- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 560 - มหาอริยะลงมือ
บทที่ 560 - มหาอริยะลงมือ
บทที่ 560 - มหาอริยะลงมือ
บทที่ 560 - มหาอริยะลงมือ
เมื่อเห็นฝูงหลวงจีนชีเปลือยพุ่งออกมารับหน้า ศิษย์สำนักเต้าอีและสายสืบจากสำนักต่างๆ โดยรอบต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆ กัน
แต่เพียงไม่นาน ศิษย์สำนักเต้าอีก็ทยอยตั้งสติได้ ก่อนจะบุกเข้าโจมตีฝ่ายพุทธตามคำสั่งของเทพธิดาไป๋ฮวาและผู้บรรลุอริยะคนอื่นๆ ทันที
"ยังมีเลือดไหลอยู่เลย..."
ศิษย์บางคนมองดูเป้ากางเกงของศิษย์ฝ่ายพุทธที่ยังมีเลือดไหลซึมออกมา ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว แผลยังไม่หายอีกหรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ศิษย์ฝ่ายพุทธเหล่านั้นก็มีสีหน้าดำมืด หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ พวกศิษย์สำนักเต้าอีกลุ่มนี้คงถูกหั่นเป็นหมื่นๆ ชิ้นไปนานแล้ว
พวกเราต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้เพราะใคร พวกสำนักเต้าอีอย่างแกไม่รู้ตัวหรือไงวะ?
แน่จริงก็เอาแหวนมิติคืนมาสิโว้ย!
เดิมทีก็ต้องออกรบทั้งที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่แล้ว ยิ่งศิษย์สำนักเต้าอีได้ฟื้นฟูร่างกายมาอย่างดี เพราะมีโอสถสนับสนุนอย่างเพียงพอ
ดังนั้น พอเริ่มต่อสู้ สำนักเต้าอีจึงเป็นฝ่ายได้เปรียบทันที
ฝั่งพุทธพ่ายแพ้ถอยร่นไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดสูสี บนท้องฟ้าก็ปรากฏร่างของหลวงจีนเฒ่าสามรูปขึ้น
"สำนักเต้าอี พวกเจ้าคิดว่าฝ่ายพุทธของเราไร้คนจริงงั้นหรือ?"
"นั่นพุทธองค์..."
"พุทธองค์มาแล้ว"
เมื่อเห็นพุทธองค์ทั้งสามปรากฏตัว บรรดาศิษย์ฝ่ายพุทธก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในที่สุด
ทว่าพวกเขายังดีใจได้ไม่ทันไร ที่ด้านหน้าของทั้งสามคนก็มีร่างอีกสามร่างปรากฏขึ้นเช่นกัน นั่นคือ อวี๋มั่ว หยินลี่ซาน และหั่วเหยียนนั่นเอง
เรื่องของมหาอริยะพุทธองค์ฝ่ายพุทธ อวี๋มั่วและคนอื่นๆ ย่อมคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางปล่อยให้คนพวกนี้ลงมือได้ตามอำเภอใจหรอก มิฉะนั้นย่อมเป็นหายนะอันใหญ่หลวงต่อสำนักเต้าอีแน่นอน
นี่เป็นครั้งแรกที่ยอดฝีมือขอบเขตมหาอริยะของทั้งสองฝ่ายมาปรากฏตัวในสนามรบ ทั้งหกคนลอยตัวประจันหน้ากันกลางอากาศ ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ไม่นานก็เริ่มปะทะกันอย่างดุเดือด
ส่วนเรื่องระดับขอบเขตมหาอริยะนั้น บรรดาศิษย์ไม่ต้องกังวลไปหรอก มหาอริยะพุทธย่อมมีอวี๋มั่วและพรรคพวกคอยรับมืออยู่แล้ว
ส่วนสนามรบเบื้องล่าง ฝ่ายพุทธได้เริ่มพ่ายแพ้หลบหนีแล้ว
ที่น่าพูดถึงคือ ในศึกนี้เย่ฉางชิงก็ลงมือเช่นกัน เพียงแต่ข้างกายเขาจะมีผู้อาวุโสยอดเขาเทพธิดาที่มีพลังบำเพ็ญเพียรระดับขอบเขตเทวะคอยปกป้องอยู่ตลอดเวลา
ในช่วงแรกเริ่ม ยังมีศิษย์ฝ่ายพุทธเห็นเย่ฉางชิงแล้วพุ่งเข้าโจมตีก่อน
"เจ้าโจรชั่ว ตายซะเถอะ"
รังสีสังหารแผ่ซ่าน แต่ยังไม่ทันจะเข้าถึงตัวเย่ฉางชิง ก็ถูกผู้อาวุโสท่านนั้นซัดกระเด็นดับดิ้นไปในพริบตา
"ถอยก่อนเถอะ อาการบาดเจ็บของศิษย์ยังไม่หายดี รอกำลังเสริมมาถึงค่อยว่ากัน"
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ผู้บรรลุอริยะฝ่ายพุทธคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมา
ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาใช้อารมณ์วู่วาม ขืนสู้ต่อไปก็มีแต่จะสร้างความสูญเสียมากขึ้น ไม่ได้เป็นผลดีต่อฝ่ายพุทธเลย
