- หน้าแรก
- สัตว์เลี้ยงเทพเปิดโปรให้ข้าอีกแล้ว
- บทที่ 210 - นกประหลาดเปลี่ยนร่างครั้งที่สอง
บทที่ 210 - นกประหลาดเปลี่ยนร่างครั้งที่สอง
บทที่ 210 - นกประหลาดเปลี่ยนร่างครั้งที่สอง
บทที่ 210 - นกประหลาดเปลี่ยนร่างครั้งที่สอง
ซุนฉางหมิงนั่งลง ทว่าเสียงของอวิ๋นฝานก็ดังขึ้นจากด้านนอก “ใต้เท้านายกองร้อย ข้าน้อยมีเรื่องด่วนมารายงานขอรับ”
ใบหน้าของน้องสาวจอมเซ่อซ่าบึ้งตึงลงทันที รู้สึกเหมือนมีคนมากินฟรีอีกแล้ว
อวิ๋นฝานมีเรื่องด่วนมาแจ้งจริงๆ แต่พอเดินเข้ามา จมูกก็อดไม่ได้ที่จะสูดดมกลิ่นที่ลอยมาจากกระทะใบใหญ่... มันหอมเกินไปแล้ว
ในป้อมยามมีข่าวลือมานานแล้วว่า ฝีมือทำอาหารของน้องสาวใต้เท้าจงฉีนั้นยอดเยี่ยมหาใครเปรียบ ยิ่งไปกว่านั้นหากกินเข้าไปแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างการบำเพ็ญเพียรได้อีกด้วย เพราะเหตุนี้เอง ใต้เท้าไป๋และคนอื่นๆ จึงมักจะมาวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวคุณหนูเสมอ
ทว่าหากลองไปถามไป๋เทียนเยว่และคนอื่นๆ ดูสิ พวกเขาล้วนส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน: ไม่ใช่เสียหน่อย อย่าไปเชื่อข่าวลือนั่นเลย ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด
ก็แต่ละคนได้กินแค่คนละครึ่งชามเองนี่นา ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป แล้วมีคนมาแย่งกินเพิ่ม แล้วพวกข้าจะได้กินคนละกี่คำกันล่ะ?
ซุนฉางหมิงยื่นมือไปจับหัวของอวิ๋นฝานให้หันกลับมามองที่ตน “มีเรื่องสำคัญอะไรหรือ?”
“เมื่อคืน นกประหลาดตัวนั้นโผล่มาอีกแล้วขอรับ” อวิ๋นฝานรายงาน
นกกางเขนงั้นหรือ? ซุนฉางหมิงเข้าใจแล้ว เขาเคยสั่งห้ามไม่ให้นกตัวนี้เข้ามาในป้อมยามอีกแล้วนี่นา ก่อนหน้านี้ตอนที่มันแอบเข้ามากลางดึกหลายครั้ง พวกเสี้ยวเว่ยก็เคยใช้ธนูยิงขับไล่มันไป ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ขนาดตัวของมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หากมันโผล่มาอีก พวกเสี้ยวเว่ยคงคิดว่าถูกสัตว์อสูรบุกโจมตีแน่ๆ!
“ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”
“รับทราบขอรับ” อวิ๋นฝานรับคำสั่ง แต่เท้ากลับไม่ยอมขยับไปไหน เขาไม่ได้เป็นคนหน้าหนาอะไรขนาดนั้น ทว่ากลิ่นหอมนั้นมันช่างเย้ายวนใจเกินไป ร่างกายจึงไม่ยอมทำตามคำสั่งของสมองเลย
จังหวะเดียวกันนั้นเอง ไป๋เทียนเยว่ก็เดินเข้ามา พอเห็นท่าทางของไอ้หมอนี่ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงคว้าคอเสื้อแล้วโยนมันออกไปนอกห้องทันที
ซุนฉางหมิงนั่งกินข้าวไปพลาง ก็ส่งกระแสจิตไปสัมผัสจนพบนกกาเขนที่ซ่อนตัวอยู่ในรังนกอินทรีบนหน้าผานอกป้อมยาม
ในท้องของเจ้านี่ ยังมีกองทัพผีอยู่อีกหนึ่งกองทัพ!
