- หน้าแรก
- ทะลุมิติมากระทืบผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยกายาโกลาหลขั้นสุดยอด
- บทที่ 310 - ราชันหมิงชาติที่สี่
บทที่ 310 - ราชันหมิงชาติที่สี่
บทที่ 310 - ราชันหมิงชาติที่สี่
บทที่ 310 - ราชันหมิงชาติที่สี่
เขาถึงกับขุดหลุมศพตัวเอง แถมยังประกาศต่อหน้าจักรพรรดิสวรรค์ว่าจะไปขุดหลุมศพเขาอีก ซ้ำยังโก่งก้นขุดหลุมฝังตัวเองอีกต่างหาก... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
"อะแฮ่ม..." นักพรตอ้วนกระแอมเบาๆ สองที พยายามรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ "เรื่องนี้... คือว่า..."
เจียงเฮ่ามองท่าทางของอู๋เหลียงแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา หัวเราะอย่างเบิกบานใจ
ฉากนี้ เขารอคอยมาเนิ่นนาน ที่บันทึกภาพเหล่านี้เอาไว้ ก็เพื่อวันนี้แหละ เพื่อจะเอามาฉายต่อหน้าเจ้าอู๋เหลียงนี่โดยเฉพาะ
ยังจะหมายตาสุสานของข้าอยู่อีกไหม? ยังอยากจะขุดหลุมศพข้าอีกไหมล่ะ? ยังจะอยากอีกไหม?
เทวะอารักษ์หลิงเป่าก็หลุดหัวเราะออกมาเช่นกัน เสียงหัวเราะดังกังวาน "น่าสนใจ สหายมรรคราชันหมิงนี่ช่างเล่นสนุกนัก"
เทวะอารักษ์หยวนสื่อพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ไม่นึกเลยว่าสหายมรรคราชันหมิงจะเป็นคนแบบนี้"
ใบหน้าของอู๋เหลียงยิ่งแดงก่ำ ทำได้เพียงส่งยิ้มแห้งๆ ที่พยายามไม่ให้ดูเสียมารยาท พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน "ฮ่าฮ่าฮ่า... คือว่า... ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด เข้าใจผิดทั้งนั้น..."
เจียงเฮ่ามองเขา เอ่ยหยอกล้อ "เข้าใจผิดอะไรกัน สหายมรรคราชันหมิงไม่ได้ขุดหลุมศพตัวเอง แถมยังบอกว่าจะขุดหลุมศพของข้าด้วยไม่ใช่หรือ?"
"ไม่มีทาง ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก!" อู๋เหลียงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
"นั่นไม่ใช่การขุดหลุมศพ นั่นมัน... นั่นมันคือการลงพื้นที่สำรวจ ใช่แล้ว สำรวจ เป็นการลงพื้นที่ศึกษาวิจัยต่างหาก!"
"สำรวจโดยการเอาของข้างในไปหมดเลยเนี่ยนะ?"
"นั่นมัน... นั่นมันเป็นการสัมผัสประสบการณ์ตรงเพื่อการศึกษาวิจัยไงล่ะ!" นักพรตอ้วนฝืนอธิบายข้างๆ คูๆ
"ต้องสัมผัสความรู้สึกของเจ้าของสุสานด้วยตัวเอง ถึงจะสามารถวิจัยได้ดีขึ้น วงการของพวกเราน่ะ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์แบบดื่มด่ำยังไงล่ะ!"
"ฮ่าฮ่า!"
