เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 137 จริงเท็จหมุนวน

บทที่ 137 จริงเท็จหมุนวน

บทที่ 137 จริงเท็จหมุนวน


บทที่ 137 จริงเท็จหมุนวน

ณ ชั้นที่ห้าสิบเก้าของนรกดำ เหนือเวหาแห่งเมืองชิงโม่ หนึ่งในเจ็ดเมืองใหญ่ ห้วงมิติพลันบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนที่ร่างในชุดคลุมดำของไป๋ตงหลินจะก้าวเดินออกมา

เขารวบรวมสมาธิสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังขุมหนึ่งซึ่งไม่ด้อยไปกว่าเว่ยฉือเกิงที่สถิตอยู่ใจกลางเมือง ไป๋ตงหลินไม่คิดจะเอ่ยวาจาให้มากความ การปิดตนฝึกฝนตลอดสิบวันที่ผ่านมาทำให้เขาได้รับอะไรมาไม่น้อย จนตอนนี้เริ่มรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะหาการต่อสู้สักคราเพื่อยืดเส้นยืดสาย

เพียงเสือกไสความคิด แสงขาวเข้มข้นก็พลันควบแน่นในส่วนลึกของดวงตา กฎเกณฑ์รอบกายกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ลำแสงนับไม่ถ้วนราวกับถูกหลุมดำดึงดูด พากันหลั่งไหลเข้าสู่ดวงตาของเขามิขาดสาย

เบื้องหลังของไป๋ตงหลิน ห้วงมิติอันกว้างใหญ่พลันมืดสลัวลงชั่วขณะ ก่อนที่ดวงตาทั้งสองจะทอประกายเจิดจ้าประดุจตะวันรุ่ง ลำแสงสองสายที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดขนาดเท่าแขนคน พุ่งทะยานออกจากดวงตาด้วยความเร็วเหนือคณา!

วึ่ง!

ทุกแห่งหนที่ลำแสงพาดผ่าน ห้วงมิติถูกแผดเผาด้วยอุณหภูมิสูงล้ำจนบิดเบี้ยวพองตัว ลำแสงนั้นกรีดผ่านเมืองชิงโม่ขนาดใหญ่เบื้องล่างจนแยกออกเป็นสองเสี่ยง ประดุจมีดร้อนที่กรีดผ่านก้อนเนย

ครืน ครืน!

อาคารบ้านเรือนนับไม่ถ้วนพังทลายลง แม้แต่ผืนพสุธายังถูกตัดจนเกิดเป็นรอยแยกลึกสุดหยั่งถึง ขอบรอยตัดนั้นถูกความร้อนหลอมละลายจนกลายเป็นผลึกแก้วสีแดงฉาน เหล่านักโทษผู้โชคร้ายจำนวนมากถูกตัดขาดเป็นสองท่อนโดยไม่ทันได้รู้ตัว

"อ๊ากกก!" ด้วยพลังชีวิตอันแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญ แม้จะถูกตัดเป็นสองท่อนก็ไม่อาจจบชีวิตลงในทันที พวกเขาต่างลากร่างที่เหลือเพียงครึ่งซีกดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น เสียงกรีดร้องโหยหวนนับไม่ถ้วนทำลายความเงียบงันที่เคยมีของเมืองชิงโม่จนสิ้น

ไป๋ตงหลินมีสีหน้าเรียบเฉย หาได้ใส่ใจต่อความตายและการบาดเจ็บล้มตายอย่างหนักของเหล่านักโทษเบื้องล่างไม่ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่จวนเจ้าเมืองอย่างไม่วางตา

เจ้าเมืองชิงโม่เป็นชายชราผมขาวโพลนผู้นึง เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ในห้องนอน ทำราวกับไม่ได้ยินเสียงลำแสงที่พุ่งเข้าใส่ ปล่อยให้ลำแสงอันร้อนแรงและควบแน่นนั้นพาดผ่านร่างกายไปอย่างเฉยเมย

