- หน้าแรก
- ข้าคือเซียน เส้นทางอมตะแห่งชายชาวประมง
- บทที่ 230 - ซุ่มโจมตี สังหารหมู่ในพริบตา
บทที่ 230 - ซุ่มโจมตี สังหารหมู่ในพริบตา
บทที่ 230 - ซุ่มโจมตี สังหารหมู่ในพริบตา
บทที่ 230 - ซุ่มโจมตี สังหารหมู่ในพริบตา
เมื่อเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายมารที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในช่องเขาเทียนเฟิงได้ยินมารโลหิตอนุญาตให้ออกไป "ล่าเหยื่อ" นอกช่องเขาเทียนเฟิงได้ พวกเขาก็โห่ร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี
หลายปีมานี้ พวกเขาถูกบีบให้ต้องล่าถอยและซ่อนตัวอยู่แต่ในช่องเขาเทียนเฟิง ความอัดอั้นตันใจสะสมจนแทบจะระเบิดออกมา พวกเขาคันไม้คันมืออยากจะลิ้มรสเลือดใจแทบขาด ติดอยู่ตรงที่คำสั่งเด็ดขาดของประมุขเฒ่าประหลาดชุดเขียว ทำให้ไม่มีใครกล้าก้าวเท้าออกจากช่องเขาเทียนเฟิงโดยพลการ
แต่เมื่อมีมารโลหิต ศิษย์เอกของเฒ่าประหลาดชุดเขียวเป็นผู้นำทัพ ความกล้าของพวกเขาก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
"ลูกพี่มารโลหิต พวกเราบุกไปถล่มค่ายชั่วคราวที่ช่องเขาเทียนเฟิงนั่นเลยดีกว่า!"
ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารคนหนึ่งตะโกนยุยงด้วยความฮึกเหิม
คนของพันธมิตรมารโลหิตรู้มาตั้งนานแล้วว่า ฝั่งตรงข้ามของช่องเขาเทียนเฟิงมีการตั้งค่ายชั่วคราวขึ้น โดยมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานจากเมืองอูชิงประมาณยี่สิบคนประจำการอยู่ เพื่อคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของผู้บำเพ็ญเพียรสายมารภายในช่องเขาเทียนเฟิง
ทว่าเฒ่าประหลาดชุดเขียวกลับออกคำสั่งเด็ดขาด ห้ามไม่ให้ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งพันธมิตรมารโลหิตเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือโจมตีค่ายแห่งนี้อย่างเด็ดขาด
เพราะค่ายชั่วคราวแห่งนี้มันดูจงใจเกินไป มันถูกตั้งขึ้นอย่างโจ่งแจ้งราวกับเป็นหอกที่พุ่งตรงมาจ่อถึงหน้าประตูบ้านของพันธมิตรมารโลหิต เป็นการหยามเกียรติและท้าทายกันอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกำลังจงใจล่อหลอกให้ผู้บำเพ็ญเพียรของพันธมิตรมารโลหิตไปทำลายค่ายแห่งนี้
นี่มันคือกับดักและเหยื่อล่อชัดๆ
หากภายในค่ายชั่วคราวแห่งนี้ มีกองกำลังซุ่มโจมตีจากเมืองอูชิงซ่อนอยู่ หรือแม้กระทั่งมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันหลายคนดักรออยู่ล่ะ? หากพันธมิตรมารโลหิตบุกโจมตีโดยไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าหาความตาย!
