลูบคลำอยู่หลายรอบ เมื่อแน่ใจว่าซ่อนไว้อย่างมิดชิดแล้ว ถึงได้ยืนขึ้นมา
ตอนที่ยืนขึ้นมาก็ยังหันกลับไปมองอีกหลายรอบ ราวกับกลัวว่าจะซ่อนไว้ไม่เนียนพอ
"ไปเถอะ ออกไปกินข้าวกัน" ลู่เหวยหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
เอ้อร์หลู่จื่อเดินตามหลังมา ฝีเท้าเบาหวิวราวกับติดสปริง รอยยิ้มบนใบหน้าหุบไม่ลง เดินไปได้สองก้าวก็หันกลับไปมองที ราวกับกลัวว่าเงินหมื่นหยวนนั่นจะเป็นแค่ความฝัน
ภายในลานบ้าน บนโต๊ะสี่เหลี่ยมใต้ต้นไม้ใหญ่ มีอาหารร้อนๆ วางรออยู่แล้ว
ป้าต่งกำลังตักน้ำซุปกระดูกหมูเพิ่มลงในกะละมัง พอเห็นพวกเขาเดินออกมา ก็รีบเรียก "มาๆๆ รีบมากินตอนกำลังร้อนๆ เถอะ เดี๋ยวเย็นชืดหมดจะไม่อร่อยนะ กระดูกหมูถ้าเย็นแล้วจะเลี่ยนมาก กินไม่ลงหรอก"
ลุงต่งรินเหล้าสีแดงแจ๋นใส่แก้วให้ลู่เหวย น้ำเหล้ากระเพื่อมไปมาในแก้ว สีแดงเข้มเป็นประกาย
เขายกแก้วขึ้น ยิ้มกริ่มพลางบอกว่า "เถ้าแก่ลู่ ลองชิมนี่ดูสิครับ ผมดองเองเลยนะ เหล้ายาดองเขากวางกับอวัยวะเพศกวาง ใส่เก๋ากี้กับโหงวบี่จี้ด้วย ดองไว้ตั้งปีนึงเต็มๆ บำรุงกำลังสุดๆ ไปเลย"
ลู่เหวยรับแก้วเหล้ามา ดมกลิ่นดู มีกลิ่นยาสมุนไพรจางๆ
"ขอบคุณมากครับลุงต่ง"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ อย่างอื่นไม่มี แต่เหล้านี่มีเพียบ"
ลู่เหวยได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืนถือแก้วเหล้า กวาดสายตามองทุกคนในโต๊ะ... ลุงต่ง ป้าต่ง ลุงจาง เอ้อร์หลู่จื่อ แล้วก็หู่จื่อลูกชายของลุงต่ง ทุกคนต่างก็ถือแก้วของตัวเองจับจ้องมาที่เขา
ลุงจางถือแก้วน้ำเคลือบอีนาเมลที่ใส่เหล้าขาว ป้าต่งถือแก้วน้ำอัดลม หู่จื่อถือแก้วเบียร์ มีเพียงเอ้อร์หลู่จื่อที่ไม่ได้ถือแก้วน้ำอะไรเลย ในมือยังกำกระดูกหมูชิ้นโตมันแผลบเอาไว้ จ้องมองลู่เหวยด้วยความสงสัย
"มาครับ" ลู่เหวยชูแก้วขึ้น "ขอบคุณสำหรับความเหน็ดเหนื่อยของทุกคนในวันนี้ วันแรกของการเปิดร้าน ยุ่งมาทั้งวัน ลำบากทุกคนแล้วนะครับ แก้วนี้ผมขอคารวะทุกคนครับ"
พูดจบ เขาก็แหงนหน้ากระดกรวดเดียวหมดแก้ว
เหล้ายาดองเขากวางรสชาติแรงบาดคอ เจือด้วยกลิ่นยาสมุนไพรและความเผ็ดร้อนของเหล้าขาว ไหลลื่นลงคอไป รู้สึกอุ่นซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับได้ดื่มถ่านไฟก้อนเล็กๆ เข้าไปก็ไม่ปาน
ลุงต่งรีบรินเหล้าให้เขาอีกแก้ว ปากก็พร่ำบอก "เรื่องดีๆ ต้องมาเป็นคู่"