ไป๋ตงหลินฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย แน่นอนว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าอิทธิฤทธิ์โจมตีที่ติดมากับ "เนตรพันลี้" นี้จะทำร้ายชายชราได้ ทว่าร่างของชายชรากลับดูราวกับเป็นความว่างเปล่า ลำแสงนั้นทะลุผ่านไปราวกับพาดผ่านภาพลวงตาในอากาศ มิได้สร้างความเสียหายใด ๆ ให้แก่เขาเลย

ชายชราลืมตาขึ้น ร่างของเขาเคลื่อนไหวเพียงวูบเดียวก็มาปรากฏกายอยู่ห่างจากไป๋ตงหลินไปร้อยจั้ง เคราและผมสีขาวราวหิมะโบกสะบัดไปตามลม ใบหน้าดูอ่อนโยนทว่าดวงตากลับแฝงไปด้วยความอำมหิตอย่างประหลาด เขาจ้องมองไป๋ตงหลินพลางเอ่ยขึ้นช้า ๆ

"ผู้เฒ่ามีนามว่าตู้กู่ มิทราบว่าข้าไปล่วงเกินน้องชายท่านนี้ที่ใด ถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมกับเมืองชิงโม่ของข้าเช่นนี้?"

เมื่อสัมผัสได้ว่าไป๋ตงหลินเป็นเพียงผู้บำเพ็ญกายาระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก มือที่ไพล่อยู่เบื้องหลังค่อย ๆ คลายมุทราลง เมื่อสิบวันก่อนเว่ยฉือเกิงถูกยอดฝีมือลึกลับสังหาร ทำให้บรรดาเจ้าเมืองที่เหลือต่างพากันขวัญผวา

พวกเขาจำต้องสร้างพันธมิตรเพื่อช่วยเหลือกัน หากพบเจอยอดฝีมือลึกลับผู้นั้น จะได้ส่งสารเรียกตัวทุกคนมาร่วมเผชิญหน้ากับศัตรู

ทว่าไป๋ตงหลินเป็นเพียงระดับพลังศักดิ์สิทธิ์ ย่อมไม่ใช่ยอดฝีมือลึกลับคนนั้นอย่างแน่นอน ตู้กู่จึงไม่มีความคิดที่จะเรียกตัวเจ้าเมืองอีกห้าคนที่เหลือมา

ไป๋ตงหลินหรี่ตาลงเล็กน้อย ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง เมื่อได้สัมผัสกลิ่นอายของชายชราในระยะประชิด เขาก็เข้าใจแล้วว่าตู้กู่ผู้นี้หลบเลี่ยงการโจมตีจากลำแสงเมื่อครู่ได้อย่างไร

ตู้กู่ผู้นี้ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญกายา แต่เป็นผู้บำเพ็ญปราณระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่า ซึ่งจุดเด่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่าก็คือการหยั่งรู้ถึงการจริงเท็จหมวนวน

ร่างเนื้อที่เดิมทีเป็นสิ่งมีตัวตนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ส่วนกายาจำแลงที่เดิมทีว่างเปล่าก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นร่างที่มีตัวตนขึ้นมาได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ไป๋ตงหลินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญกายาอย่างเว่ยฉือเกิงแล้ว เขาชิงชังตู้กู่ผู้นี้มากกว่าเสียอีก ในยามที่เว่ยฉือเกิงยังไม่ทุ่มสุดตัว เขายังพอจะปะทะฝีมือกันได้อย่างสูสี

แต่สำหรับตู้กู่ ความสามารถในการเอาตัวรอดอันพิเศษของผู้บำเพ็ญปราณระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่านั้น เรียกได้ว่าอยู่ยงคงกระพันเมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่มีตบะต่ำกว่า เพียงแค่ทำให้ร่างกลายเป็นความว่างเปล่า หากมิใช่คนในระดับเดียวกันก็แทบจะไม่สามารถทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามได้เลย!

การจะทำร้ายผู้บำเพ็ญปราณระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่าได้นั้น มีเพียงผู้บำเพ็ญปราณที่เข้าใจในเรื่องจริงเท็จหมุนวนเช่นเดียวกัน หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญกายาระดับต้นกำเนิดเทพที่ผ่านการวิวัฒนาการถึงขีดสุดแห่งแสงต้นกำเนิดชีวิตมาแล้วเท่านั้น

หรือว่าต้องใช้ไม้ตายก้นหีบอีกครั้ง?

