- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 620 - ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิโรธ
บทที่ 620 - ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิโรธ
บทที่ 620 - ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิโรธ
บทที่ 620 - ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิโรธ
คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บัดซบเอ๊ย อาหารที่พวกเขากินเข้าไปเมื่อกี้ คือเนื้อจักรพรรดิปีศาจแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงงั้นหรือเนี่ย
ส่วนหลี่เจิ้งชิงก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่นๆ เขาเดาไว้แล้วเชียว ว่าอาหารมื้อนี้มันไม่ได้กินฟรีๆ หรอก
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว ฉีสยงก็ยิ้มและกล่าวต่อ
"เพราะงั้น ตอนนี้พวกเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวคงจะช่วยต้านทานดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงให้พวกเราได้ใช่ไหมล่ะ?"
"เจ้า... เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น มหาอริยะของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวคนก่อนหน้าก็ตะคอกกลับด้วยความโกรธจัด นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยโทสะ
ทว่าฉีสยงกลับยังคงรอยยิ้มไว้เช่นเดิม
"จะเป็นการข่มขู่ไปได้ยังไงกัน นี่มันเป็นแค่การจับมือเป็นพันธมิตรของเผ่ามนุษย์เราต่างหากล่ะ"
"หึ ท่านประมุขฉี ถ้าพวกข้ายืนกรานไม่ยอมรับ เจ้าคิดว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงจะเชื่อเจ้าหรือเชื่อพวกข้าล่ะ?"
มหาอริยะอีกตนหนึ่งตั้งสติได้ ก็ส่งเสียงฮึดฮัดตอบกลับ
คนที่อยู่ที่นี่มีแค่คนของสำนักเต้าอีกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวเท่านั้น ถ้าพวกเขายืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่ได้กิน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงจะทำอะไรพวกเขาได้?
แต่ทว่า คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวพวกนี้ยังประเมินฉีสยงต่ำไปนัก
ทันทีที่เขากล่าวจบ อู๋โซ่วที่อยู่ข้างๆ ก็หยิบหินบันทึกภาพก้อนหนึ่งออกมา
เมื่อเห็นหินบันทึกภาพ สีหน้าของคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวก็ยิ่งดำมืดลงไปอีก
บัดซบ ไอ้พวกนี้มันร้ายกาจจริงๆ ถึงกับเตรียมหินบันทึกภาพเอาไว้ด้วย
ฉีสยงไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้าบูดบึ้งของทุกคนเลยสักนิด เขายิ้มและกล่าวว่า
"พวกเราเพิ่งจะเคยกินข้าวด้วยกันเป็นครั้งแรก ก็เลยอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกน่ะ"
หึ เก็บไว้เป็นที่ระลึกงั้นรึ? เจ้าเชื่อคำพูดตัวเองบ้างไหมเนี่ย?
คราวนี้ถูกมัดมือชกเข้าอย่างจัง คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวจึงทำอะไรไม่ได้ พวกเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามข่มความโกรธเอาไว้ แล้วกลับไปนั่งลงที่เดิม
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาจะพูดอะไรได้อีกล่ะ
"พวกข้าช่วยพวกเจ้าต้านทานดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงได้ แต่คราวนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงส่งจักรพรรดิปีศาจมาตั้งห้าตนใช่ไหม?"