เฒ่าประหลาดชุดเขียวย่อมไม่หลงกลง่ายๆ เขาจึงย้ำเตือนบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรของพันธมิตรมารโลหิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าห้ามไปโจมตีค่ายชั่วคราวแห่งนั้นเด็ดขาด
สู้ปักหลักป้องกันอยู่ที่ถ้ำมารในช่องเขาเทียนเฟิง อาศัยภูมิประเทศอันตรายแห่งนี้เป็นปราการด่านสำคัญ เพื่อตั้งรับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเพียรแห่งเมืองอูชิงจะดีกว่า การที่ผู้บำเพ็ญเพียรเมืองอูชิงคิดจะข้ามช่องเขาเทียนเฟิงมานั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง และจะต้องพบกับความสูญเสียอย่างหนักหน่วงแน่นอน
พันธมิตรมารโลหิตเป็นฝ่ายได้เปรียบด้านสมรภูมิ ย่อมมีโอกาสชนะมากกว่า ประกอบกับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากผู้บำเพ็ญเพียรเถื่อนแห่งแดนเป่ยอี๋ ก็เพียงพอที่จะทำสงครามยืดเยื้อกับสำนักเซียนเผิงไหลไปได้นานหลายสิบปี
ในดินแดนอันหนาวเหน็บและแร้นแค้นแห่งนี้ เสบียงอาหารมีจำกัด เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเซียนต่างๆ สูญเสียกำลังรบไปมาก ท้ายที่สุดก็ต้องเหนื่อยล้าและล่าถอยไปเอง เมื่อถึงเวลานั้น ค่อยเป็นฝ่ายที่พันธมิตรมารโลหิตและผู้บำเพ็ญเพียรเถื่อนเป่ยอี๋ จะยกทัพใหญ่บุกเข้าไปในดินแดนบำเพ็ญเพียรเสินโจว
เฒ่าประหลาดชุดเขียวเคยผ่านความยากลำบากในดินแดนเป่ยอี๋มานานนับร้อยปี ความอดทนของเขาย่อมสูงส่งเป็นเลิศ
ด้วยเหตุนี้ ค่ายชั่วคราวของเมืองอูชิงที่ตั้งตระหง่านอยู่ฝั่งตรงข้ามช่องเขาเทียนเฟิง ภายใต้สายตาของพันธมิตรมารโลหิตมานานกว่าหนึ่งปี จึงยังคงอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้
ทว่า บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายมารระดับล่างแห่งพันธมิตรมารโลหิต กลับไม่คิดเช่นนั้น
เวลาผ่านไปเนิ่นนานปานนี้ ต่อให้ค่ายชั่วคราวแห่งนั้นจะเคยมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันดักซุ่มอยู่ เกรงว่าป่านนี้พวกเขาก็คงถอดใจและถอนกำลังกลับไปตั้งนานแล้ว
ผู้อาวุโสขั้นจินตันล้วนแต่มีภารกิจมากมายรัดตัว เมื่อเห็นว่าพันธมิตรมารโลหิตไม่หลงกล ย่อมต้องล่าถอยกลับไปเป็นธรรมดา ใครจะมีเวลาว่างมานั่งตบยุงอยู่ในสถานที่แห้งแล้งและรกร้างเช่นนี้ได้ตลอด
มีเพียงพวกผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานที่ไร้เส้นสายเท่านั้นแหละ ที่จะถูกส่งมาประจำการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ในสถานที่ทุรกันดารเช่นนี้ เพื่อทิ้งเวลาไปวันๆ
"ไม่! ข้าเฝ้าสังเกตการณ์มานานแล้ว ค่ายชั่วคราวแห่งนั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานประจำการอยู่ยี่สิบคนตลอดเวลา ถือเป็นกระดูกชิ้นโตที่เคี้ยวยาก ด้วยกำลังของพวกเราสิบคน อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะได้ เราควรจะหาหน่วยลาดตระเวนสักหน่วยมาเชือดทิ้งก่อน เพื่อตัดกำลังของค่ายแห่งนั้น แล้วค่อยยกกำลังไปถล่มค่ายทิ้งซะ"
มารโลหิตแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ลูกพี่มารโลหิตพูดถูก! หน่วยลาดตระเวนหน่วยหนึ่งก็มีแค่ห้าคน พวกเราสิบคนโจมตีแบบสายฟ้าแลบ ย่อมชนะได้อย่างใสสะอาด สังหารหน่วยลาดตระเวนของพวกมันทิ้งก่อน แล้วค่อยไปถล่มค่ายชั่วคราวแห่งนั้นก็ยังไม่สาย!"