"หลานก็เกรงใจไปได้ ลำบากอะไรกัน พวกเราก็ได้รับค่าจ้างแล้ว ถือเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วล่ะ"
ลู่เหวยไม่ได้พูดอะไร เขาวางแก้วลง ล้วงเงินออกมาจากกระเป๋า นับออกมาหนึ่งพันหยวน แล้วยื่นให้ลุงต่ง
ลุงต่งกำลังจะยกแก้วขึ้นคารวะตอบ พอเห็นเงินปึกนั้น มือก็ชะงักงันไปในทันที รอยยิ้มบนใบหน้าก็หดหายไปเล็กน้อย เผยให้เห็นสีหน้าฉงนสงสัย
"เถ้าแก่ลู่ นี่ทำอะไรครับเนี่ย เสี่ยวอู่ก็จ่ายค่าจ้างให้พวกเราไปแล้วนะ"
ลู่เหวยยัดเงินใส่มือเขา ตบหลังมือเขาเบาๆ น้ำเสียงจริงจังมาก "ลุงต่งครับ วันนี้ครอบครัวลุงทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ข้าวเที่ยงก็ยังต้องกินแบบลวกๆ ผมเข้าใจความเหน็ดเหนื่อยของทุกคนดีครับ
เงินนี่ไม่ได้มากมายอะไร ก็แค่น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากผม ลุงรับไว้เถอะครับ
ต่อไปหลิวอู่ต้องมาทำงานอยู่ที่นี่ คงต้องรบกวนครอบครัวลุงช่วยดูแลเขาด้วยนะครับ"
ลุงต่งรีบปฏิเสธ "นี่เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้วครับ รับเงินคุณไว้ไม่ได้หรอก รีบเก็บคืนไปเถอะครับ"
ลู่เหวยยิ้มรับ "รับไว้เถอะครับ ต่อไปยังต้องรบกวนพึ่งพาพวกลุงอีกเยอะเลย"
ลุงต่งทำท่าจะปฏิเสธอีก ป้าต่งที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็เอื้อมมือไปสะกิดเขาเบาๆ กระซิบเสียงแผ่ว "เถ้าแก่ลู่ให้มา แกก็รับไว้เถอะน่า อย่ามัวแต่อิดออดเลย"
ลุงต่งถึงได้ยอมรับเงินมาอย่างเสียไม่ได้ พับเก็บใส่กระเป๋ากางเกง รอยยิ้มกลับมาปรากฏบนใบหน้าอีกครั้ง รอยย่นยับยู่ยี่เบียดเสียดกัน พร่ำบอก "ขอบคุณเถ้าแก่ลู่" ไม่หยุดปาก
ลู่เหวยหยิบเงินออกมาอีกห้าร้อยหยวน ยื่นให้ลุงจาง
ลุงจางที่กำลังแทะกระดูกอยู่ พอเห็นเงิน ก็รีบเช็ดมือที่เปื้อนน้ำมันกับกางเกงลวกๆ รับเงินมา ดวงตาหยีเป็นเส้นตรง พร่ำบอก "ขอบคุณครับเถ้าแก่ ขอบคุณครับเถ้าแก่ ขอให้เถ้าแก่รวยๆ เฮงๆ นะครับ"
ลุงจางมีหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตู เงินเดือนเดือนนึงแค่ไม่กี่สิบหยวน เงินห้าร้อยหยวนก้อนนี้ เทียบเท่ากับเงินเดือนเกือบปีของเขาเลยทีเดียว
เขาค่อยๆ พับเงินอย่างระมัดระวัง ยัดใส่กระเป๋าเสื้อด้านใน ตบเบาๆ สองที แล้วก็หยิบกระดูกขึ้นมาแทะต่อ คราวนี้แทะอย่างเอร็ดอร่อยกว่าเดิม เสียงแทะกระดูกดังก๊อบแก๊บ
ทุกคนกินข้าวกันอย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งฟ้ามืดสนิท
ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก กลมโตสว่างไสว ลอยเด่นอยู่เหนือยอดต้นหวยแก่ สาดแสงสว่างนวลตาไปทั่วทั้งลานบ้าน