ในเมื่อถูกมัดมือชกไปแล้ว ก็ต้องหาทางกอบโกยผลประโยชน์กลับมาให้ได้มากที่สุด ขืนยอมเสียเปรียบเปล่าๆ ก็เท่ากับขาดทุนย่อยยับน่ะสิ
"โชคไม่ดีเลย ตอนนี้เหลือแค่สองตนแล้ว ก่อนหน้านี้พวกข้ากินไปบ้างแล้วน่ะ"
"เจ้า... ก็ได้ พรุ่งนี้พวกข้าจะมากินอีกมื้อ"
เหลือแค่ตนเดียวก็ตนเดียวเถอะ กินเพิ่มได้อีกสักคำก็ยังดีกว่าไม่ได้กินล่ะน่า เมื่อได้ยินดังนั้น ฉีสยงก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ในเมื่อหลอกใช้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวมาแล้ว ก็ต้องให้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนบ้าง
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ลงมือฆ่าคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลง ฉีสยงก็วางแผนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
ด้วยกำลังของสำนักเต้าอีในตอนนี้ การจะงัดกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงตรงๆ นั้น ย่อมไม่มีทางชนะแน่ๆ
การลากดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวเข้ามาร่วมด้วย ย่อมเป็นทางออกที่ปลอดภัยกว่า
ขอแค่ให้เวลาสำนักเต้าอีอีกสักระยะ รอจนกระทั่งท่านอาและคนอื่นๆ ทะลวงด่านได้สำเร็จ สำนักเต้าอีก็จะมีศักยภาพพอที่จะต่อกรกับระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว
อีกอย่าง ฉีสยงก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด พวกเขาไม่ได้ฆ่าแค่ห้าตน แต่พวกเขาฆ่ามหาอริยะไปถึงสิบตนต่างหากล่ะ
วันต่อมา คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวก็มาทานอาหารอีกมื้อ คราวนี้พวกเขาพาบรรดาศิษย์มาด้วย
ฉีสยงต้อนรับด้วยรอยยิ้มแฉ่ง ไม่ได้มีทีท่าจะขัดขวางเลยแม้แต่น้อย
ศิษย์หลายคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว เพิ่งจะได้ลิ้มรสวัตถุดิบระดับจักรพรรดิปีศาจเป็นครั้งแรก แถมยังอร่อยถูกปากขนาดนี้ ต่างก็กินกันจนลืมอิ่ม ประหนึ่งว่าได้พบพานกับอาหารทิพย์ก็ไม่ปาน
เมื่อเห็นท่าทางเหมือนคนไม่เคยกินของดีของพวกเขา ศิษย์สำนักเต้าอีที่อยู่ข้างๆ ก็เบ้ปากด้วยความดูแคลน
"นี่น่ะหรือศิษย์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์?"
"ดูท่าคงไม่ค่อยได้กินของดีๆ ล่ะสิ"
"ก็แค่วัตถุดิบระดับจักรพรรดิปีศาจเอง วันหน้าค่อยหาวัตถุดิบระดับมหาจักรพรรดิปีศาจมาลองชิมบ้างดีกว่า"
"เฮ้ยๆ นั่นก็เว่อร์ไปหน่อย"
แต่เมื่อเทียบกับศิษย์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวแล้ว ศิษย์สำนักเต้าอีดูกลมกลืนกว่ามาก แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กินวัตถุดิบระดับจักรพรรดิปีศาจ แต่ยังไงพวกเขาก็เคยกินมาแล้ว จึงพอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวก็กลับไปอย่างมีความสุข รสชาติอาหารมื้อนี้ทำเอาพวกเขาติดใจจนแทบไม่อยากกลับ
และวันรุ่งขึ้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวก็เดินทางกลับทวีปมัชฌิม
เพียงแต่ก่อนกลับ มหาอริยะทั้งหลาย ยกเว้นหลี่เจิ้งชิง ล้วนมีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เมื่อเห็นพวกฉีสยงมาส่ง พวกเขาก็ทำแค่เพียงแค่นเสียงเย็นชาใส่
เมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวจากไป เรื่องราวของสุสานจักรพรรดิแห่งทวีปตะวันออกก็ถือเป็นอันจบสิ้น
แต่ทว่า ทวีปมัชฌิมในตอนนี้กลับกำลังวุ่นวายอย่างหนัก สาเหตุหลักก็คือ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงกำลังคลุ้มคลั่งอย่างหนัก
เพราะศิษย์ที่ถูกส่งไปยังทวีปตะวันออกในคราวนี้ ไม่มีใครรอดกลับมาเลยสักคนเดียว แถมจักรพรรดิปีศาจอีกสิบตนก็ยังหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ เกรงว่าพวกมันคงจะพบจุดจบไปเสียแล้ว
"บัดซบ บัดซบ ใครหน้าไหนมันกล้าลงมือกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้า?"