ซุนฉางหมิงกำลังครุ่นคิดอยู่หลายวันแล้วว่า ควรจะนำกองทัพผีกองนี้เข้าไปรวมไว้ในอาณาเขตผีดีหรือไม่ กองทัพผีกองนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่น่าสงสาร การได้เข้าไปอยู่ในอาณาเขตผี ถือเป็นจุดจบที่ดีสำหรับพวกเขา
ทว่าตนจะอธิบายที่มาที่ไปของกองทัพผีกองนี้ให้ราชันหมื่นวิญญาณและพรรคพวกฟังได้อย่างไร?
ในเมื่อหลิ่วซื่อป๋ายยังสามารถเดาได้เลยว่า กองทัพผีกองนี้อยู่ในกำมือของเขา และอีกไม่กี่วัน หลิ่วซื่อป๋ายก็จะเข้ามารับตำแหน่งในป้อมยามแห่งนี้แล้ว อาณาเขตผีก็ตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก จึงมีความเสี่ยงที่จะถูกเปิดโปงได้สูง
ทว่าเมื่อครู่ ซุนฉางหมิงได้ตรวจสอบสภาพของนกกางเขนดู ก็พบว่าเรื่องนี้ไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไปแล้ว: นกกางเขนได้ย่อยฝาบ่อเหล็กดำเหล่านั้นไปจนหมดสิ้นแล้ว และการที่กองทัพผีอยู่ในท้องของนกกางเขนเป็นเวลานานเกินไป ก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะ “หลอมรวม” เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนกกางเขนแล้ว
ขณะนี้นกกางเขนกำลังมีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายอันใหญ่โตของมันหดตัวอยู่แต่ในมุมมืดของรังนกอินทรี โดยมีผีน้อยคอยใช้มือลูบไล้เพื่อปลอบโยนมันอย่างอ่อนโยน
“นี่คงต้องการวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ ‘คัมภีร์สรรพสิ่งตอบสนองวิญญาณ’ สินะ”
ครั้งก่อนที่ใช้ “คัมภีร์สรรพสิ่งตอบสนองวิญญาณ” กับนกกางเขน การเจริญเติบโตของมันก็ถึงขีดจำกัดแล้ว ทว่าสติปัญญาของนกกางเขนยังคงต่ำอยู่ มันจึงรู้แค่ว่ารู้สึกไม่สบายตัว แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร
เมื่อคืนนี้ มันคงจะทนไม่ไหวจริงๆ จึงได้บินมาวนเวียนอยู่เหนือป้อมยาม โชคดีที่ในวินาทีสุดท้ายมันยังสามารถควบคุมตัวเองไว้ได้ ไม่ได้บุกเข้ามา และบินกลับไปเอง
เมื่อซุนฉางหมิงทานมื้อเช้าเสร็จอย่างรวดเร็ว เขาก็รีบออกไปจัดการเรื่องนี้ทันที โดยบอกให้นกกางเขนไปรอที่เถาน้ำเต้า
ทว่าเมื่อซุนฉางหมิงไปถึง กลับพบว่าบรรยากาศดูมาคุกว่าที่คิด
นกกางเขนพองขนฟูฟ่อง จ้องมองด้วยดวงตาสีแดงก่ำ จะงอยปากแหลมคมหันเข้าหาน้ำเต้าน้องเจ็ด กรงเล็บอันใหญ่โตและทรงพลังก็ตะกุยพื้นถอยหลังไปมา ราวกับพร้อมที่จะพุ่งเข้าไปจิกได้ทุกเมื่อ
ทางด้านน้ำเต้าทั้งห้าใบที่เหลือ แม้เวลาอยู่ต่อหน้านายท่านจะชอบขัดขากันเอง เพื่อแย่งชิงความดีความชอบ ทว่าเมื่อเห็นนกน่าเกลียดตัวนี้มารังแกน้องสาวของพวกตน ก็ทนไม่ได้ขึ้นมาทันที!