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายมารต่างพากันเห็นด้วย
ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายมารเหล่านี้ มีไม่น้อยที่เคยแปรพักตร์หลบหนีมาจากสำนักเซียนต่างๆ พวกเขาย่อมรู้ธรรมเนียมปฏิบัติของแต่ละสำนักเป็นอย่างดี
สำนักเซียนมักจะจัดทีมลาดตระเวนหน่วยละห้าคน ซึ่งมีความคล่องตัวสูง ไม่ดูเทอะทะจนเกินไป และก็ไม่ได้มีจำนวนน้อยจนเกินไป
"แต่พวกหน่วยลาดตระเวนจากสำนักเซียนพวกนั้น ขี้ขลาดแถมยังเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก! หากพวกมันเห็นว่าฝ่ายเรามีคนมากกว่าและรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ พวกมันจะต้องรีบขี่กระบี่หนีไปทันที การจะไล่ตามให้ทันคงเป็นเรื่องยาก
พวกเราสิบคนควรจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ทิ้งระยะห่างกันประมาณสิบลี้! ทันทีที่กลุ่มหน้าพบเป้าหมาย ก็ให้เข้าไปพัวพันไว้ไม่ให้หนีรอด ส่วนกลุ่มหลังก็รีบตามไปสมทบ แล้วช่วยกันรุมสังหารพวกมันให้สิ้นซาก"
"ตกลง!"
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายมารต่างก็มีขวัญกำลังใจฮึกเหิม ภายใต้การนำของมารโลหิต พวกเขาแบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม เดินเท้าออกจากช่องเขาเทียนเฟิง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของค่ายชั่วคราว โดยทิ้งระยะห่างกันทั้งหน้าและหลัง เพื่อเตรียมล่าสังหารหน่วยลาดตระเวนจากเมืองอูชิง
ซูเฉินนำทีมลาดตระเวนอีกสี่คน เดินลาดตระเวนเลียบชายขอบช่องเขาเทียนเฟิง
ช่องเขาเทียนเฟิงแห่งนี้คือพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างดินแดนจงถู่แห่งต้าถังกับชนเผ่าเป่ยอี๋ ตราบใดที่ยังไม่ข้ามช่องเขาเทียนเฟิงไป ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการรุกราน ส่วนถ้ำมารซึ่งเป็นรังใหญ่ของพันธมิตรมารโลหิตนั้น ซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำต่างๆ บนหน้าผาของช่องเขาเทียนเฟิง ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ตามซอกหลืบ
เส้นทางลาดตระเวนสายนี้ พวกเขาเดินตรวจตราเป็นประจำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ในช่วงปีแรกที่มาถึง หน่วยลาดตระเวนมักจะอยู่ในอาการหวาดผวา คอยหวาดระแวงว่าจะต้องปะทะกับผู้บำเพ็ญเพียรแห่งพันธมิตรมารโลหิต แต่หลังจากที่ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ เลย พวกเขาก็เริ่มผ่อนคลายลง
"หยุด!"
ซูเฉินที่เดินนำหน้ามาหลายชั่วยาม จู่ๆ ก็หยุดชะงักอย่างระแวดระวัง สายตากวาดมองไปยังกลุ่มโขดหินบนทุ่งร้างเบื้องหน้า
เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เล็ดลอดออกมาจากที่ซ่อนตัวเบื้องหน้าอย่างแผ่วเบา
เขาจึงปลดปล่อยกระแสจิตออกไปอย่างเต็มกำลัง เพื่อกวาดสัมผัสตรวจสอบพื้นที่ในรัศมีสิบลี้อย่างละเอียด
ซูเฉินเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขั้นสร้างรากฐานระดับกลาง ระดับพลังของเขาจึงสูงที่สุดในบรรดาห้าคนของหน่วยลาดตระเวนสำนักเซียนเผิงไหล
ทว่าสิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยก็คือ พลังกระแสจิตของเขานั้น เหนือล้ำกว่าระดับพลังขั้นสร้างรากฐานระดับกลางไปมาก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซูเฉินเฝ้าฝึกฝนกระแสจิตทั้งสี่สายของตนเองมาโดยตลอด เขามักจะสลับสับเปลี่ยนนำพวกมันไปฝากไว้ในสมองของนางพญามดกลืนวิญญาณเพื่อหล่อเลี้ยงกระแสจิต จนบัดนี้ กระแสจิตแต่ละสายล้วนได้รับการหล่อหลอมจนมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับกลางแล้ว