ไป๋ตงหลินส่ายศีรษะเบา ๆ ยังคงเป็นคำเดิม จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การเข่นฆ่า เขาเพียงต้องการหา "เครื่องมือ" สำหรับสะสมพลังงานเท่านั้น และถือโอกาสขัดเกลาตนเองไปในตัว

เมื่อเห็นไป๋ตงหลินจ้องมองตนเขม็งโดยไม่เอ่ยวาจาตอบ ตู้กู่ก็ขมวดคิ้ว เขาไม่ได้แยแสว่าไป๋ตงหลินจะทำลายเมืองชิงโม่หรือสังหารลูกน้องของเขาไปเท่าใด

หากไม่เสียดายพลังงาน เขาก็ไม่ถือสาที่จะฆ่านักโทษเล่นทุกวันเพื่อแก้เซ็งเสียด้วยซ้ำ ต้องรู้ว่าแดนสิ้นวิญญาณแห่งนี้มีผลสะกดข่มต่อผู้บำเพ็ญปราณอย่างรุนแรง หากไม่ถึงคราวจำเป็นเขาย่อมไม่อยากลงมือ เพราะยังอยากจะอยู่อย่างซังกะตายต่อไปอีกสักหลายปี

ความคิดของไป๋ตงหลินแล่นพล่าน คุณลักษณะต่าง ๆ ของผู้บำเพ็ญระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่าผุดขึ้นในสมองทีละอย่าง ครู่ต่อมาดวงตาก็พลันสว่างวาบ เขาจ้องมองตู้กู่ที่เริ่มหมดความอดทนแล้วเอ่ยว่า

"ตาแก่ ข้ามีนามว่าไป๋ตงหลิน โปรดอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เมืองชิงโม่ของเจ้า แต่ข้ามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น"

"ข้าเพียงอยากทุบตีเจ้าให้ตาย! หรือไม่ก็ถูกเจ้าตีตายเท่านั้นเอง!"

ไป๋ตงหลินกล่าวจบก็แสยะยิ้ม มวลสารในร่างกายเผาไหม้อย่างบ้าคลั่ง ในชั่วพริบตาที่วิวัฒนาการถึงขีดสุด เขาพลันก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ร่างเงาพร่าเลือนก็น่าแน่นขนัดเต็มห้วงมิติ ล้อมตู้กู่เอาไว้ตรงกลาง

"หมัดดาราดับสูญ · หนึ่งพัน!"

หลังสำแดงวิชาใกล้เพียงตาไกลสุดฟ้า · เงาสะท้อน ไป๋ตงหลินทั้งหนึ่งพันร่างก็เปิดฉากโจมตีอย่างดุดันพร้อมกัน เงาหมัดนับไม่ถ้วนแผ่ปกคลุมห้วงมิติที่ตู้กู่ยืนอยู่จนมิดชิด ไร้ซึ่งช่องโหว่แม้เพียงนิด

ห้วงมิติสั่นสะเทือนบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงก่อนจะปริแตก รอยแยกมิตินับหมื่นแสนแผ่กระจายไปทั่วความว่างเปล่า

ตู้กู่ยืนไพล่มืออยู่กับที่โดยไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้เงาหมัดและรอยแยกมิติปกคลุมทั่วร่าง สีหน้าที่เคยดูอ่อนโยนกลับกลายเป็นมืดมนดุดัน... เจ้านี่มันเจ้าบ้านนอกมาจากไหนกัน ไม่เคยได้ยินชื่อชั้นของผู้บำเพ็ญระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่าหรืออย่างไร?

