- หน้าแรก
- อสูรพันธสัญญามันกากไป ยุคนี้เขาใช้โปเกมอนกันแล้ว
- บทที่ 400 - โปเกมอนไม่ได้มีดีแค่เรื่องต่อสู้นะ!
บทที่ 400 - โปเกมอนไม่ได้มีดีแค่เรื่องต่อสู้นะ!
บทที่ 400 - โปเกมอนไม่ได้มีดีแค่เรื่องต่อสู้นะ!
บทที่ 400 - โปเกมอนไม่ได้มีดีแค่เรื่องต่อสู้นะ!
★★★★★
เมื่อได้ยินคำพูดของซูไป๋ หวังเทาก็หน้ามืดทะมึน เขามองดูโปเกมอนสุดที่รักของตัวเองด้วยความรันทด ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับต่งเฟิงด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าอยากจะฆ่าจะแกงยังไงก็เชิญเลย
ก็แหงล่ะ ยอดเขาจวี้เหยียนทั้งลูกเลยนะ... ลำพังแค่ฐานะทางบ้านของหวังเทายังไงก็ชดใช้ไม่ไหวหรอก
ในหัวของเขาเริ่มจินตนาการล่วงหน้าถึงชีวิตอันแสนรันทดของการเป็นทาสใช้แรงงานไปอีกสามสิบปีแล้ว...
ต่งเฟิงหัวเราะหึๆ เขาก้าวฉับๆ ตรงเข้าไปหาหวังเทาแล้วยื่นมือใหญ่โตพุ่งเข้าใส่หวังเทาโดยตรง
จังหวะที่หวังเทาคิดว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ แล้วนั้นเอง
ต่งเฟิงกลับใช้แขนโอบไหล่หวังเทาเอาไว้แน่น
"จะชดใช้ไปทำไมเล่า ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณนายเนี่ย!"
ต่งเฟิงระเบิดเสียงหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี เขามือตบหลังหวังเทาดังป้าบๆ อย่างต่อเนื่อง
"มาเลย ฉันจะไม่หลบหนีเด็ดขาด... เอ๊ะ"
เรื่องราวไม่ได้ดำเนินไปตามที่หวังเทาคาดคิดไว้ มันกลับทำให้หวังเทาถึงกับงงเป็นไก่ตาแตกไปเลยทีเดียว
เกิดอะไรขึ้น
โปเกมอนของตัวเองเพิ่งจะก่อเรื่องใหญ่โตมโหฬารไปไม่ใช่เหรอ
ทำไมท่านเจ้าเมืองต่งถึงได้ดูอารมณ์ดีขนาดนี้ล่ะเนี่ย
แม้แต่ซูไป๋เองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ "ท่าน... ท่านเจ้าเมืองต่ง คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ"
นั่นมันแลนด์มาร์กของเมืองจวี้เหยียนเลยนะ!
ชื่อเมืองจวี้เหยียนก็ได้มาจากยอดเขาจวี้เหยียนนี่แหละ
ตอนนี้แลนด์มาร์กถูกโยกิราสสวาปามจนเกลี้ยง หรือว่านี่จะเป็นการกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงจนทำให้ท่านเจ้าเมืองต่งเสียสติไปแล้ว
ต่งเฟิงมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดในใจของซูไป๋ เขาถลึงตาใส่ซูไป๋พลางบอกว่า "พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ฉันจะมีปัญหาอะไรได้ไง"
เขามองกองเศษหินระเกะระกะบนพื้นก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งอกโล่งใจว่า "นายคิดว่าในฐานะเจ้าเมืองจวี้เหยียน ฉันจะภาคภูมิใจกับยอดเขาจวี้เหยียนลูกนี้นักหรือไง"
"ตอนนี้พื้นที่อาณาเขตของมนษย์เราก็คับแคบจะแย่อยู่แล้ว นายรู้ไหมว่าไอ้ก้อนหินยักษ์นี่มันกินพื้นที่ไปตั้งเท่าไหร่"
"ถ้าไม่ใช่เพราะเราไม่มีปัญญาจัดการกับยอดเขาจวี้เหยียนอย่างปลอดภัยล่ะก็ ป่านนี้เราคงระเบิดมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว!"
"บนก้อนหินยักษ์นี่แทบไม่มีต้นไม้ขึ้นเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ระบบนิเวศก็ยังสร้างไม่ได้เลย"
"อืม... ถึงแม้ว่าสำหรับชาวเมืองจวี้เหยียนแล้ว มันจะเป็นความทรงจำในวัยเด็กอย่างหนึ่งก็เถอะ แต่โดยรวมแล้ว การที่ยอดเขาจวี้เหยียนหายไปมันส่งผลดีมากกว่าผลเสียนะ!"