สู้ยอมถอยไปตั้งหลักก่อน บำรุงกำลังให้พร้อม แล้วค่อยกลับมาสู้ใหม่ดีกว่า
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้บรรลุอริยะฝ่ายพุทธคนอื่นๆ แม้จะไม่พอใจ แต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันพยักหน้ารับคำ
ไม่นานนัก บรรดาผู้บรรลุอริยะฝ่ายพุทธก็ออกคำสั่งถอยทัพ และเมื่อได้ยินคำสั่งนี้ ศิษย์ฝ่ายพุทธต่างก็ไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเผชิญหน้ากับศิษย์สำนักเต้าอี พวกเขากินแรงมากจริงๆ จุดนี้ทุกคนต่างก็สัมผัสได้
ศิษย์ฝ่ายพุทธแต่ละคนล้วนวิ่งหนีกลับไปทางเรือรบดาราอย่างไม่คิดชีวิต
ถึงแม้ศิษย์สำนักเต้าอีจะไล่ตามอยู่ด้านหลัง แต่หากสังเกตดูให้ดี จะพบว่าพวกเขาดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะสกัดกั้นศิษย์ฝ่ายพุทธกลุ่มนี้มากนัก
ดังนั้น การถอยทัพของศิษย์ฝ่ายพุทธจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
เรือรบดาราแต่ละลำสตาร์ทเครื่องอย่างรวดเร็ว และเริ่มถอยห่างลึกเข้าไปในทะเลไร้ขอบเขต
เพียงแต่นี่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เป้าหมายของสำนักเต้าอี ไม่นาน ศิษย์สำนักเต้าอีอีกล็อตหนึ่งก็โผล่มาจากส่วนลึกของทะเลไร้ขอบเขตเพื่อตลบหลัง
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ฝ่ายพุทธก็ต้องเปลี่ยนทิศทาง หลบหนีไปอีกทาง
ทว่าทางหนีอื่นๆ ก็มีคนดักสกัดไว้เช่นกัน เมื่อถูกล้อมกรอบไว้สามด้าน ฝ่ายพุทธที่ไร้หนทางจึงจำต้องเลือกเส้นทางหนีเพียงทางเดียว นั่นคือ ป่าฝนแดนใต้
ส่วนสำนักเต้าอีก็ทำเพียงไล่ตามมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน ความรู้สึกราวกับกำลังต้อนฝูงแกะอย่างไรอย่างนั้น
"ตอนนี้แค่ต้อนฝ่ายพุทธเข้าไปในป่าฝนก็พอแล้ว"
เทพธิดาไป๋ฮวาและบรรดาผู้บรรลุอริยะมองตามทิศทางที่ฝ่ายพุทธหนีไป บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย็นชา
เผ่าหมอผีพวกนั้นไม่ปรานีฝ่ายพุทธหรอก ถึงตอนนั้นสำนักเต้าอีไม่ต้องลงมือเอง ก็คงสร้างความเสียหายอย่างหนักให้ฝ่ายพุทธได้แล้ว
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายพุทธก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะการกระทำของสำนักเต้าอีนั้นแปลกประหลาดเกินไป
แต่ตอนนี้พวกเขามีทางเลือกแค่สองทางเท่านั้น
หนึ่งคือหนีต่อไป หรือสองคือหันกลับไปสู้ตายกับสำนักเต้าอี
ทว่าการสู้ตายกับสำนักเต้าอีไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายพุทธปรารถนาเลย ในเมื่อสถานการณ์ของศิษย์ฝ่ายพุทธหลายคนไม่ค่อยดีนัก การหันหลังกลับไปในตอนนี้นั้น ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
ดังนั้น ในความเป็นจริง แม้ฝ่ายพุทธจะรู้ว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล แต่ก็ยังคงต้องกล้ำกลืนฝืนทนหนีต่อไป
"บัดซบ รอกำลังเสริมมาถึงเมื่อไหร่ อาตมาต้องล้างแค้นให้ได้"
มีผู้บรรลุอริยะฝ่ายพุทธคำรามลั่น ทว่าความเกรี้ยวกราดที่ไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้ ไม่มีประโยชน์อันใดเลยสักนิด
สุดท้ายแล้ว ผู้แข็งแกร่งฝ่ายพุทธที่อยู่ด้านนอกเมืองหนานจิ้ง ก็ค่อยๆ ถูกต้อนเข้าไปจนถึงชายขอบป่าฝน
และสายสืบจากสำนักต่างๆ ที่คอยติดตามดูอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด ในตอนนี้ก็เริ่มมองออกถึงแผนการของสำนักเต้าอีแล้วเช่นกัน
"สำนักเต้าอีต้องการจะต้อนฝ่ายพุทธเข้าไปในป่าฝนงั้นหรือ?"