กระแสจิตทั้งสี่สายนี้ หากแยกกันทำงาน ก็ยังพอเทียบเคียงได้กับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกัน แต่หากนำมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเมื่อใด ความแข็งแกร่งของกระแสจิตก็จะพุ่งทะยานเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับเก้าในทันที
ความแข็งแกร่งของกระแสจิตระดับนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวและหาได้ยากยิ่งในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐาน
ในสำนักเซียนเผิงไหลอันยิ่งใหญ่ ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับเก้ามีจำนวนน้อยนิดเสียยิ่งกว่าขนเฟิ่งหลินเจี่ยว (ขนหงส์เขาคิเลน - ของหายาก) มีไม่ถึงหนึ่งร้อยคนเสียด้วยซ้ำ ซึ่งน้อยกว่าจำนวนผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันที่มีถึงสองร้อยคนเสียอีก
สาเหตุก็เป็นเพราะอายุขัยของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานนั้นสั้นกว่า จึงมักจะตายเร็วกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตัน
เมื่อบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสร้างรากฐานระดับเก้า อายุขัยก็จะใกล้ครบกำหนดสองร้อยปีแล้ว หากไม่สามารถเลื่อนระดับเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันได้ ก็จะต้องสิ้นอายุขัยในเวลาอันรวดเร็ว แต่หากสามารถข้ามผ่านอุปสรรคอันยิ่งใหญ่นี้ไปได้ ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันจะมีอายุยืนยาวถึงห้าร้อยปี ด้วยเหตุนี้ จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันจึงมีมากกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับเก้าเสียอีก
สามารถจินตนาการได้เลยว่า พลังกระแสจิตของซูเฉินนั้นแข็งแกร่งเพียงใด มันเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับกลางในระดับเดียวกันถึงสี่เท่า
ไม่ว่าจะเป็นเมืองอูชิงหรือพันธมิตรมารโลหิต คนที่จะมีกระแสจิตแข็งแกร่งทัดเทียมกับเขาได้นั้น แทบจะนับหัวได้เลย
ยิ่งกระแสจิตแข็งแกร่งมากเท่าใด ระยะทางการตรวจสอบและความแม่นยำก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับเก้า สามารถตรวจสอบสถานการณ์ในรัศมีสิบลี้ได้อย่างแม่นยำ ยิ่งระยะทางใกล้เท่าไหร่ ก็ยิ่งตรวจสอบได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ซูเฉินลอบแค่นเสียงเย็นชาในใจ
เขาสามารถรับรู้ได้อย่างง่ายดายว่า หลังโขดหินที่อยู่ห่างออกไปประมาณห้าลี้ แม้จะพยายามปกปิดร่องรอยอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ยังมีจิตสังหารที่แผ่วเบาเล็ดลอดออกมาให้สัมผัสได้อยู่ดี
บริเวณหลังโขดหินนั้น มีผู้บำเพ็ญเพียรซ่อนตัวอยู่ประมาณห้าคน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขั้นสร้างรากฐานระดับต้น กระแสจิตของพวกเขายังห่างชั้นจากเขามากนัก พวกเขาคงคิดว่าตนเองซ่อนตัวได้แนบเนียนจนเขาไม่ทันสังเกตเห็นวงล้อมซุ่มโจมตีนี้เป็นแน่
สมาชิกอีกสี่คนในหน่วยลาดตระเวนเผิงไหลย่อมไม่รู้เรื่องนี้ พวกเขาไม่สัมผัสถึงความผิดปกติใดๆ เลย
อย่างไรก็ตาม ด้วยระดับพลังขั้นสร้างรากฐานระดับกลางของซูเฉิน ซึ่งสูงกว่าพวกเขาทั้งสี่คนที่อยู่ในขั้นสร้างรากฐานระดับต้นกว่าเท่าตัว พวกเขาจึงไม่มีความกังขาใดๆ ต่อความระแวดระวังของซูเฉินเลย
"ศิษย์พี่ซู มีอะไรหรือขอรับ?"