ตู้กู่เมินเฉยต่อเงาหมัดและรอยแยกมิตินับไม่ถ้วนเหล่านั้น ต่อให้การโจมตีจะรุนแรงเพียงใดแล้วอย่างไร ในเมื่อทั้งสองอยู่กันคนละมิติ ย่อมไม่อาจระคายผิวเขาได้แม้เพียงเส้นขน

ตู้กู่ก้าวเท้าออกไป ร่างที่ดูเสมือนภาพลวงตาทะลุผ่านการโจมตีนับหมื่นแสนในพริบตา แล้วไปปรากฏกายอยู่บนห้วงเวหาอันไกลโพ้น

"เจ้าหนู แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าใช้ความลับหรือวิชาต้องห้ามใดที่ทำให้ผู้มีระดับเพียงระดับพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างเจ้าสำแดงพลังโจมตีที่ร้ายกาจเช่นนี้ออกมาได้ แต่เจ้ามันช่างเขลาเบาปัญญา กระทั่งคุณลักษณะของระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่าก็ยังมิตระหนักแจ้ง"

"เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายนัก ผู้เฒ่าคนนี้จะยอมเสียสละพลังงานสักเล็กน้อยเพื่อสงเคราะห์เจ้าก็แล้วกัน"

ตู้กู่กล่าวจบก็ร่ายมุทราด้วยมือข้างเดียว กฎเกณฑ์นับไม่ถ้วนในห้วงมิติเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง คุณลักษณะเปลี่ยนจริงเป็นเท็จของระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่ามิได้มีไว้เพียงเพื่อรักษาชีวิตเท่านั้น แต่ในขณะที่กลายเป็นความว่างเปล่า ย่อมเปรียบเสมือนการหลอมรวมกายเข้ากับฟ้าดิน ส่งผลให้ความสามารถในการสัมผัสและควบคุมกฎเกณฑ์แห่งโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล!

การโจมตีของผู้บำเพ็ญปราณจำเป็นต้องชักนำปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินและกฎเกณฑ์นานัปการ เมื่อทั้งสองหลอมรวมกันย่อมปลดปล่อยพลังทำลายล้างที่น่าพรั่นพรึง ทว่าภายในนรกดำอันเป็นแดนสิ้นวิญญาณแห่งนี้ กลับเป็นสถานที่ที่สะกดข่มผู้บำเพ็ญปราณได้อย่างรุนแรงยิ่งนัก

พวกเขาทำได้เพียงใช้พลังงานที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในกายมาหลอมรวมกับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเพื่อโจมตี ซึ่งนอกจากอานุภาพจะลดทอนลงไปมากแล้ว ยังสิ้นเปลืองพลังอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ตู้กู่จึงไม่อยากลงมือจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่ไป๋ตงหลินผู้นี้สามหาวเกินไปจนทำให้เขาขัดเคืองใจยิ่งนัก

กายาจำแลงภายในร่างของตู้กู่ทอแสงกฎเกณฑ์สองสีวูบวาบ เขาเค้นเอาพลังงานออกมาเพียงเส้นสายเดียวอย่างตระหนี่ถี่เหนียว ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาออกมาว่า

"พายุเพลิงผลาญ!"

ทะเลเพลิงสีแดงฉานแผ่เข้าปกคลุมไป๋ตงหลินในทันที พริบตานั้นพายุหมุนสีมรกตพลันบังเกิด พลังลมหนุนส่งพลังไฟ ยิ่งส่งผลให้ทะเลเพลิงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับโลหิต

เพียงครู่เดียว พายุหมุนเพลิงยักษ์ที่เชื่อมโยงฟ้าและดินก็โอบล้อมไป๋ตงหลินเอาไว้ภายใน พายุนั้นปรากฏเป็นสีเขียวแดงสลับกัน มีเงาเลือนลางของโซ่ตรวนกฎเกณฑ์ปรากฏให้เห็น อานุภาพยิ่งทวีความสยดสยอง

ไป๋ตงหลินถูกแรงดึงดูดมหาศาลพันธนาการไว้ใจกลางพายุ มิติโดยรอบปั่นป่วนรุนแรงจนเกิดรอยร้าวไปทั่ว วิชาใกล้เพียงตาไกลสุดฟ้ามิอาจสำแดงได้อีกต่อไป ร่างเงาสะท้อนที่เคยเต็มห้วงมิติล้วนเลือนหายไปจนสิ้น