"ส่วนชื่อเมืองจวี้เหยียน... ก็คงไม่ต้องเปลี่ยนหรอกมั้ง... ทุกคนเรียกกันจนชินปากแล้วนี่นา..."
หยางเจียวเจียวที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย "โดยรวมแล้วปัญหาเรื่องพื้นที่ของเมืองจวี้เหยียนถือว่าค่อนข้างตึงเครียดมากเลยล่ะ ก่อนหน้านี้พ่อแม่ของฉันก็เคยทำวิจัยหาวิธีกำจัดยอดเขาจวี้เหยียนอยู่เหมือนกัน แต่ต่อให้เป็นพวกเขาก็ยังคำนวณหาวิธีที่ปลอดภัยไม่ได้เลย"
"สรุปก็คือ ครั้งนี้ยอดเขาจวี้เหยียนถล่มลงมาโดยที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ... ถือเป็นเรื่องดีสำหรับเมืองจวี้เหยียนเลยนะ"
ซูไป๋ตบหน้าผากตัวเองด้วยความกระจ่างแจ้ง!
ยอดเขาจวี้เหยียนคือความผูกพันของชาวเมืองจวี้เหยียนก็จริง แต่ความผูกพันในยุคหลังหายนะแบบนี้มันมีค่าสักเท่าไหร่กันเชียว!
พื้นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยของมนุษย์เรียกได้ว่ามีค่าดั่งทองคำ ยอดเขาจวี้เหยียนกินพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้ แถมยังไม่ได้ให้ทรัพยากรที่มีประโยชน์อะไรเลย มองในมุมหนึ่ง... มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรจริงๆ นั่นแหละ!
"กะ... ก็หมายความว่า... ฉันไม่ต้องชดใช้แล้วงั้นเหรอ"
หวังเทาเบิกตากว้าง ขาทั้งสองข้างของเขายังคงสั่นระริกอยู่เลย!
"อืม ไม่ต้องชดใช้หรอก แต่เนื่องจากนายไม่ได้ขออนุญาตจากจวนเจ้าเมือง แล้วดันมารื้อถอนยอดเขาจวี้เหยียนโดยพลการ..."
คำพูดที่แสร้งทำเป็นขึงขังของต่งเฟิงทำให้หัวใจของหวังเทาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มอีกครั้ง
แต่ประโยคถัดมาก็ดึงเขากลับมาจากขอบเหวอีกครั้ง
"เพราะงั้นหินพวกนี้ นายก็จะไม่มีส่วนแบ่งหรอกนะ"
ต่งเฟิงยิ้มแฉ่งพลางมองหวังเทาที่กำลังนั่งกองอยู่บนพื้น ปากก็ขมุบขมิบพึมพำอะไรก็ไม่รู้ "พอดีเลยที่ทางซูไป๋กำลังต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมากเพื่อสร้างเมืองโปเกมอนของเขา บริษัทรับเหมาก่อสร้างตระกูลติงจะต้องถูกใจหินคุณภาพเยี่ยมพวกนี้แน่ๆ"
"มะ... ไม่เป็นไร... ยังไงฉันก็ไม่ได้หวังอยู่แล้ว..."
หวังเทานอนแผ่หลาอยู่กลางกองหินอย่างคนรอดตายหวุดหวิด หัวใจของเขายังคงเต้นระรัวจนถึงตอนนี้
ความรู้สึกแบบนี้... มันตื่นเต้นระทึกใจยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับบททดสอบของไรโคซะอีก...
……
ภายในโปเกมอนเซ็นเตอร์ เหล่าเทรนเนอร์ต่างก็แยกย้ายกันออกเดินทางไปสำรวจเขตโจโตแห่งใหม่
ส่วนหยางเจียวเจียว ต่งเฟิง และจูเจี้ยนหยวนที่เข้ามาในร้านสัตว์เลี้ยงตระกูลซูผ่านระบบพิเศษของโปเกมอนเซ็นเตอร์กำลังนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะ
ชาที่เมโลเอตตาชงมาส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วยวนใจ แต่กลับไม่มีใครแตะต้องมันเลยสักคน
ทุกคนต่างก็กำลังจ้องมองแผนที่ขนาดใหญ่พลางเค้นสมองคิดกันอย่างหนัก!