ลุงต่งวางตะเกียบลง เช็ดปาก กวาดสายตามองไปรอบๆ ลานบ้าน พอนึกถึงเงินก้อนโตที่เก็บมาได้ในวันนี้ คิ้วก็ขมวดเข้าหากัน
"เถ้าแก่ลู่ ผมมีเรื่องจะปรึกษาหน่อยครับ" เขากดเสียงให้ต่ำลง สีหน้าจริงจังขึ้นมา "พวกคุณมีทั้งของทั้งเงินเยอะแยะขนาดนี้ แต่ตอนกลางคืนมีแค่เอ้อร์หลู่จื่อกับลุงจางอยู่กันแค่สองคน ถ้าเกิดมีใครคิดมิดีมิร้ายขึ้นมา มันจะอันตรายเอานะครับ
เดี๋ยวผมจะให้หู่จื่อกลับบ้านไปเอาปืนมา ช่วยอยู่เวรยามให้ตอนกลางคืน ปืนลูกซองแฝดของผม ยิงโป้งเดียวหมูป่าล้มตึงเลยนะ ขืนมีใครหน้าไหนกล้ามาแหยมล่ะก็ ผมจะให้มันได้ลิ้มรสลูกปืนซะบ้าง"
ลู่เหวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเก็บทั้งเงินและสินค้าเข้าไปในมิติก่อนจะกลับไป
แต่ถ้าเกิดมีคนบุกมาปล้นจริงๆ พวกมันคงไม่รู้หรอกว่าเงินกับของไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ถึงตอนนั้นเอ้อร์หลู่จื่อกับลุงจางก็คงจะตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ
กันไว้ดีกว่าแก้ สมัยนี้คนใจกล้าบ้าบิ่นมีถมไป เรื่องอะไรก็กล้าทำกันทั้งนั้น
"ตกลงครับ" ลู่เหวยพยักหน้ารับ "งั้นรบกวนหู่จื่อช่วยวิ่งรอกหน่อยก็แล้วกัน"
ลุงต่งรับคำ พยักพเยิดหน้าให้หู่จื่อ
หู่จื่อเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ รูปร่างกำยำล่ำสัน กล้ามแขนเป็นมัดๆ พอได้ยินดังนั้น ก็ลุกพรวดเดินออกไปที่ประตูทันที
ลู่เหวยลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่กางเกง หันไปมองเอ้อร์หลู่จื่อ "เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้วนะ คืนนี้คอยระวังตัวด้วยล่ะ อย่าหลับสนิทจนเกินไป พอหู่จื่อมาถึง ก็ผลัดกันเข้าเวรยามนะ อย่าฝืนเฝ้าอยู่คนเดียวล่ะ"
เอ้อร์หลู่จื่อที่กำลังนั่งยองๆ แคะฟันอยู่ที่มุมกำแพง พอได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่ก้น พยักหน้ารับ สีหน้าจริงจังขึงขัง "พี่ลู่ พี่วางใจเถอะ ผมรู้ดีครับว่าต้องทำยังไง
เดี๋ยวตอนค่ำผมจะปล่อยหมาให้วิ่งพล่านไปทั่วลานบ้าน แล้วก็ผูกกระดิ่งไว้สองลูก ถ้ามีใครบุกเข้ามาผมก็รู้ทันทีแหละ"
ลู่เหวยยกกระเป๋าเงินทั้งสองใบไปเก็บไว้ในรถ ก่อนจะเดินไปที่ข้างรถ เปิดประตูรถ สตาร์ตเครื่องยนต์ ไฟหน้ารถสว่างวาบ สาดเป็นลำแสงคู่สีขาวสว่างจ้าไปทั่วลานบ้าน
เขาโบกมือลาทุกคน สับเกียร์ รถยนต์ค่อยๆ แล่นออกจากลานบ้าน เลี้ยวเข้าซอยไป