เสิ่นจ่านถามด้วยความประหลาดใจ เขามองไปรอบๆ ทุ่งร้างที่รกร้างว่างเปล่าและเงียบเหงา ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติเลย
"มีหน่วยลาดตระเวนห้าคนซ่อนตัวอยู่ห่างออกไปห้าลี้ พวกมันดักซุ่มรอโจมตีพวกเราอยู่ ทุกคนเตรียมตัวรับมือ!"
ซูเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาของเขาทอประกายเย็นเยียบ
"คนที่จะมาดักซุ่มโจมตีพวกเราที่นี่ นอกจากพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายมารแห่งพันธมิตรมารโลหิตแล้ว ก็ไม่น่าจะมีใครอื่นอีก"
"มีห้าคนงั้นรึ พลังรบของพวกมันคงพอๆ กับพวกเรา... เราจะสู้กับพวกมัน หรือจะรีบถอยกลับไปขอความช่วยเหลือที่ค่ายดี?"
สมาชิกในหน่วยลาดตระเวนต่างตกใจ มองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความหวาดหวั่นและตึงเครียด
นับตั้งแต่มีการกวาดล้างจุดซ่อนตัวรอบนอกของพันธมิตรมารโลหิตไป พวกมันก็ซ่อนตัวเงียบอยู่ในช่องเขาเทียนเฟิงมาปีกว่าแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่าจะมาเจอพวกมันในวันนี้
สมาชิกในหน่วยลาดตระเวนรู้สึกลังเล เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานฝ่ายละห้าคน พลังรบคงสูสีกัน การแพ้ชนะย่อมคาดเดาได้ยาก
ในขณะเดียวกัน ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารทั้งห้าคนจากพันธมิตรมารโลหิต ก็กำลังซ่อนตัวอยู่หลังโขดหิน พยายามปกปิดกลิ่นอายและร่องรอยของตนเองอย่างระมัดระวัง
แต่ด้วยความที่พวกเขามีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับกลางเพียงคนเดียว ส่วนอีกสี่คนเป็นเพียงขั้นสร้างรากฐานระดับต้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีกลิ่นอายเล็ดลอดออกมาบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายิ่งคิดไม่ถึงว่ากระแสจิตของซูเฉินจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ สามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากระยะไกลถึงห้าลี้
เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะรอให้หน่วยลาดตระเวนสำนักเซียนเผิงไหลเดินเข้ามาในวงล้อมเสียก่อน แล้วค่อยเปิดฉากโจมตีสายฟ้าแลบ แต่กลับกลายเป็นว่า หน่วยลาดตระเวนของสำนักเซียนเผิงไหลหยุดชะงักอยู่ที่ระยะห้าลี้เสียอย่างนั้น
"บัดซบ พวกมันหยุดอยู่ห่างตั้งห้าลี้! ดูเหมือนว่าในหน่วยลาดตระเวนของสำนักเซียนเผิงไหลหน่วยนี้จะมีฝีมือดีที่ฝึกวิชาทำลายการพรางตัวซ่อนอยู่ และคงจะจับสัมผัสถึงการซุ่มโจมตีของพวกเราได้แล้ว! อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้ รีบเข้าล้อมโจมตีทันที! เดี๋ยวลูกพี่มารโลหิตก็ตามมาสมทบกับพวกเราแล้ว"
ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารขั้นสร้างรากฐานระดับกลางผู้นั้นสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะโบกมือส่งสัญญาณให้อีกสี่คนที่เหลือ
ฟุ่บ!
ฟุ่บ!
"โฮก! ฆ่า——!"