คมมีดวายุสีมรกตหนานับไม่ถ้วนฟาดฟันลงบนร่างไป๋ตงหลินอย่างต่อเนื่อง ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเพชรของเขาเริ่มปรากฏรอยแผลเป็นทาง เพลิงสีโลหิตที่ร้อนระอุเผาไหม้เขาอย่างบ้าคลั่ง เลือดที่ไหลซึมออกมาถูกเผาผลาญจนกลายเป็นความว่างเปล่าในพริบตา มังสะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำเกรียม

ไป๋ตงหลินกลับรู้สึกยินดีอยู่ในใจ เขาไม่คิดขัดขืน ปล่อยให้พายุโจมตีเข้าใส่ พลางดูดซับพลังงานเสริมสร้างที่ปรากฏขึ้นในกายอย่างเงียบเชียบ

ทว่าผู้บำเพ็ญปราณระดับหยั่งรู้ความว่างเปล่านี่ช่างแข็งแกร่งเสียจริง หากอยู่โลกภายนอกคงจะน่ากลัวกว่านี้มาก คงไม่ต่างอะไรกับป้อมปืนเคลื่อนที่ที่เปิดโหมดไร้เทียมทานเอาไว้ตลอดเวลา!

ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ได้ใช้กายาจำแลงเลยด้วยซ้ำ หากวัดกันที่ความสามารถในการสังหารหมู่ ผู้บำเพ็ญปราณย่อมเหนือกว่าผู้บำเพ็ญกายาจริง ๆ

เพียงแค่การใช้กฎเกณฑ์ธาตุลมและไฟขั้นพื้นฐานที่สุด ยังสามารถแสดงอานุภาพที่น่ากลัวเช่นนี้ได้แม้ในแดนสิ้นวิญญาณ ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เหมาะสมที่สุดที่จะใช้เป็นเครื่องจักรผลิตพลังงานให้ข้า!

เนิ่นนานผ่านไป พลังงานของพายุเพลิงผลาญมอดไหม้จนสิ้นและเริ่มสลายตัวไปอย่างช้า ๆ ผืนดินเบื้องล่างกลายเป็นซากปรักหักพัง ถูกคมมีดวายุฟาดฟันจนเกิดรอยแยกนับไม่ถ้วน หินและดินถูกหลอมละลายจนกลายเป็นผลึกแก้วสีแดงฉาน

สีหน้าของตู้กู่อ่อนลงเล็กน้อย ในสัมผัสของเขา กลิ่นอายของไป๋ตงหลินได้เลือนหายไปแล้ว เพียงแค่ผู้บำเพ็ญระดับพลังศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลใดที่จะรอดชีวิตมาได้

"ตาแก่ เจ้ามองไปที่ไหนกัน?"

เสียงของไป๋ตงหลินพลันดังขึ้นจากทางด้านหลังของตู้กู่ เส้นด้ายสีแดงสายหนึ่งที่ควบแน่นจนถึงขีดสุดและอบอวลไปด้วยเจตจำนงดาบทำลายสิ้นพาดผ่านร่างของตู้กู่ไป

เส้นแดงนั้นราวกับกวาดผ่านอากาศธาตุ มันทะลวงผ่านร่างตู้กู่ไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงรอยแยกมิติสีดำขลับ ก่อนจะฟาดฟันลงบนพื้นพิภพอย่างรุนแรง พริบตานั้น ผืนดินพลันแยกออกจากกันเป็นเหวลึกสีดำมืดมิดที่มองไม่เห็นก้นบึ้งอย่างไร้สรรพเสียง

"ชิ! เป็นตาแก่ที่ทั้งระแวดระวังและน่ารำคาญเสียจริง!"

ไป๋ตงหลินยืนตระหง่านอยู่บนห้วงมิติ ชุดคลุมสีดำสะบัดพลิ้วตามแรงลมจนเกิดเสียงดังพรึบพรับ เขามองด้วยสายตาหรี่เล็กพลางเบะปากกล่าว

ในฐานะปรมาจารย์ด้านการลอบโจมตี เห็นได้ชัดว่าเขาหงุดหงิดไม่น้อยที่การลอบสังหารในครั้งนี้ล้มเหลว

จบบทที่ บทที่ 137 จริงเท็จหมุนวน

คัดลอกลิงก์แล้ว