"พวกเขาต้องการให้ฝ่ายพุทธกับเผ่าหมอผีฆ่าฟันกันเองงั้นสิ?"
"ช่างเป็นแผนการที่สกปรกนัก"
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า สำนักเต้าอีจะคิดแผนการที่ร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ ไม่ต้องเปลืองแรงตนเอง แต่กลับใช้แผน 'ยืมมือหมาป่าไปกวนพยัคฆ์'
เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพุทธหรือชนเผ่าหมอผี สำหรับสำนักเต้าอีแล้ว ล้วนไม่ใช่สิ่งดีงามทั้งสิ้น
การปล่อยให้พวกเขาสู้กันเอง ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสำนักเต้าอีอย่างแน่นอน
เพียงแต่การที่สามารถคิดแผนการเช่นนี้ออกมาได้ จิตใจแม่งช่างสกปรกจริงๆ
ยิ่งเห็นสถานการณ์ของฝ่ายพุทธในตอนนี้ ก็ยิ่งชัดเจนว่าพวกนั้นตกหลุมพรางแล้ว
"ฝ่ายพุทธในเมืองหนานจิ้งคงต้องพบเจอกับหายนะครั้งใหญ่เสียแล้ว"
ไม่ต้องรอดูผลลัพธ์ สายสืบจากสำนักใหญ่เหล่านี้ก็สามารถคาดเดาจุดจบได้แล้ว
หากก้าวเข้าไปในป่าฝน ด้วยนิสัยบ้าบิ่นของชนเผ่าหมอผี ย่อมต้องสู้ตายกับฝ่ายพุทธอย่างแน่นอน
เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้ฝ่ายพุทธจะเอาชนะชนเผ่าหมอผีได้ แต่จุดจบก็คงถูกสำนักเต้าอีบดขยี้อยู่ดี
ฝ่ายพุทธที่บอบช้ำอย่างหนัก ย่อมไม่มีทางสู้สำนักเต้าอีได้อีก
ในเวลานี้ มีสายสืบจากบางสำนักเริ่มคิดกันอย่างลับๆ แล้วว่า ควรจะไปขอสวามิภักดิ์ต่อสำนักเต้าอีดีหรือไม่?
เพราะดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ฝ่ายพุทธไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสำนักเต้าอีเลยแม้แต่น้อย
หากรีบแสดงเจตจำนงไปก่อน ภายหน้าอาจจะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่า แต่ถ้ารอจนสำนักเต้าอีเอาชนะฝ่ายพุทธได้สำเร็จ การไปสวามิภักดิ์ตอนนั้น ความหมายมันก็ต่างกันแล้ว
การส่งถ่านกลางหิมะย่อมดีกว่าการปักดอกไม้บนผ้าไหมเสมอ
แถมถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ สำนักเต้าอีจะยังเห็นหัวพวกเจ้าอยู่อีกหรือไม่ ก็ยังพูดยากนะ
สำนักเต้าอีเอาแต่โจมตีเรือรบดาราอย่างต่อเนื่อง ในท้ายที่สุด ฝ่ายพุทธในสมรภูมิเมืองหนานจิ้งก็ไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องหนีเข้าไปในป่าฝน
พวกเขาหลงคิดว่าในที่สุดก็รอดตายแล้ว ทว่ากลับไม่รู้เลยว่า ทันทีที่ฝ่ายพุทธก้าวเท้าเข้าสู่ป่าฝน เผ่าหมอผีก็รับรู้ได้แล้ว
ผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีจำนวนมากเริ่มรวมตัวกัน และค่อยๆ คืบคลานเข้าหาฝ่ายพุทธ
สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร ขอเพียงกล้าบุกรุกป่าฝน นั่นก็คือศัตรู ฆ่าสถานเดียวไม่มีละเว้น
"สำนักเต้าอีบัดซบ"
"แผลข้าฉีกอีกแล้วเนี่ย!"
ทางฝั่งพุทธยังคงด่าทอสาปแช่งกันอยู่เลย
(จบแล้ว)