- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 570 - พวกเจ้าช่วยละเว้นข้าหน่อยได้ไหม?
บทที่ 570 - พวกเจ้าช่วยละเว้นข้าหน่อยได้ไหม?
บทที่ 570 - พวกเจ้าช่วยละเว้นข้าหน่อยได้ไหม?
บทที่ 570 - พวกเจ้าช่วยละเว้นข้าหน่อยได้ไหม?
การค้นหาดำเนินไปอีกหนึ่งคืน ทว่าก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของพวกฉีสยงแม้แต่น้อย เหตุการณ์นี้ทำให้คนของฝ่ายพุทธแทบจะสติแตกกันไปหมดแล้ว
ส่วนทางด้านฉีสยง หลังจากผ่านค่ำคืนอันแสนหวาน เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น หญิงงามข้างกายก็หายตัวไปแล้ว ทว่าฉีสยงกลับไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด
เขาบิดขี้เกียจ พลางพูดปนหัวเราะเบาๆ
"ยังคงลื่นไหลเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ"
"เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ?"
สิ้นเสียงคำพูด ประตูก็ถูกผลักออก เจียงมู่หยิงยกอ่างน้ำเดินเข้ามา เมื่อเห็นดังนั้น ฉีสยงก็ยิ้มและพูดว่า
"ข้ากำลังคิดว่า หากต่อไปสามารถเป็นเช่นนี้ได้ ลืมตาตื่นขึ้นมาทุกวันก็ได้เห็นเจ้า มันจะดีสักแค่ไหนกันนะ"
"เจ้าคนปากหวาน ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากได้แล้ว ข้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว"
"เจ้าล้างให้ข้าสิ"
"ไม่เอา"
"เด็กดี ทำเหมือนเมื่อก่อนไง"
ท่ามกลางการหยอกล้อ เจียงมู่หยิงค่อยๆ ปรนนิบัติฉีสยงล้างหน้าบ้วนปากและสวมใส่เสื้อผ้าอย่างอ่อนโยน ทว่าทั้งสองคนกลับไม่ทันสังเกตเลยว่า ที่นอกประตู มีร่างอันโดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยวร่างหนึ่งกำลังมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ ภายในแววตาของเขาเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธ
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือซูหลัวซิงนั่นเอง
เขาเองก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าบ้วนปากเช่นกัน แต่ให้ตายเถอะ เพิ่งก้าวออกจากประตูมาก็ต้องมาเห็นภาพบาดตาเช่นนี้ ความรู้สึกทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
จนกระทั่งฉีสยงและเจียงมู่หยิงเดินจูงมือกันออกจากห้อง ซูหลัวซิงก็ยังคงยืนอึ้งตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
"ไอ้ทึ่ม ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ มากินข้าวเช้าได้แล้ว"
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉีสยงก็เอ่ยปนยิ้ม เมื่อได้ยิน ซูหลัวซิงก็กัดฟันตอบกลับไป
"ข้ารู้แล้ว"
จากนั้นก็หันหลังกลับเข้าห้องไปโดยไม่เหลียวมอง สำหรับเรื่องนี้ ฉีสยงก็รู้สึกงุนงง ไอ้ทึ่มนี่เป็นอะไรอีกล่ะเนี่ย? แต่เช้าตรู่ขนาดนี้ ทำไมถึงโมโหโกรธาขนาดนั้น?
ส่วนเจียงมู่หยิงที่อยู่ด้านข้างก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก
"เขายังเป็นเหมือนเมื่อก่อนเลย"
"หึหึ เจ้ารู้นิสัยเขานี่นา ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ให้ข้าลองชิมรสมือของเจ้าหน่อยสิ ว่ายังอร่อยเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า"
"เช่นนั้นก็อาจจะทำให้เจ้าต้องผิดหวังเสียแล้วล่ะ"
"จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าไม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าหรือ?"
"คำกล่าวอะไรหรือ?"
"อาหารตาชวนหิวไงล่ะ แค่ได้อยู่กับเจ้า ต่อให้ต้องกินหมั่นโถวเปล่าๆ ข้าก็ยังรู้สึกว่าเป็นของอร่อยที่สุดในโลก"
"คนโกหก"
เป็นอาหารเช้าที่เรียบง่ายมาก มีเพียงโจ๊กเปล่าทานคู่กับเครื่องเคียงเล็กน้อย ตอนที่ซูหลัวซิงเดินออกมา พวกฉีสยงก็นำอาหารเช้าขึ้นโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
ความจริงแล้ว ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของทั้งสามคน ไม่จำเป็นต้องกินอาหารพวกนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ที่เจียงมู่หยิงทำเช่นนี้ ย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝงของนางอย่างแน่นอน และฉีสยงก็เข้าใจดี จึงไม่ได้พูดทำลายบรรยากาศ
มีเพียงซูหลัวซิงคนเดียวที่รู้สึกปวดใจอย่างหนัก
"พวกเจ้าคิดว่ากำลังมาพักร้อนกันอยู่หรือไง?"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนลงมือทำอาหารเช้าจริงๆ ซูหลัวซิงก็แทบมีความรู้สึกอยากจะคว่ำโต๊ะทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด
พวกเรากำลังหนีตายอยู่นะโว้ย หนีตายน่ะเข้าใจไหม? พวกเจ้ายังมีกะจิตกะใจมากินอาหารเช้ากันอีก? ช่วยมีจิตสำนึกระแวดระวังภัยกันหน่อยได้ไหม
ทว่าฉีสยงกลับไม่ได้สนใจเขาเลย เมื่อเห็นเขาเดินออกมา ก็รีบยิ้มและพูดว่า
"ไอ้ทึ่ม รีบมากินข้าวสิ"
"เจ้า..............."