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายมารจากพันธมิตรมารโลหิตในหน่วยนี้ต่างก็พุ่งทะยานออกมาจากที่ซ่อนด้วยความฮึกเหิม ทะยานร่างเข้าโอบล้อมหน่วยลาดตระเวนสำนักเซียนเผิงไหลอย่างรวดเร็ว
เพื่อป้องกันไม่ให้หน่วยลาดตระเวนหวาดกลัวจนหนีเตลิดไปโดยไม่ทันได้ปะทะ กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายมารที่เดินนำหน้ามาจึงมีกำลังรบโดยรวมค่อนข้างอ่อนแอ เพื่อทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อ โดยที่มารโลหิตไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
ขอเพียงพวกเขาสามารถดึงรั้งหน่วยลาดตระเวนไว้ได้เพียงครู่เดียว มารโลหิตก็สามารถนำผู้บำเพ็ญเพียรสายมารอีกกลุ่มตามมาสมทบ และกวาดล้างหน่วยลาดตระเวนหน่วยนี้ให้สิ้นซากได้
"ศิษย์พี่ซู พวกมันบุกมาแล้ว พวกเราจะเอายังไงดี จะสู้หรือจะถอย?"
เมื่อเสิ่นจ่านเห็นกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายมารกลุ่มหนึ่งกำลังพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา
ซูเฉินจ้องมองกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายมารที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาด้วยแววตาเย็นชา จะสู้หรือจะถอย ย่อมต้องประเมินจากกำลังรบของศัตรูเสียก่อน
อีกฝ่ายมีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสร้างรากฐานระดับกลางหนึ่งคน และระดับต้นอีกสี่คน น่าจะเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรสายมารทั่วไปของพันธมิตรมารโลหิต กำลังรบไม่ได้แข็งแกร่งจนน่ากลัวอะไร
พวกเขาน่าจะมีโอกาสชนะถึงเจ็ดแปดส่วน!
เพียงปราดตามอง ซูเฉินก็จำได้ทันทีว่า หนึ่งในห้าผู้บำเพ็ญเพียรสายมารกลุ่มนี้ คือสตรีม่ายทรงเสน่ห์ สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย
สตรีม่ายทรงเสน่ห์!
สตรีม่ายทรงเสน่ห์ผู้นี้และนักพรตเก๋อ เคยเห็นเขาปะทะกับเว่ยจั๋ว นายน้อยแห่งสำนักเซียนหมื่นอสูร ภายในอุโมงค์เหมืองแร่เงินเร้นลับมาก่อน สำนักเซียนหมื่นอสูรยังคงออกประกาศจับนางอยู่ เพื่อเค้นความจริงเรื่องการหายตัวไปของเว่ยจั๋ว
แม้ว่าตอนนั้นพวกนางจะรีบร้อนหนีออกจากอุโมงค์เหมืองไป โดยไม่ทันเห็นว่าเขาสังหารเว่ยจั๋ว แต่หากนางถูกคนของสำนักเซียนหมื่นอสูรจับตัวไปได้ แล้วสารภาพอะไรบางอย่างออกมา ย่อมทำให้สำนักเซียนหมื่นอสูรสงสัยในตัวเขา ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องดีแน่
คนผู้นี้ต้องตาย!
"ทุกคน เตรียมพร้อมรบ——!"
ซูเฉินตัดสินใจเด็ดขาด สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด เขาตั้งใจจะสังหารศัตรูให้สิ้นซาก พร้อมกับสะบัดมือเรียกอาวุธเวทน้ำเต้าธาตุลมระดับสองชั้นเลิศออกมา น้ำเต้าธาตุลมขยายขนาดใหญ่ขึ้นตามแรงลม กลายเป็นน้ำเต้าสีฟ้าอ่อนขนาดใหญ่ถึงหนึ่งจั้งในชั่วพริบตา
"สู้ตาย——!"
ชายชราผมขาวหลู่เหว่ยคำรามก้อง พร้อมกับเรียกดาบเพลิงเวทระดับต่ำออกมา พลังใจในการต่อสู้พุ่งพล่านเต็มเปี่ยม
สำนักเซียนเผิงไหลได้ออกคำสั่งกวาดล้างมานานแล้ว การสังหารผู้บำเพ็ญเพียรสายมารของพันธมิตรมารโลหิตแต่ละคน จะได้รับความดีความชอบและรางวัลตอบแทนอย่างงาม!