เมื่อได้ยินคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของอู๋เหลียง รอยยิ้มบนใบหน้าของเทวะอารักษ์หลิงเป่าและเทวะอารักษ์หยวนสื่อก็ยิ่งกว้างขึ้น
ที่แท้สหายมรรคราชันหมิงก็เป็นคนแบบนี้นี่เอง ซุกซน ยียวนกวนประสาท ไม่เหมือนกับที่ได้ยินมาเลยสักนิด
เจียงเฮ่าส่ายหัวพร้อมกับหัวเราะ "เอาล่ะๆ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว"
เขาหันไปมองอู๋เหลียง เอ่ยอย่างจริงจัง "ขอแสดงความยินดีกับสหายมรรค ที่ผ่านไปได้อีกชาติหนึ่ง"
อู๋เหลียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยทั้งความดีใจและความตื้นตัน
"ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ" นักพรตอ้วนถอนหายใจ "ทุกชาติต้องเริ่มต้นใหม่หมด ทุกชาติต้องเผชิญกับความเป็นความตาย เส้นทางสายนี้มันเดินยากเกินไป โชคดีที่ไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จึงกลับมาได้สำเร็จ"
จากนั้นเขาก็หันไปมองเทวะอารักษ์หยวนสื่อ แววตาฉายความประหลาดใจและเลื่อมใส "สหายมรรคหยวนสื่อ ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท่านจะสามารถหวนกลับมาได้ ยินดีด้วยจริงๆ แถมดูจากท่าทางของท่านแล้ว ไม่เพียงแต่กลับมาได้สำเร็จ แต่พลังฝีมือยังรุดหน้าไปมากอีกด้วย!"
เทวะอารักษ์หยวนสื่อพยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ที่รอดกลับมาได้ ก็ต้องขอบคุณสหายมรรคเจียงเฮ่ากับสหายมรรคหลิงเป่าที่คอยช่วยเหลืออย่างเต็มที่"
เมื่ออู๋เหลียงได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองเจียงเฮ่า เดาะลิ้นด้วยความทึ่ง "จักรพรรดิสวรรค์ ท่านนี่อายุยืนจริงๆ นะ ทุกครั้งที่ข้าตื่นขึ้นมา ท่านก็ยังอยู่ตลอด ตกลงท่านอยู่มาแล้วกี่ชาติกันแน่?"
เจียงเฮ่าหัวเราะ "หกชาติแล้ว"
"ไปกันเถอะ พวกเราหาที่ดื่มชาพูดคุยกันดีกว่า ข้าเพิ่งตื่นขึ้นมา มีหลายเรื่องที่ยังไม่รู้เลย"
เจียงเฮ่าพยักหน้า จากนั้นทุกคนก็กลับไปยังศาลสวรรค์
ณ ตำหนักย่อยของตำหนักหลิงเซียว
เฟิ่งอู่กับเฟิ่งซีกำลังนั่งดื่มชาพูดคุยกันอยู่
เมื่อเห็นเจียงเฮ่ากลับมา พร้อมกับมีนักพรตอ้วนเดินตามหลังมาด้วย เฟิ่งซีก็กะพริบตาปริบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงเฮ่าแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน
"ท่านนี้คือราชันหมิง ตำนานแห่งยุคตำนาน" เขาชี้ไปทางอู๋เหลียง "ส่วนท่านนี้คือเฟิ่งอู่ และนี่คือเฟิ่งซี หลานสาวของเฟิ่งอู่"
อู๋เหลียงรีบประสานมือคารวะ "คารวะนางเซียนเฟิ่งอู่ คารวะแม่นางเฟิ่งซี"
เฟิ่งอู่คารวะตอบ "สหายมรรคราชันหมิงเกรงใจเกินไปแล้ว"
นัยน์ตาของเฟิ่งซีเป็นประกาย นางพิจารณาอู๋เหลียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นี่คือท่านราชันหมิงหรือ? คือท่านราชันหมิงที่ท่านจักรพรรดิบอกว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องสุสานโบราณเป็นพิเศษคนนั้นใช่ไหม?"
ใบหน้าของอู๋เหลียงฉายแววเก้อเขินชั่ววูบ แต่เขาก็พยายามแอ่นพุง รักษาภาพพจน์เอาไว้ "นักพรตอย่างข้าเอง"
เฟิ่งซีชะโงกหน้าเข้ามา เอ่ยกลั้วหัวเราะ "ท่านราชันหมิง ข้าได้ยินมาว่าท่านเชี่ยวชาญเรื่องสุสานโบราณมาก ถ้ามีเวลา ข้าขอรับคำชี้แนะจากท่านได้ไหม?"