เมื่อได้ยิน ซูหลัวซิงก็โกรธจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าดี สุดท้ายก็นั่งลงที่โต๊ะอย่างงุนงง
ฉีสยงตักโจ๊กให้เขาหนึ่งชามด้วยตัวเอง เดิมทีซูหลัวซิงคิดว่าเรื่องคงจบเพียงแค่นี้ ทว่าหลังจากนั้น เมื่อเขามองดูคู่รักบัดซบคู่นี้ เขาก็แทบอยากจะเอามีดสับพวกมันให้ตายนัก
โต๊ะตัวเดียวนั่งกันสามคน ซูหลัวซิงทำได้เพียงกินโจ๊กเปล่ากับเครื่องเคียง ส่วนฉีสยงและเจียงมู่หยิงน่ะหรือ พวกเจ้าจะกินโจ๊กก็กินไปดีๆ สิ ทำบ้าอะไรกันเนี่ย?
"หยิงหยิง มา ข้าป้อนนะ"
"ไม่เอา เจ้ากินก่อนเถอะ หรือว่าเจ้าไม่ชอบอาหารที่ข้าทำแล้ว?"
"จะเป็นไปได้อย่างไรกัน"
"งั้นเจ้าก็กินสิ"
"ได้ แต่เจ้าต้องป้อนข้านะ"
"คนบ้า"
มุมปากกระตุกอย่างรุนแรง เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขของไอ้เฒ่าผู้นี้ ซูหลัวซิงก็คอยย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต้องอดทนไว้ ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี จะโกรธไม่ได้ ห้ามโกรธเด็ดขาด
ตอนแรกคิดว่าเรื่องแค่นี้ก็หนักหนาพอแล้ว ทว่าหลังจากนั้น คู่รักบัดซบคู่นี้ก็ยิ่งทำตัวเกินเลยมากขึ้นไปอีก ราวกับว่าไม่ได้เห็นเขาเป็นคนเลยด้วยซ้ำ
หลังจากที่ฉีสยงกินเข้าไปหนึ่งคำ พูดตามตรง รสชาติมันธรรมดามาก สำหรับฉีสยงที่เคยกินแต่อาหารฝีมือของเย่ฉางชิงจนชินแล้ว มันก็เหมือนกับการเคี้ยวขี้ผึ้งดีๆ นี่เอง
ทว่าไอ้เฒ่าคนนี้กลับไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังยิ้มหวานอย่างมีความสุขอีกต่างหาก
"หยิงหยิง"
"หือ?"
"อร่อยมาก อร่อยเหมือนตอนนั้นเลย"
"เจ้าก็ดีแต่พูดจาประจบสอพลอ"
"จริงนะ เจ้าลองชิมดูสิ"
"ของที่ข้าทำเอง ทำไมข้าต้องชิมด้วยล่ะ?"
"มันไม่เหมือนกันนี่นา"
พูดจบ ฉีสยงก็ป้อนโจ๊กหนึ่งช้อนไปจ่อที่ปากของเจียงมู่หยิง เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงมู่หยิงก็ค้อนขวับอย่างมีจริตจะก้าน นางเผยอปากน้อยๆ เตรียมจะกิน ทว่าในตอนที่นางกำลังจะกินนั้น ฉีสยงก็ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้
จากนั้น.......... คนสองคนก็กินโจ๊กช้อนเดียวกัน?
การกระทำของฉีสยงทำให้เจียงมู่หยิงอึ้งไปชั่วขณะ กว่านางจะได้สติกลับมาก็ผ่านไปพักใหญ่ ส่วนฉีสยงก็เอาแต่ยิ้มแป้น
"มันไม่เหมือนกันใช่ไหมล่ะ"
เมื่อเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มในแววตาของฉีสยง หัวใจของเจียงมู่หยิงก็เต้นระรัว เจ้าหมอนี่ ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว ก็ยังคงเก่งกาจในเรื่องพวกนี้ไม่เปลี่ยนเลย
ใบหน้าของเจียงมู่หยิงแดงระเรื่อ ดวงตาทั้งคู่ฉ่ำเยิ้มราวกับสระน้ำแห่งฤดูใบไม้ผลิ
บรรยากาศในลานบ้านกลายเป็นความคลุมเครือและอบอวลไปด้วยความรักในทันที จนกระทั่งซูหลัวซิงเอ่ยปากขัดจังหวะคนทั้งสองขึ้นมา
"ยังมีคนนั่งอยู่ตรงนี้อีกคนนะ"
พวกเจ้าไม่เห็นข้าเป็นคนจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย?
