- หน้าแรก
- พ่อครัวเทพจุติสะเทือนแดนเซียน
- บทที่ 480 - การก่อกำเนิดของสิ่งชั่วร้าย
บทที่ 480 - การก่อกำเนิดของสิ่งชั่วร้าย
บทที่ 480 - การก่อกำเนิดของสิ่งชั่วร้าย
บทที่ 480 - การก่อกำเนิดของสิ่งชั่วร้าย
เมื่อเห็นผีพ่อครัวตื่นเต้นลุกลี้ลุกลนถึงขนาดนี้ เย่ฉางชิงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
"ที่แท้พวกสิ่งชั่วร้ายอย่างพวกเจ้าก็รู้จักตื่นเต้นเหมือนกันสินะ"
"ปกติแล้วก็ไม่เป็นหรอกครับ เพียงแต่ว่า......... ข้า......... ข้า.........."
เมื่อได้ยินดังนั้น ผีพ่อครัวก็อึกอักพยายามจะอธิบาย แต่ก็พูดออกมาได้ไม่เป็นประโยคสักที
"ไม่ต้องตื่นเต้นหรอก ข้าขอชิมดูก่อนก็แล้วกัน"
"อ้อ... ครับๆๆ"
เขาคีบเนื้อวัวมารชิ้นหนึ่งเข้าปาก เย่ฉางชิงค่อยๆ ลิ้มรส เคี้ยวอย่างช้าๆ แตกต่างจากพฤติกรรมสวาปามแหลกของพวกหงจุนโดยสิ้นเชิง
และเมื่อมองดูเย่ฉางชิงเคี้ยวอาหาร ผีพ่อครัวก็ยิ่งมีอาการประหม่ามากขึ้นไปอีก
ผ่านไปราวๆ สิบลมหายใจ เมื่อเห็นเย่ฉางชิงกลืนเนื้อวัวลงคอ ผีพ่อครัวจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"เอ่อ........ ผู้อาวุโสคิดว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้างครับ?"
หืม???
"เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?"
"ผู้อาวุโสไงครับ"
"เลิกเรียกแบบนั้นเถอะ อายุอานามของเราสองคนคงไม่เหมาะจะเรียกแบบนี้หรอกมั้ง"
"ผู้บรรลุก่อนคือผู้อาวุโส ฝีมือทำอาหารของท่านเหนือกว่าข้า ท่านก็คือผู้อาวุโสของข้าครับ"
เมื่อผีพ่อครัวยืนกรานที่จะเรียกเขาว่าผู้อาวุโส เย่ฉางชิงก็จนใจ สุดท้ายภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของมัน เย่ฉางชิงจึงวิจารณ์ออกมาตามความจริง
"ตอนหมักเนื้อคงจะใช้ความพยายามไปไม่น้อยเลยสินะ"
พ่อครัวหลายคนมักจะหมักเนื้อก่อนนำไปผัด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ทุกอย่างย่อมมีขีดจำกัด
จุดประสงค์ของการหมักคืออะไรล่ะ? เพื่อให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ? เพื่อให้เนื้อนุ่ม? ทั้งหมดนี้ถูกต้อง แต่ถ้าหากหมักนานเกินไป มันก็จะไปกลบกลิ่นหอมดั้งเดิมของเนื้อเสียหมด
ประการที่สองคือเรื่องการควบคุมไฟ
เนื้อวัวมารเป็นวัตถุดิบที่ต้องอาศัยการคุมไฟอย่างพิถีพิถัน สุกเกินไปก็ไม่ได้ ดิบเกินไปก็ไม่ดี
ประการสุดท้ายคือน้ำซอส ผีพ่อครัวตนนี้ตอนเคี่ยวน้ำซอสจงใจเคี่ยวจนข้นเกินไป ทำให้เวลาที่เนื้อวัวเข้าปาก มันจะให้ความรู้สึกแห้งฝืดคอ
ผีพ่อครัวตั้งใจฟังคำวิจารณ์ของเย่ฉางชิงราวกับนักเรียนที่กำลังตั้งใจเรียน
ทันทีที่เย่ฉางชิงพูดจบ ผีพ่อครัวตนนี้ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตึง ทำเอาเย่ฉางชิงสะดุ้งตกใจ
"เจ้าทำอะไรของเจ้าเนี่ย?"
เมื่อกี้ยังคุยกันดีๆ อยู่เลย จู่ๆ มาก้มลงคุกเข่าแบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย?
"ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถอะครับผู้อาวุโส"
ทว่า คำตอบของผีพ่อครัวกลับทำให้เย่ฉางชิงงุนงงหนักเข้าไปอีก นี่มันอะไรกัน ข้าก็แค่อยากจะลองชิมฝีมือผีพ่อครัวดูบ้าง ไหงถึงกลายมาเป็นการขอฝากตัวเป็นศิษย์ไปได้ล่ะ?
อีกอย่าง เราสองคนน่ะคนละเผ่าพันธุ์กันนะ แบบนี้มันคงไม่เหมาะกระมัง?
