- หน้าแรก
- สัตว์เลี้ยงเทพเปิดโปรให้ข้าอีกแล้ว
- บทที่ 290 - ช่องเขาโลงทองแดง
บทที่ 290 - ช่องเขาโลงทองแดง
บทที่ 290 - ช่องเขาโลงทองแดง
บทที่ 290 - ช่องเขาโลงทองแดง
จิตสำนึกของซีซานสยง ถูกซุนฉางหมิงใช้วัตถุวิเศษรูปป้ายคำสั่งลบเลือนไปตั้งนานแล้ว เหลือเพียงแค่พลังวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นแม้ว่านายท่านรองจะต้องออกแรงดูดซับอย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเป็นอุปสรรคขัดขวาง
นี่คือขั้นตอนการดูดซับที่เชื่องช้า ซุนฉางหมิงไม่มีความอดทนพอที่จะรอคอยอยู่ตลอดเวลา เขาจึงเปิดถุงผ้าเก็บของใบที่บรรจุโลงศพสองโลงนั้นออกมา
ภายในโลงศพทองคำ เดิมทีบรรจุร่างของเหยียนซื่อเซี่ยงเอาไว้
ในตอนกลางวัน ซุนฉางหมิงได้มอบตัวเหยียนซื่อเซี่ยง ในฐานะ “พยานบุคคล” คนสำคัญ ให้กับเหล่าเสี้ยวเว่ยแห่งสำนักเฉาเทียนใต้บังคับบัญชาไปแล้ว พอเปิดโลงศพใบเดิมของเม่ยป๋าดู ก็พบว่าเหยียนซื่อเซี่ยงถูกโยนทิ้งไว้ข้างในนั้นจริงๆ!
ทว่าเม่ยป๋ากลับดูเหมือนจะชื่นชอบโลงศพทองคำเอามากๆ นางขดตัวอยู่ข้างในไม่ยอมออกมา
ทันทีที่ซุนฉางหมิงเปิดถุงผ้าเก็บของใบนี้ออก เขาก็สัมผัสได้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้น ราวกับสั่นสะท้านขึ้นมาเฮือกหนึ่งภายในโลงศพทองคำ
ท่านนายกองพันถึงกับหงุดหงิดใจ : พวกเจ้าจะมากลัวข้าอะไรกันนักกันหนา? ก่อนหน้านี้ก็นกกางเขนตัวหนึ่ง ตอนนี้ยังจะเพิ่มเม่ยป๋ามาอีกตน! พวกเจ้าล้วนแต่เป็นสัตว์ประหลาดดุร้ายที่เก่งกาจไร้เทียมทานเลยนะ แสดงความน่าเกรงขามออกมาสักหน่อยจะได้ไหม?
ทำตัวเหมือนลูกเลี้ยงที่กลัวพ่อเลี้ยงไปได้
แต่ยิ่งเม่ยป๋าเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งโกรธไม่ลง เขาจึงจำใจเปิดโลงศพอีกใบที่อยู่ข้างๆ แม้ผลลัพธ์จะด้อยกว่าโลงศพทองคำไปขั้นหนึ่ง เขาก็โยนนายท่านรองเข้าไป
รอจนกว่านายท่านรองจะออกมาจากโลงศพ ก็น่าจะกลายเป็นราชาผีระดับห้าแล้ว
ซุนฉางหมิงเริ่มดีดลูกคิดรางแก้วในใจ : พอเรารอนายท่านรองออกจากด่าน ก็ให้เขาพาเม่ยป๋ากลับไปที่อาณาเขตผี พอซากดิบจอมซื่อบื้อเห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ ไม่แน่ว่าอาจจะเลือดขึ้นหน้า รับไว้เป็นลูกบุญธรรมเลยก็ได้
อำนาจในการควบคุมอาณาเขตผีของเรา ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!