อู๋เหลียงอ้าปากค้าง กำลังจะคุยโวสักหน่อย แต่คำพูดที่เตรียมไว้ก็ต้องกลืนกลับลงคอไป เขานึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ขึ้นมาได้
นึกถึงตอนที่ตัวเองประกาศกร้าวว่าจะขุดสุสานจักรพรรดิสวรรค์ต่อหน้าเจ้าตัว นึกถึงท่าทางน่าเกลียดตอนที่ขุดหลุมศพตัวเอง
เขากระแอมเบาๆ เอ่ยอย่างถ่อมตัว "รู้แค่ผิวเผินน่ะ แค่ผิวเผิน"
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะคุยโวโอ้อวดไปแล้ว แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่สู้ดี ปล่อยผ่านไปดีกว่า
เฟิ่งซีกะพริบตาปริบๆ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ราชันหมิงที่ท่านจักรพรรดิเคยเล่าให้ฟัง เป็นคนที่ชอบคุยโวโอ้อวดไม่ใช่หรือ แล้วทำไมวันนี้ถึงได้ถ่อมตัวนักล่ะ?
แต่นางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่พยักหน้า "ถ้าอย่างนั้น หากมีโอกาส ข้าต้องขอรับคำชี้แนะจากท่านแน่นอน"
อู๋เหลียงพยักหน้า ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่สหายมรรคเจียงเฮ่ากับอีกสองท่านยังไว้หน้าเขาบ้าง ไม่ได้เปิดภาพที่ทำให้เขาต้องอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนีนั่นให้ใครดูอีก
ทุกคนนั่งลง จิบชาสนทนาธรรม
กลิ่นหอมของชาบรรลุมรรคอบอวลไปทั่ว กลิ่นอายแห่งมรรคไหลเวียน
อู๋เหลียงจิบชาไปอึกหนึ่ง ถอนหายใจ "ตื่นมาคราวนี้ พวกท่านแต่ละคนก้าวหน้าไปไกลกันหมดเลย สหายมรรคหลิงเป่า สหายมรรคหยวนสื่อ ล้วนก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ส่วนสหายมรรคเจียงเฮ่าคงไม่ต้องพูดถึง คงจะใกล้บรรลุเป็นเซียนเต็มทีแล้วสิ?"
เจียงเฮ่าส่ายหน้า "ยังขาดอีกนิดหน่อย!"
"ยังขาดอีกนิดหน่อย" อู๋เหลียงพึมพำ "ส่วนข้ายังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ชาตินี้เพิ่งจะเข้าสู่ชาติที่สี่ ตามหลังพวกท่านอยู่มากโข"
เทวะอารักษ์หลิงเป่าเอ่ย "สหายมรรคราชันหมิง แม้เส้นทางของท่านจะเชื่องช้า แต่รากฐานกลับมั่นคงนัก และยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ทุกๆ ชาติคือการเกิดใหม่ ทุกๆ การเกิดใหม่คือการสั่งสมประสบการณ์ เมื่อสั่งสมจนถึงจุดหนึ่ง ก็จะระเบิดพลังออกมาอย่างแน่นอน"
เทวะอารักษ์หยวนสื่อพยักหน้า "ทุกคนต่างก็มีวาสนาและเส้นทางของตนเอง ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน"
อู๋เหลียงถอนหายใจ "พูดก็พูดเถอะ แต่พอเห็นพวกท่านแต่ละคนก้าวไปได้ไกลขนาดนี้ ข้าก็อดอิจฉาไม่ได้อยู่ดี"
แม้เขาจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่พอเห็นเจียงเฮ่ากับพรรคพวกก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แซงหน้าเขาไปไกลลิบ ภายในใจก็ยังรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