เถาน้ำเต้าสั่นไหวไปมา น้ำเต้าทุกใบต่างมีท่าทีโกรธเกรี้ยว ราวกับอยากจะกระโดดลงมาใช้พลังวิเศษของตนสั่งสอนเจ้านกไม่เจียมกะลาหัวตัวนี้ให้รู้สำนึก
แต่ก็น่าเสียดายที่พวกมันยังไม่สุกงอม ต่อให้มีพลังวิเศษมากมายเพียงใดก็ไม่อาจนำมาใช้ได้ ในตอนนี้ พวกมันจึงอยู่ในสถานะที่... ถูกข่มเหงรังแกอยู่ฝ่ายเดียว
ซุนฉางหมิงคว้าหางของนกกางเขนเอาไว้ ในขณะเดียวกัน เขาก็เข้าใจเหตุผลแล้วว่า ทำไมเจ้านกโง่ตัวนี้ถึงได้จ้องเล่นงานแต่น้ำเต้าน้องเจ็ด
ที่แท้นกกางเขนสามารถสัมผัสได้ว่า ภายในท้องของน้ำเต้าน้องเจ็ดกำลังก่อตัวเป็นเมล็ดน้ำเต้าอยู่ และมันก็อยากจะกินเมล็ดน้ำเต้านั่นเอง
พลังวิเศษของน้ำเต้าน้องเจ็ดก็คือการควบแน่นเมล็ดน้ำเต้า ซึ่งสามารถนำไปปลูกเพื่อสร้างสิ่งที่ต้องการได้——ของวิเศษล้ำค่าเช่นนี้ จะปล่อยให้นกกางเขนกินไปได้อย่างไร? ซุนฉางหมิงดึงมันกลับมา แล้วฟาดมันไปทีหนึ่ง “รออยู่ตรงนี้แหละ!”
ซุนฉางหมิงจัดการใส่ปุ๋ยเถาน้ำเต้าตามปกติ ก่อนจะเดินพลัง “คัมภีร์สรรพสิ่งตอบสนองวิญญาณ” เพื่อยกระดับความสามารถให้กับนกกางเขนเป็นครั้งที่สอง
นกกางเขนเองก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเอง มันกระโดดไปมาอยู่กับที่สองสามครั้ง ก่อนจะสะบัดตัวอย่างแรง
ขนนกปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า...
นกกางเขนกลายเป็นนกไร้ขน—ผีน้อยรีบมุดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้ข้างๆ อย่างรวดเร็ว มันยังคงรู้สึกไม่สบายใจ และแอบคิดถึงขนตรงคอของพี่ใหญ่
และร่างกายของนกกางเขนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งโครงกระดูกก็ยังเปลี่ยนรูปไปอย่างมาก
ในระหว่างที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ นกกางเขนส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน ถึงขั้นไอออกมาเป็นเลือด กระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลานานเกือบสองชั่วยาม นกกางเขนเติบโตจนมีความสูงเท่ากับคน แต่กลับผอมแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
ทว่าการเปลี่ยนแปลงของมันไม่ได้พัฒนาไปในทิศทางของ “นกเฟิ่งหวง” แต่กลับดูคล้ายคลึงกับ “พญาครุฑ” เสียมากกว่า ปีกทั้งสองข้างของมันขยายใหญ่ขึ้น เมื่อกางออกเต็มที่จะมีความกว้างถึงสองจาง! และแตกต่างจากนกทั่วไปตรงที่ ปีกของมันสามารถพับทบได้ถึงสี่ทบ
เวลาที่บินตามปกติ มันจะกางปีกออกเพียงสองทบ ซึ่งจะช่วยประหยัดแรงได้มาก และจะกางปีกออกจนสุด ก็ต่อเมื่อต้องการบินด้วยความเร็วสูงสุด หรือต้องแบกรับน้ำหนักมหาศาลเท่านั้น