……
เถาจิ่งกับอาอวี่ทะเลาะกันใหญ่โต
หวังปั๋วเจียนถูกซุนฉางหมิงจับกุมตัวไว้ อำเภออู๋อวี้จึงไร้ซึ่งนายอำเภอ แต่หลังจากคนจากฝั่งหน้าผาวั้งอวิ๋นเดินทางมาถึง ก็เข้าควบคุมดูแลทุกอย่างได้อย่างราบรื่น
เรื่องพรรณนี้สำนักเฉาเทียนทำกันจนชินแล้ว ภายในวันเดียวกันนั้น พวกเขาก็แบ่งกำลังออกเป็นหลายสาย กวาดล้างตระกูลเหยียนในอำเภออู๋อวี้จนถอนรากถอนโคน
ทว่าในเรื่องการบริหารจัดการอำเภออู๋อวี้ เถาจิ่งกลับแสดงอารมณ์ดื้อรั้นแบบบัณฑิตออกมา เขาต้องการจะเป็นผู้รักษาการแทนนายอำเภออู๋อวี้ด้วยตนเอง ยอมวิ่งวุ่นไปมาระหว่างสองอำเภอ แต่ไม่ยอมให้สำนักเฉาเทียนเข้ามายุ่งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอ
อาอวี่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รู้สึกว่าไอ้เฒ่านี่จงใจจะหาเรื่องเขาชัดๆ!
ทว่าในตอนนั้น ซุนฉางหมิงได้ชิงล่วงหน้าเดินทางออกจากอำเภออู๋อวี้ไปก่อนแล้ว
เมื่อไม่มีคำตัดสินชี้ขาดจากท่านนายกองพัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องงัดกลเม็ดเด็ดพรายของตนออกมาสู้กัน——เดิมทีอาอวี่ที่มีระดับพลังสูงกว่าควรจะมีความได้เปรียบ แต่เถาจิ่งกลับยืดคอตั้งหน้ายืนขวางอยู่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ ไม่ยอมให้คนของสำนักเฉาเทียนเข้าไปเด็ดขาด อาอวี่โกรธจนแทบจะชักดาบฟันเขาให้ตาย ทว่าท้ายที่สุดก็ลงมือไม่ลง
การเดินทางครั้งนี้ ซุนฉางหมิงทิ้งผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งหมดไว้ที่อำเภออู๋อวี้ และเดินทางกลับไปที่หน้าผาวั้งอวิ๋นเพียงลำพัง ทางฝั่งนั้นนอกจากเฒ่าชุดเสื้อคลุมฟางแล้ว ยังมีกองกำลังสนับสนุนชุดใหม่จากสำนักเฉาเทียนเดินทางมาสมทบ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนกำลังคน
แต่ระหว่างทาง ซุนฉางหมิงกลับเบนเข็มไปอีกทิศทางหนึ่ง : อาณาเขตมรณะช่องเขาโลงทองแดง
……
อาณาเขตมรณะช่องเขาโลงทองแดงตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำหมางเจียง เนื่องจากอาณาเขตมรณะแห่งนี้มีอยู่ จนถึงปัจจุบันนี้ ราชวงศ์ต้าอู๋ก็ยังไม่รู้เลยว่า แม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำหมางเจียงนั้น มีต้นกำเนิดมาจากที่ใดกันแน่
บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำหมางเจียง มีสัตว์อสูรหุ่นเชิดลงมาสอดแนมวังใต้ดินหอกเหล็กอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นอย่างใหญ่หลวง
ซุนฉางหมิงยืนอยู่บนหน้าผาสูงตระหง่านแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้คล้ายคลึงกับป้อมยามแม่น้ำหมางเจียงของเขาเป็นอย่างมาก ทว่ากลับดูยิ่งใหญ่อลังการและกว้างขวางกว่า หน้าผาสูงชันราวกับถูกดาบฟันเป็นเส้นตรง ยอดเขาอยู่ห่างจากผิวน้ำเจ็ดร้อยจั้ง เมื่อมองลงไปด้านล่างก็ชวนให้วิงเวียนศีรษะ
กระแสน้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวกราก พุ่งทะยานดั่งมังกรพิโรธ กระแทกเข้ากับโขดหินยักษ์ทั้งสองฝั่งจนเกิดละอองน้ำสาดกระเซ็น ภายในแม่น้ำยังมีสัตว์ร้ายหลายตัวโผล่ขึ้นมาให้เห็นวับๆ แวมๆ และบางครั้งก็มีเลือดสีแดงฉานลอยฟ่องขึ้นมาจากใต้น้ำ——ก็ไม่รู้ว่ามีตัวอะไรกำลังเข่นฆ่ากันอยู่ใต้นั้น จนได้ผู้ชนะออกมา