ทว่า เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉีสยงก็หันกลับมา แล้วเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติว่า
"งั้นเจ้าก็รีบกินเข้าสิ"
"ข้า............"
เขาไม่รู้สึกเลยว่ามันมีปัญหาตรงไหน ในวินาทีนี้ ซูหลัวซิงรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้กลับไปเป็นคนหนุ่มอีกครั้ง
ฉีสยงจีบสาว ส่วนเขาก็นั่งบื้ออยู่ข้างๆ เป็นก้างขวางคอชิ้นเบ้อเริ่ม
ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้ ทุกๆ ครั้งเลยจริงๆ
ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เขามองค้อนคู่รักบัดซบไปหนึ่งที ซูหลัวซิงซดโจ๊กจนหมดในสามสองคำ แล้วลุกขึ้นด้วยความโมโห
"ข้าจะกลับห้องแล้ว พวกเจ้าก็เบาๆ หน่อยล่ะ อย่าเรียกให้คนของฝ่ายพุทธแห่กันมาก็แล้วกัน"
พูดจบ โดยไม่รอให้ฉีสยงตอบกลับ เขาก็กระแทกประตูปิดดังปัง
ส่วนทางด้านฉีสยงกับเจียงมู่หยิงน่ะหรือ
"มา หยิงหยิง ข้าป้อนนะ"
"ไม่เอาน่า"
"งั้นเจ้าอยากจะ............."
"กินด้วยกัน"
"ได้ กินด้วยกัน อ้าปากสิ"
"เจ้าคนบ้า ข้าหมายถึงกินโจ๊กต่างหาก"
"ฮ่าฮ่า เหมือนกันแหละ"
"เจ้าคนเลว"
ภายในห้อง เมื่อได้ยินเสียงหยอกล้อกระหนุงกระหนิงที่ดังแว่วมาจากในลานบ้าน ใบหน้าของซูหลัวซิงก็เขียวคล้ำขึ้นมาทันที
ในวินาทีนี้ เขาแทบอยากจะพุ่งออกไปสู้รบตบมือกับพวกฝ่ายพุทธสักแปดร้อยกระบวนท่าเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดีกว่าต้องมาทนอยู่ในลานบ้านเล็กๆ แห่งนี้แม้เพียงวินาทีเดียว
มันช่างรังแกกันเกินไปแล้ว พวกเจ้าจะช่วยเกรงใจคนอื่นบ้างไม่ได้หรือไง?
ข้ายังบาดเจ็บอยู่นะเว้ย? พวกเจ้ามานั่งป้อนกันไปป้อนกันมาอยู่ที่นี่ เห็นข้าเป็นธาตุอากาศไปแล้วหรือยังไง?
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ซูหลัวซิงก็นึกถึงศิษย์พี่หญิงของตนเองขึ้นมา ตอนนั้นดูเหมือนว่านางก็จะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน ศิษย์พี่หญิงที่มักจะเย็นชาอยู่เสมอ หลังจากพบกับฉีสยงแล้ว ก็ราวกับว่าได้กลายเป็นคนละคนไปเลย
"เฮ้อ ศิษย์พี่หญิง ข้าเป็นคนทำร้ายท่านแท้ๆ"
ในขณะที่ซูหลัวซิงกำลังทอดถอนใจอยู่นั้น ณ ค่ายกลเคลื่อนย้ายแห่งหนึ่งในทวีปมัชฌิม หญิงสาวรูปร่างหน้าตางดงามหมดจดและเย็นชาในชุดสีขาวผู้หนึ่ง กำลังใช้กระบี่พาดยาวไปบนลำคอของชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความเย็นชาอย่างถึงที่สุด พร้อมกับเอ่ยว่า
"ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ออกเดินทางไปยังทวีปตะวันออกเดี๋ยวนี้ หากชักช้าแม้แต่วินาทีเดียว ข้าจะฆ่าเจ้า"
"เจ้า.......... เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? เจ้าจะรีบไปทวีปตะวันออกขนาดนั้นทำไมกัน?"
"จะไปหรือไม่ไป?"
นางไม่ตอบคำถามของชายวัยกลางคน เพียงแต่ดันกระบี่ให้เดินหน้าไปอีกนิด จนจ่อแนบชิดติดกับลำคอของเขา ขอเพียงขยับไปข้างหน้าอีกแค่เส้นผมเดียว ก็สามารถแทงทะลุลำคอของเขาได้แล้ว
(จบแล้ว)