กรงเล็บของมันก็เริ่มมีเค้าโครงที่จะเปลี่ยนจากกรงเล็บนกไปเป็นกรงเล็บมังกร ส่วนดวงตาที่เคยเป็นสีแดงก่ำก็เปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน
เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังคงเป็นนกไร้ขนอยู่ หลังจากผ่านพ้นการวิวัฒนาการครั้งนี้ นกกางเขนก็หมดเรี่ยวแรงจนแทบจะยืนไม่ไหว ไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะสร้างขนขึ้นมาใหม่ได้อีกแล้ว
มันนอนหายใจหอบแฮ่กๆ อยู่บนพื้นอย่างอ่อนแรง ร่างกายใหม่ที่เพิ่งจะวิวัฒนาการเสร็จนั้นผอมโซจนน่าเวทนา
ผีน้อยจ้าวปี้ร้อนใจจนเดินวนไปวนมาอยู่รอบตัวพี่ใหญ่ แต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน เขาไม่สามารถออกไปล่าเหยื่อได้ เขาอยากจะไปขอร้องนายท่านของพี่ใหญ่ใจจะขาด—แต่นายท่านน่ากลัวมาก รู้สึกอยู่เสมอว่าหากเขาทำอะไรไม่ถูกใจนายท่านแม้แต่นิดเดียว นายท่านก็สามารถทำให้วิญญาณของเขาแตกสลายได้ในพริบตา
แต่ถ้าไม่รีบหาอะไรกิน พี่ใหญ่คงต้องอดตายแน่ๆ!
ผีน้อยกัดฟัน ตัดสินใจคุกเข่าลงดังก้องต่อหน้าซุนฉางหมิง เขาไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไร ได้แต่โขกศีรษะคำนับไม่หยุด
ซุนฉางหมิงหัวเราะ “เด็กคนนี้มีน้ำใจนัก”
เขาแบมือออก ยื่นยาลูกกลอนวิญญาณสองสามเม็ดไปที่ปากของนกกางเขน นกกางเขนตวัดลิ้นทีเดียวก็กลืนยาลูกกลอนวิญญาณลงไปจนหมด พริบตาเดียว ร่างกายที่เหี่ยวแห้งก็เริ่มเจริญเติบโต กล้ามเนื้อและขนนกงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ขนนกที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ในครั้งนี้ กลับกลายเป็นสีทองหม่น! ผีน้อยโห่ร้องด้วยความดีใจ รีบมุ่งตรงเข้าไปซุกตัวอยู่ในขนตรงคอของพี่ใหญ่ทันที
เรื่องหลังจากนี้ นายท่านซุนก็ไม่ต้องยุ่งแล้ว นกกางเขนสามารถไปล่าเหยื่อได้ด้วยตัวเอง
เขาเอามือไพล่หลังเดินลงจากเขา เตรียมจะนำน้องรองไปปล่อยในแม่น้ำหมางเจียง เพื่อให้มันได้ว่ายน้ำเล่นสักหน่อย แล้ววันนี้ค่อยป้อนตราประทับหยกให้มันกิน ทว่ายังไม่ทันจะเดินไปถึงตีนเขา ก็ได้ยินเสียงร้องอันดังกังวาน นกกางเขนกางปีกอันใหญ่โตของมันออก บินผงาดข้ามแม่น้ำหมางเจียงไปอย่างสง่าผ่าเผย ก่อนจะพุ่งหลาวลงไปในน้ำ เพียงชั่วอึดใจเดียว มันก็บินโฉบขึ้นมาพร้อมกับจับสัตว์อสูรปลาดุร้ายระดับหนึ่งขึ้นมาด้วย!
สัตว์อสูรระดับหนึ่งตัวนั้น กลับไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ขัดขืนเลยแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ใต้กรงเล็บของมัน!
[จบแล้ว]