ผู้ชนะกลืนกินซากศพของผู้แพ้เป็นอาหาร
นี่คือจุดที่แม่น้ำหมางเจียงไหลออกจากช่องเขาโลงทองแดง ฝั่งตรงข้ามคือยอดเขาสูงชันอีกลูกหนึ่งที่ดูน่าเกรงขามไม่แพ้กัน หินผาไม่รู้ว่าผ่านการชะล้างมานานเท่าใดแล้ว จึงกลายเป็นสีเขียวคล้ำอมดำ พืชพรรณที่ทรหดอดทนหลากชนิดหยั่งรากและเติบโตอยู่บนนั้น บริเวณใกล้ผิวน้ำ ยังมี “เถาวัลย์เกี่ยววิญญาณ” ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก
พืชชนิดนี้จะห้อยสายเถาวัลย์เล็กๆ ลงไปในน้ำ คล้ายกับมนุษย์กำลังตกปลา ทันทีที่มีปลาดุร้ายว่ายผ่านไป มันก็จะพุ่งเข้าพันธนาการอย่างรวดเร็ว และแทงหนามแหลมเข้าไปในร่างของเหยื่อ เพียงชั่วพริบตา มันก็จะดูดกลืนเลือดของเหยื่อจนหมดสิ้น
หากเดินทางผ่านหน้าผาที่เปรียบเสมือนประตูใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะถือว่าได้เข้าสู่อาณาเขตมรณะช่องเขาโลงทองแดงอย่างแท้จริง ภายในนั้นมีสัตว์ประหลาดที่คล้ายกับเถาวัลย์เกี่ยววิญญาณกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง!
ซุนฉางหมิงหยุดพักที่นี่ครู่หนึ่ง ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไปในอาณาเขตมรณะ จู่ๆ สายลมแม่น้ำระลอกหนึ่งก็พัดมา นำพาสุ้มเสียงบางอย่างจากที่ไกลๆ ลอยมาด้วย
เขาเงี่ยหูฟัง ก่อนจะลอบพรางตัวร่อนลงมาจากหน้าผาอย่างเงียบกริบ แล้วมุดเข้าไปซ่อนตัวในป่าทึบดึกดำบรรพ์บริเวณนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีขบวนคนกลุ่มหนึ่งแหวกพงหนามเดินทางมา คนที่สามารถมาถึงที่นี่ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ขบวนนี้ประกอบด้วยชายสามหญิงสาม ผู้ที่มีระดับพลังต่ำที่สุดคือมหาขั้นที่สาม ส่วนผู้ที่มีระดับพลังสูงสุดคือมหาขั้นที่ห้า!
และยอดฝีมือมหาขั้นที่ห้าผู้เป็นผู้นำกลุ่มนี้ กลับมีรูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ รูปร่างผอมบาง สูงน้อยกว่าคนอื่นๆ ถึงสองช่วงศีรษะ สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายลายดอกไม้ ดูสดใสและน่ารักยิ่งนัก
ทว่าเมื่อนางหันขวับกลับมา กลับเผยให้เห็นใบหน้าที่เหี่ยวย่นและแห้งกร้าน ดวงตาทั้งสองข้างขุ่นมัวและแฝงไปด้วยความอำมหิต ใต้เสื้อคลุมผ้าฝ้ายลายดอกไม้นั้น มีแมลงมีพิษสีสันฉูดฉาดตัวแล้วตัวเล่ามุดเข้ามุดออกอยู่ตลอดเวลา
ผู้ที่มีระดับพลังต่ำที่สุดในบรรดาทั้งหกคนคือหญิงสาววัยกำดัดหน้าตาจิ้มลิ้มผู้หนึ่ง สิ่งที่ทำให้น่าประทับใจก็คือ ตรงกลางหว่างคิ้วของนางมีรอยปานรูปดอกท้อปรากฏอยู่ตามธรรมชาติ
และหญิงสาวผู้นี้ก็ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนาจากคนอีกห้าคนที่ล้อมรอบนางไว้ตรงกลาง
ยายเฒ่าในร่างเด็กหญิงกระทืบเท้าเบาๆ แมลงมีพิษหลายร้อยตัวร่วงกราวลงมาจากใต้เสื้อคลุมผ้าฝ้ายลายดอกไม้ ก่อนจะรีบไต่ซอกซอนไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
ยายเฒ่าเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าขนลุกราวกับเสียงเลื่อยไม้ “หญิงชราอย่างข้าจะให้เด็กๆ ออกไปสำรวจดูรอบๆ เสียก่อน หากปลอดภัย เราจะพักผ่อนกันที่นี่สักครู่”
ซุนฉางหมิงซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ด้านหนึ่ง แมลงมีพิษเหล่านั้นบ้างก็เลื้อยมาตามพื้นดิน บ้างก็บินอยู่กลางอากาศ ทันทีที่พบความผิดปกติ พวกมันก็จะรีบกลับไปรายงานให้ยายเฒ่าทราบทันที
วิธีการเช่นนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก วิชาอำพรางตัวมากมาย กลับไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าฝูงแมลง เพราะวิธีการรับรู้โลกภายนอกของแมลงนั้นแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง
ยายเฒ่าเองก็มีความมั่นใจในวิชาเทพของตนเองเป็นอย่างมาก เมื่อ “เด็กๆ” ไม่มารายงาน นางก็นั่งลงบนก้อนหินอย่างสบายใจ โดยไม่แสดงท่าทีระแวดระวังตัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อแมลงเหล่านั้นมาถึงบริเวณที่ซุนฉางหมิงอยู่ พวกมันกลับเลี้ยวโค้งอ้อมผ่านซุนฉางหมิงไปทางอื่นโดยสัญชาตญาณ
ซุนฉางหมิงแอบยิ้มในใจ ก่อนจะเก็บวัตถุวิเศษรูปจักจั่นหยกกลับมาอย่างเงียบเชียบ
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ แมลงมีพิษเหล่านั้นก็ส่งเสียงสวบสาบมุดกลับเข้าไปในเสื้อคลุมผ้าฝ้ายลายดอกไม้ของยายเฒ่า ยายเฒ่าฉีกยิ้ม เผยให้เห็นฟันสีดำสนิทที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ซี่ “ไอ้พวกบ่าวชั้นต่ำไร้มารยาท ยังไม่รีบเชิญคุณหนูนั่งลงอีก”
อีกสี่คนที่เหลือล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรมหาขั้นที่สี่ หนึ่งในนั้นเป็นหญิงวัยกลางคนที่แสยะยิ้มบางๆ หยิบเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาจากถุงผ้าเก็บของ “คุณหนู เชิญนั่งเถิดเจ้าค่ะ”
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรชายอีกสามคนก็ยืนล้อมรอบคุณหนูเอาไว้
คุณหนูมีสีหน้าเย็นชา ราวกับไม่ได้ยินและมองไม่เห็นนางไม่ได้นั่งลง เพียงแต่ทอดสายตามองดูกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากเบื้องล่างหน้าผา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ยายเฒ่าหยิบป้ายหยกสื่อสารออกมาถือไว้ในมือ ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชาใส่คุณหนู แล้วกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “หนานกงหลิง หญิงชราอย่างข้าขอเตือนให้เจ้ายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี เลิกล้มความตั้งใจที่จะหนีไปเสียเถอะ ตอนนี้ก็มาถึงช่องเขาโลงทองแดงแล้ว ลำพังระดับมหาขั้นที่สามอย่างเจ้า ต่อให้พวกข้าปล่อยเจ้าหนีไป เจ้าคิดว่าจะหนีรอดไปได้หรือ?
สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นอาหารในท้องของสัตว์อสูร หรือไม่ก็กลายเป็นปุ๋ยให้กับพืชปีศาจ
เจ้าเป็นบุตรสาวของตระกูลหนานกง ตั้งแต่วินาทีที่เจ้ารู้ความ เจ้าก็ควรจะตระหนักไว้เสมอว่า: เรื่องการแต่งงานของพวกเจ้า พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเองเลยแม้แต่น้อย ตระกูลหนานกงมอบทุกอย่างให้แก่เจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าก็ควรจะเชื่อฟังการจัดแจงของตระกูล เพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุดให้กับตระกูล!”
[จบแล้ว]