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่ยากจนแล้ว นี่คือโอกาสทองในการหาหินวิญญาณ ซึ่งหาได้มากกว่าการทำงานงกๆ เงิ่นๆ อย่างยากลำบากเสียอีก
ชาตินี้ ระดับพลังของเขาคงหยุดอยู่แค่ขั้นสร้างรากฐานระดับต้นแล้ว เขาเพียงอยากจะหาหินวิญญาณให้ได้มากๆ เพื่อที่ลูกหลานของเขาจะได้มีหินวิญญาณใช้ในการบำเพ็ญเพียรอย่างไม่ขัดสน
โยวหลานที่ค่อนข้างเงียบขรึม ก็พุ่งตัวตามซูเฉินและหลู่เหว่ยเข้าปะทะกับศัตรู
สองพี่น้องเสิ่นจ่านและเสิ่นเหวินมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย แต่ในเมื่อซูเฉิน หลู่เหว่ย และโยวหลาน ต่างก็พุ่งเข้าใส่ศัตรูแล้ว พวกเขาก็ไม่อาจขี้ขลาดตาขาวหนีเอาตัวรอดได้
เพียงชั่วพริบตา หน่วยลาดตระเวนห้าคนของสำนักเซียนเผิงไหล ก็เข้าปะทะกับหน่วยลาดตระเวนของพันธมิตรมารโลหิต ต่างฝ่ายต่างจับคู่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด
"มาได้จังหวะพอดี!"
หัวหน้าหน่วยย่อยของพันธมิตรมารโลหิตสีหน้าลิงโลด เขาร่ายรำดาบเวทแสงสีเหลือง พุ่งเข้าโจมตีหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนของสำนักเซียนเผิงไหลฝั่งตรงข้ามโดยตรง
ขอเพียงยื้อเวลาได้แค่สิบลมหายใจ มารโลหิตและพรรคพวกก็จะตามมาสมทบ
เขาแทบจะมองเห็นภาพหน่วยลาดตระเวนห้าคนของสำนักเซียนเผิงไหลถูกกวาดล้างจนสิ้นซากในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าได้เลย จากนั้นอีกชั่วยามกว่าๆ เขาก็จะได้ติดตามมารโลหิตไปถล่มค่ายชั่วคราวที่เมืองอูชิงให้ราบเป็นหน้ากลอง ได้ยืดอกอย่างภาคภูมิเสียที
"«เคล็ดกระบี่บินน้ำเต้าบั่นเศียรเซียน»! ระเบิดพลัง——!"
ซูเฉินตะโกนก้อง มือข้างหนึ่งประคองน้ำเต้าธาตุลมขนาดมหึมาที่ลอยอยู่กลางอากาศ ชั่วพริบตาเดียว กระบี่บินที่ทอประกายแสงสีฟ้าอ่อนสี่เล่มก็พุ่งทะยานออกมาจากปากน้ำเต้า
กระบี่แต่ละเล่มคือกระบี่บินธาตุลมระดับสองชั้นเลิศ มีความยาวถึงหนึ่งจั้ง ตัวกระบี่อัดแน่นไปด้วยไอวิญญาณอันทรงพลัง แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
กระบี่บินเหล่านี้ไม่ได้ใช้พลังเวทของเขา จึงไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการอัดพลังเวทเข้าใส่
พวกมันถูกหล่อหลอมด้วยไอวิญญาณอยู่ภายในน้ำเต้าธาตุลมทั้งวันทั้งคืนมานานหลายปี ดูดซับไอวิญญาณจนเต็มเปี่ยม แต่กลับแทบไม่ได้ถูกนำออกมาใช้งานเลย
กระบี่ทั้งสี่พุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน เผยความแหลมคมอันไร้เทียมทาน!
"เคร้ง~!"
ดาบเวทแสงสีเหลืองระดับสองชั้นกลางที่หัวหน้าหน่วยสายมารฟันออกไป ถูกกระบี่บินเปล่งประกายแสงเล่มหนึ่งพุ่งเข้าปะทะอย่างจัง จนใบดาบแตกหักเป็นสองท่อนในพริบตา
ใบหน้าของหัวหน้าหน่วยสายมารเต็มไปด้วยความตกตะลึงและเหลือเชื่อ ดาบของเขาเป็นถึงอาวุธระดับกลาง ไฉนจึงถูกฟันจนแตกหักได้ง่ายดายปานนี้ ยังไม่ทันที่เขาจะได้ดึงสติกลับมา ศีรษะของเขาก็ถูกกระบี่บินเล่มที่สองฟันฉับเข้าให้ "ฉูด——" เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดสูงถึงสามจั้ง
ไม่!