มองดูผีพ่อครัวที่มีสีหน้าจริงจังและเคารพนบนอบ เย่ฉางชิงก็เอ่ยด้วยสีหน้าสลับซับซ้อน
"พวกเราก็แค่มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยนี่"
"ไม่ครับ ผู้อาวุโสคือยอดเชฟที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เหล่าจูคนนี้เคยพบเจอมา ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถิด ศิษย์ยินดีคอยรับใช้ไม่ห่าง ยอมตายถวายชีวิตให้เลยครับ"
"มันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ลุกขึ้นยืนก่อนค่อยคุยกันดีกว่าไหม"
"ถ้าท่านอาจารย์ไม่ตอบตกลง ข้าก็จะไม่ยอมลุกเด็ดขาด"
"พวกเราอยู่กันคนละโลกนะ ข้าเป็นศิษย์สำนักเต้าอี ส่วนเจ้าเป็นสิ่งชั่วร้ายในหุบเขาผี ทำแบบนี้มันไม่เหมาะสมหรอก"
"ศิษย์ยินดีถอนตัวออกจากหุบเขาผี แล้วไปเข้าร่วมกับสำนักเต้าอีครับ"
หืม???
ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะกันไปใหญ่ สำนักเต้าอีของข้าเป็นถึงผู้นำฝ่ายธรรมะ จะมารับสิ่งชั่วร้ายเข้าสำนักได้ยังไง?
เกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าผีพ่อครัวจะยอมลุกขึ้นยืน จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่ลานบ้าน จากการพูดคุยกัน เย่ฉางชิงจึงได้รู้ว่าผีพ่อครัวตนนี้มีชื่อว่า 'จูอู่'
จูอู่วิ่งวุ่นบริการเขาไม่หยุด ทั้งยกเก้าอี้มาให้นั่ง พอได้ยินว่าเขาหิว ก็รีบไปต้มน้ำชงชามาให้อย่างกระตือรือร้น
มองดูจูอู่ที่วิ่งง่วนไปมา เย่ฉางชิงก็ร้องเรียกอย่างอ่อนใจ
"จูอู่"
"ท่านอาจารย์เรียกข้าหรือครับ?"
"เลิกเรียกข้าว่าอาจารย์ได้แล้ว พวกเราสองคนเข้ากันไม่ได้จริงๆ"
"ยังไงศิษย์ก็ถือว่าชาตินี้ท่านคืออาจารย์ของข้าแล้วครับ"
ดูเหมือนจูอู่ตนนี้จะไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ แต่กลับหัวรั้นเอามากๆ เมื่อเห็นมันทำหน้าตาดื้อดึง เย่ฉางชิงจึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
"จริงสิ ตกลงพวกสิ่งชั่วร้ายอย่างพวกเจ้านี่มันยังไงกัน คนที่ตายไปแล้วทุกคนจะกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายกันหมดเลยงั้นเหรอ?"
ในสำนักเต้าอีก็มีบันทึกเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้ายอยู่บ้าง แต่เย่ฉางชิงก็แค่อ่านผ่านๆ ตา ไหนๆ ตอนนี้ก็ว่างแล้ว ลองถามหาความรู้เพิ่มเติมหน่อยก็ไม่เสียหาย
เมื่อเจอกับคำถามของเย่ฉางชิง จูอู่ก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างๆ อย่างนอบน้อม แล้วตอบกลับตามความจริง
"ก็ไม่ได้เป็นกันทุกคนหรอกครับ อันที่จริงแล้ว การที่คนตายแล้วกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ล้วนเกิดจาก 'ความยึดติด' เพียงคำเดียว..............."