"คนของพวกเราหายไปไหนหมด ลำพังทวีปตะวันออกเล็กๆ แค่นั้น จะทำให้จักรพรรดิปีศาจของพวกเราหายไปตั้งสิบตนได้ยังไง ไปสืบมาให้ข้า ต้องมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้แน่ๆ"
ว่ากันว่าประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งเทียนหลงโกรธจัดจนฟิวส์ขาด กลิ่นอายระดับมหาจักรพรรดิอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลง
เมื่อต้องเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวของประมุขศักดิ์สิทธิ์ บรรดาศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
เพื่อการนี้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงจึงส่งคนไปสอบถามความจริงที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อมตะเป็นการเฉพาะ
เมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์อมตะรู้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงสูญเสียมหาอริยะไปถึงสิบตน ก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน
"แม่เจ้าโว้ย เสียมหาอริยะไปทีเดียวสิบตน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงคราวนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะเนี่ย"
"มิน่าล่ะประมุขของพวกมันถึงได้เต้นผางขนาดนั้น เปลี่ยนเป็นใครก็คงรับไม่ได้หรอก"
และจากการสืบสวนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลง ในที่สุดชื่อของสำนักเต้าอีก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาบนผิวน้ำ
ถึงแม้จะไม่มีใครเชื่อว่าสำนักในทวีปตะวันออก จะกล้าไปล่วงเกินดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ในตอนนี้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงต้องการที่ระบายความโกรธอย่างเร่งด่วน และสำนักเต้าอีก็กลายเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
เจ้าแห่งทวีปตะวันออกงั้นรึ? ตำแหน่งแบบนั้น ในสายตาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลง มันก็เป็นแค่เรื่องตลกเท่านั้นแหละ
ในวันนั้นเอง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงก็ส่งมหาจักรพรรดิปีศาจตนหนึ่ง พร้อมด้วยจักรพรรดิปีศาจอีกหลายตน มุ่งหน้าไปยังทวีปตะวันออก เพื่อเตรียมไปคิดบัญชีโดยตรง
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลง ทางฝั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัว กลุ่มของหลี่เจิ้งชิงที่เพิ่งจะกลับมาถึง ก็รีบเข้าไปรายงานประมุขศักดิ์สิทธิ์ทันที
"พวกเจ้าพูดว่าอะไรนะ? ให้ข้าไปขวางดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงเอาไว้?"
เมื่อได้ยินคำขอร้องของคนเหล่านั้น ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งอวิ๋นหลัวก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก นี่พวกเจ้ามีปัญหาทางสมองหรือเปล่า? เรื่องระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงกับสำนักเต้าอี แล้วดินแดนศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลัวจะไปยุ่งทำไม?
เมื่อเผชิญกับความไม่เข้าใจของประมุขศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาก็ทำได้เพียงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสำนักเต้าอีให้ฟังทั้งหมด
หลังจากฟังจบ ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งอวิ๋นหลัวก็มองหน้าพวกเขาด้วยสีหน้าประหลาด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธจัด
"นี่พวกเจ้าเป็นคนงี่เง่ากันหรือไง?"
ถูกคนอื่นเขาหลอกใช้ซะง่ายดายขนาดนี้ นี่มันรวมตัวคนโง่ชัดๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเขาก็ได้แต่ก้มหน้าด้วยความละอายใจ
"ท่านประมุขโปรดระงับโทสะด้วย พวกข้าเองก็รู้ตัวว่าทำผิดพลาดครั้งใหญ่ไปแล้ว แต่เรื่องมันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าปล่อยให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลง..."
"ข้าไม่ได้โมโหเรื่องนั้นโว้ย"
ประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งอวิ๋นหลัวไม่ได้โกรธเรื่องนั้น เขารู้อยู่แล้วว่าเรื่องมันเกิดไปแล้ว จะมานั่งบ่นตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ที่ทำให้เขาโกรธจนฟิวส์ขาดก็คือ ไอ้พวกงี่เง่าพวกนี้ โดนเขาหลอกก็แล้วไปเถอะ แต่สำนักเต้าอีมันฆ่าจักรพรรดิปีศาจไปตั้งสิบตน แต่พวกเจ้ากลับได้กินเนื้อไปแค่สองมื้อเนี่ยนะ?
แถมยังต้องมารับเคราะห์แทนเขาอีก?
"ไอ้พวกโง่ คราวนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนหลงไม่ได้เสียจักรพรรดิปีศาจไปแค่ห้าตน แต่เป็นสิบตน สิบตนเลยนะโว้ย..."
เมื่อได้ยินเสียงคำรามของประมุขศักดิ์สิทธิ์แห่งอวิ๋นหลัว ทุกคนที่อยู่ในนั้น รวมถึงหลี่เจิ้งชิงต่างก็ยืนอึ้ง
ไม่ใช่ห้าตน แต่เป็นสิบตน? นี่มัน นี่มัน...
พวกเขาโดนสำนักเต้าอีตลบหลังเข้าให้อีกแล้ว
"บัดซบ ไอ้พวกนี้มันไม่มีเส้นแบ่งความละอายเลยหรือไง"
"ข้าล่ะอยากจะ..."
(จบแล้ว)