ขอเพียงเขาทนรับมือได้สิบลมหายใจ มารโลหิตก็จะพาพวกมาช่วยแล้ว
พวกเขาย่อมชนะ!
ไม่ ไม่ควรจะจบลงแบบนี้!
หัวหน้าหน่วยสายมารกรีดร้องในใจด้วยความไม่ยินยอม ศีรษะของเขาที่กำลังหมุนคว้างอยู่กลางอากาศ เบิกตากว้างมองลงมาเห็นภาพการสังหารหมู่อันน่าสยดสยองเบื้องล่าง
สตรีม่ายทรงเสน่ห์และผู้บำเพ็ญเพียรสายมารอีกคน กำลังเข้าปะทะกับสองพี่น้องตระกูลเสิ่นอย่างดุเดือด แต่ใครจะคิดว่าซูเฉินจะสามารถปลิดชีพหัวหน้าหน่วยของพวกเขาได้ในพริบตา ซ้ำยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะหันมาจัดการกับพวกเขาต่อ
กระบี่บินสองเล่มพุ่งทะยานตรงดิ่งมาหาพวกเขา ตามมาด้วยเสียงของมีคมทะลวงผ่านเนื้อหนังสองครั้งซ้อน
"ฉึก~!"
"ฉึก~!"
พวกเขาจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปป้องกัน ทรวงอกของทั้งคู่ถูกกระบี่บินแทงทะลุพร้อมกัน เกิดเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่เลือดอาบ ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะร่วงหล่นกระแทกพื้น
สตรีม่ายทรงเสน่ห์จ้องมองซูเฉินด้วยแววตาเหลือเชื่อ นางจำซูเฉินได้แล้ว แต่เมื่อคราวก่อน เว่ยจั๋วได้ใช้อาวุธเวทระดับวิญญาณต้นกำเนิด 'ธงเรียกอสูร' ต่อสู้กับซูเฉิน ซูเฉินรอดพ้นจากการถูกสังหารในอุโมงค์เหมืองแร่มาได้อย่างไรกัน?!
สมาชิกอีกสี่คนในหน่วยลาดตระเวนเผิงไหลต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จนถึงกับยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ พวกเขายังไม่ทันจะได้ลงมือสังหารใครเลย ซูเฉินผู้เป็นหัวหน้าหน่วย กลับจัดการผู้บำเพ็ญเพียรสายมารขั้นสร้างรากฐานระดับกลางและระดับต้นไปถึงสามคนด้วยกระบวนท่าเดียว!
ผู้บำเพ็ญเพียรสายมารสองคนที่เหลือรอดชีวิต ไม่เคยเห็นการถูกสังหารหมู่อย่างราบคาบเช่นนี้มาก่อน ต่างก็ตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ พวกเขาทั้งสองติดอยู่ในวงล้อมของหน่วยลาดตระเวนเผิงไหลทั้งห้าคน นี่มันหนทางสู่ความตายชัดๆ!
"โฮก——! เร็วเข้า รีบไปช่วยพวกมัน!"
เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดของมารโลหิตดังมาจากระยะไกลหลายลี้ เขากำลังนำผู้บำเพ็ญเพียรสายมารฝีมือฉกาจอีกสี่คนพุ่งทะยานเข้ามาช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง
เขามองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่แล้ว แต่เพราะอยู่ไกลเกินไปจึงเข้าไปช่วยเหลือไม่ทัน หน่วยลาดตระเวนกลุ่มแรกต้านทานได้ไม่ถึงสองลมหายใจด้วยซ้ำ ก็พังทลายลงในพริบตา ซึ่งมันผิดไปจากแผนการยื้อเวลาที่เขาวางไว้อย่างสิ้นเชิง
[จบแล้ว]