ตามที่จูอู่เล่ามา สวรรค์มีกฎแห่งวัฏสงสาร คนเราตายไปก็ต้องเข้าสู่วัฏสงสาร
ทว่า ก็มีบางคนที่ไม่อาจปล่อยวางเรื่องราวในชาตินี้ได้ และพยายามจะหลีกหนีจากวัฏสงสาร เพื่อที่จะคงอยู่ต่อไปในอีกรูปแบบหนึ่ง
และคนเหล่านั้น ก็จะกลายมาเป็นสิ่งชั่วร้าย
อาจจะเป็นเพราะความแค้น อาจจะเป็นเพราะตัณหา หรืออาจจะเป็นเพราะความไม่ยินยอม ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม
ทว่า กฎแห่งสวรรค์ก็คือกฎ หากเจ้าคิดจะฝืนกฎ เจ้าก็ต้องชดใช้ด้วยราคาที่สาสม
ผลที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การถูกริบสิทธิ์ความเป็นเผ่าพันธุ์
เมื่อใดที่กลายเป็นสิ่งชั่วร้าย นั่นก็หมายความว่าเจ้าจะไม่ใช่เผ่าพันธุ์ใดๆ ในโลกฮ่าวถู่อีกต่อไป ไม่ได้รับการยอมรับจากเผ่าพันธุ์ใดๆ และถูกต่อต้านจากคนทั้งโลก
สิ่งชั่วร้ายไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้น แม้แต่เผ่าปีศาจหรือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็สามารถกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายได้เช่นกัน
สวรรค์กำหนดให้สิ่งชั่วร้ายต้องดำรงชีวิตด้วยการกินเลือดเนื้อของเผ่าพันธุ์ต่างๆ และเผ่าพันธุ์ต่างๆ ก็มองสิ่งชั่วร้ายเป็นศัตรู นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการปฏิเสธวัฏสงสาร
และท้ายที่สุด เมื่อกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายแล้ว ก็จะหมดสิทธิ์เข้าสู่วัฏสงสารอีกต่อไป
หากถูกฆ่าตาย นั่นก็หมายถึงการดับสูญไปตลอดกาล ไม่มีวันหวนกลับมาเกิดใหม่ได้อีก
"ทุกคนที่ปฏิเสธวัฏสงสารและยอมกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ล้วนคิดว่าตนเองจะสามารถทวงคืนทุกสิ่งในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้"
"แต่เมื่อกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายเต็มตัวแล้ว ถึงได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการหลอกตัวเอง แท้จริงแล้วเจ้าไม่สามารถทวงคืนอะไรกลับมาได้เลย"
"ช่วงแรกที่กลายเป็นสิ่งชั่วร้าย สติสัมปชัญญะจะยังเลอะเลือน ภายใต้อิทธิพลของกฎแห่งสวรรค์ เจ้าจะทำร้ายคนที่เจ้าใกล้ชิดที่สุดโดยสัญชาตญาณ"
"เดิมทีที่ยอมปฏิเสธวัฏสงสารก็เพราะตัดใจจากครอบครัวไม่ได้ แต่สุดท้าย ก็เป็นเพราะความคิดเช่นนี้แหละ ที่ทำให้เจ้าต้องลงมือทำร้ายคนที่เจ้ารักที่สุดด้วยน้ำมือของเจ้าเอง"
"นี่คงเป็นคำสาปของสวรรค์กระมัง ความหวังทั้งหมดของเจ้า ท้ายที่สุดก็ถูกทำลายลงด้วยเงื้อมมือของเจ้าเอง"
"และเมื่อเจ้าได้สติกลับมา มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว"
เมื่อพูดถึงตอนจบ สีหน้าของจูอู่ก็ดูสลับซับซ้อน สิ่งชั่วร้ายระดับล่างพวกนั้น มีตนไหนบ้างที่ไม่เคยมือเปื้อนเลือดคนในครอบครัวตัวเอง
กว่าระดับพลังจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น กว่าสติสัมปชัญญะจะกลับคืนมา เจ้าก็ไม่เหลือโอกาสให้กลับตัวกลับใจอีกแล้ว ทำได้เพียงซุกซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ปล่อยให้ตัวเองเน่าเฟะและบิดเบี้ยวต่อไปอย่างโดดเดี่ยว
เมื่อฟังเรื่องราวจากจูอู่จบ เย่ฉางชิงก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"แล้วเจ้าล่ะ เจ้ากลายเป็นสิ่งชั่วร้ายเพราะอะไร? ตัดใจจากครอบครัวไม่ได้งั้นเหรอ?"
"ข้าไม่มีครอบครัวหรอกครับ ข้าเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก โตมาก็เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ตามลำพัง แม้แต่เพื่อนสักคนข้ายังไม่มีเลย"
"แล้วเจ้า................"
"ศิษย์ต้องการบรรลุมรรคาด้วยวิถีทำอาหาร ก็เลยปฏิเสธที่จะเข้าสู่วัฏสงสารครับ"
หืม???
ตอนแรกคิดว่าจูอู่จะมีอดีตที่แสนเศร้าเคล้าน้ำตา แต่คำตอบของมันกลับผิดคาดไปไกลลิบ บรรลุมรรคาด้วยวิถีทำอาหาร บ้าบออะไรกันวะเนี่ย
เพราะไอ้เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ? แกก็เลยยอมกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย? ยอมรับคำสาปจากสวรรค์เนี่ยนะ?
เมื่อมองดูใบหน้าที่ดูซื่อบื้อของจูอู่ เย่ฉางชิงก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้านี่มันน่าจะสมองมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ๆ
ในขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น เทพธิดาไป๋ฮวาก็เดินเข้ามา
"สามี เข้ามาตั้งนานทำไมยังไม่ออกไปอีกล่ะ ทำอะไรอยู่หรือ?"
เมื่อเห็นเทพธิดาไป๋ฮวา จูอู่ก็รีบลุกขึ้นยืนแล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ศิษย์จูอู่ คารวะซือเหนียงครับ"
หืม???
คำว่า 'ซือเหนียง' เพียงคำเดียว ทำเอาเทพธิดาไป๋ฮวาถึงกับชะงักงันยืนตัวแข็งทื่อไปเลย
(จบแล้ว)