เขาเป็นถึงราชันหมิง เป็นผู้ไร้เทียมทานในยุคสมัยหนึ่ง ในเรื่องพรสวรรค์และการฝึกฝน เขาก็มั่นใจในตัวเองมากเช่นกัน
เจียงเฮ่ามองอู๋เหลียงแล้วหัวเราะ "สหายมรรคราชันหมิง เส้นทางของท่าน คนอื่นเดินตามไม่ได้หรอกนะ พวกข้าดูเหมือนจะก้าวไปเร็ว แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นกัน ท่านอาจจะช้า แต่ทุกก้าวล้วนมั่นคง เมื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่าพวกข้าเสียหน่อย"
อู๋เหลียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา
"พวกท่านนี่ช่างพูดช่างเจรจาเสียจริง ขอบใจสำหรับคำปลอบโยนนะ"
การสนทนาธรรมดำเนินต่อไปอีกยาวนาน
เส้นทางของราชันหมิงนั้นเป็นเอกลักษณ์จริงๆ ทุกๆ ชาติต้องฝังตัวเอง และทุกๆ ชาติต้องเริ่มต้นใหม่
วิถีทางแบบนี้ คนอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ และไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วย
แต่หลักธรรมที่แฝงอยู่ในนั้น กลับเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่อยู่ที่นี่
เจียงเฮ่าและพรรคพวกต่างก็ได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า
เส้นทางที่แตกต่าง ความคิดที่แตกต่าง มักจะจุดประกายความคิดใหม่ๆ ได้เสมอ
...
การสนทนาธรรมสิ้นสุดลง หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไปเรื่องต้าหลัวเทียน
หลังจากฟังคำอธิบายของเจียงเฮ่าจบ ดวงตาของอู๋เหลียงก็เบิกกว้าง
"มีสถานที่แบบนี้ด้วยหรือ?" เสียงของนักพรตอ้วนเปลี่ยนไปเลย "ข้างในนั้นสามารถทดลองฝึกวิชาได้ตามใจชอบ ตายก็ไม่เป็นไร แถมยังซื้อขายของได้ อ่านหนังสือได้ คบหาเพื่อนฝูงได้อีกหรือ?"
เจียงเฮ่าพยักหน้า
นักพรตอ้วนตื่นเต้นจนลุกพรวด เดินวนไปวนมาอยู่ในตำหนัก
"สถานที่ชั้นยอด! ที่แห่งนี้เกิดมาเพื่อนักพรตอย่างข้าชัดๆ!" นัยน์ตาเขาเป็นประกาย "ต่อไปเวลาข้าจะศึกษาเรื่องสุสานโบราณ ข้าก็สามารถเข้าไปจำลองสภาพแวดล้อมต่างๆ ลองวิธีแก้ปริศนาได้สารพัดแบบ แบบนี้ประสิทธิภาพก็เพิ่มขึ้นมหาศาลเลย ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
เขามองเจียงเฮ่า ใบหน้าเปื้อนยิ้มประจบประแจง "สหายมรรคเจียงเฮ่า ต่อไปนักพรตอย่างข้าขอไปอาศัยอยู่ที่ต้าหลัวเทียนถาวรเลยได้ไหม?"
เจียงเฮ่าหัวเราะ "ตามสบายเลย"
"ดีล่ะ! ตั้งแต่นี้ต่อไป ต้าหลัวเทียนคือบ้านของข้า!" อู๋เหลียงถูมือไปมา ในหัวกำลังคิดแล้วว่าพอเข้าไปจะทำอะไรก่อนดี
หลังจากคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง จู่ๆ อู๋เหลียงก็ลุกขึ้นยืน
"ข้าต้องไปแล้วล่ะ"
ทุกคนหันไปมองเขา
อู๋เหลียงอธิบายว่า "ชาตินี้เพิ่งจะตื่นขึ้นมา ความทรงจำยังคงอยู่ แต่อีกสักพัก ข้าก็ต้องตัดความทรงจำเหล่านี้ทิ้งไป แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ในชาตินี้แล้ว"
(จบแล้ว)