ซูไป๋ลูบคางพลางพยายามนึกถึงผังเมืองโปเกมอนจากในเกมและอนิเมะอย่างต่อเนื่อง
การสร้างเมืองจากศูนย์ขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่จะคิดปุ๊บก็ทำเสร็จปั๊บได้เลยหรอกนะ
รายละเอียดที่เกี่ยวข้องในนั้น ไม่ใช่สิ่งที่มือใหม่อย่างซูไป๋จะสามารถจัดการได้เพียงแค่อาศัยความทรงจำลางๆ หรอก
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การสร้างเมืองโปเกมอนเป็นความคิดของซูไป๋เอง ระบบไม่ได้มีภารกิจระบุไว้อย่างชัดเจนหรอกนะ
สิ่งที่ระบบให้มา มีแค่พิมพ์เขียวของยิมกับอุปกรณ์รอบๆ เท่านั้น
ขนาดพื้นที่เท่านี้ ความจริงมันก็ครอบคลุมแค่บริเวณใจกลางเมืองเท่านั้นแหละ
และถ้าอยากจะสร้างเมืองขึ้นมาจริงๆ ลำพังแค่สิ่งก่อสร้างพวกนี้มันไม่พอแน่ๆ
กองทัพอสูรกลายพันธุ์ที่พร้อมจะบุกเข้ามาจู่โจมได้ทุกเมื่อ รวมถึงสัตว์มรณะที่มักจะโผล่มาเป็นระยะๆ จะกลายเป็นภัยคุกคามอันตรายสำหรับเมืองแห่งนี้
และเรื่องพวกนี้ ก็จำเป็นต้องให้ท่านเจ้าเมืองทั้งสองมาช่วยกันคิดหาทางออกแล้วล่ะ
"ถ้ายึดตามหลักการสร้างเมืองของมนุษย์ในช่วงสองพันปีที่ผ่านมา กำแพงเมืองคือสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างแน่นอน"
จูเจี้ยนหยวนลากเส้นโค้งลงบนแผนที่พลางอธิบาย "การสร้างกำแพงจากจุดนี้ไปจนถึงจุดนี้ จะช่วยป้องกันการโจมตีจากด้านหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เวลาอาจจะไม่พอ... แล้วดูเหมือนว่านายจะไม่ค่อยเห็นด้วยสินะ"
ซูไป๋พยักหน้าเบาๆ เขาไม่ได้คิดจะสร้างกำแพงเมืองให้กับเมืองโปเกมอนแห่งแรกนี้อยู่แล้ว
ในฐานะที่เป็นเมืองโปเกมอนแห่งแรกของโลก เขาหวังว่าเมืองแห่งนี้ ต่อให้เป็นแค่ภาพลักษณ์ภายนอก ก็ไม่ควรมีสัญลักษณ์ใดๆ ที่สื่อถึงความอนุรักษ์นิยมแอบแฝงอยู่
สิ่งที่เขาต้องการจะทำ คือการนำพาเหล่าโปเกมอนและเทรนเนอร์ออกไปสำรวจโลกกว้าง ไม่ใช่มัวแต่ตั้งรับแบบนี้!
"รูปแบบการสร้างเมืองของมนุษย์มันเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ในตอนนั้นมนุษย์ถูกบีบให้ต้องตั้งรับ แต่ตอนนี้เรามีพลังมากพอที่จะขยายอาณาเขตออกไปได้แล้ว ฉันไม่อยากให้มนุษย์เอาแต่กักขังตัวเองอยู่ในกรงเพียงเพื่อแลกกับความรู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป"
ซูไป๋พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ความรู้สึกปลอดภัยของมนุษย์ ควรจะมาจากความแข็งแกร่งของตัวเอง ไม่ใช่จากกำแพงเมืองที่ถูกสัตว์มรณะสะกิดนิดเดียวก็พังทลายลงมา!"
หลังจากที่ได้เห็นความสามารถของเหล่าสาวก สิบสองนักษัตร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลอร์ดแห่งเขตหวงห้าม เขาก็เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง
ระดับพลังการต่อสู้ในโลกใบนี้ไม่ได้ต่ำเลย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนในสามฝ่ายนี้ กำแพงเมืองที่ว่านั่นก็ไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปื่อยๆ ในสายตาพวกเขาหรอก
กำแพงเมืองอาจจะมีประโยชน์เวลาต้องรับมือกับสัตว์มรณะระดับต่ำ แต่สัตว์มรณะระดับต่ำพวกนั้นก็คงผ่านด่านโปเกมอนเข้ามาไม่ได้หรอก
กำแพงเมือง... แทบไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด!
"ข้อนี้ฉันเห็นด้วย!"
หยางเจียวเจียวพยักหน้าสนับสนุน "รูปแบบของกำแพงเมืองมันมีค่ามากกว่าประโยชน์ใช้งานจริงๆ ซะอีก ไม่สร้างดีกว่าสร้างนะ มันถึงเวลาที่มนุษย์จะต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิมๆ แล้วล่ะ"
"โปเกมอนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์มาก หลังจากได้เห็นโปเกมอนตัวแค่นั้นแต่กลับกินยอดเขาจวี้เหยียนจนกลวงโบ๋ไปทั้งลูกได้ ฉันก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าโปเกมอนสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของมนุษย์ได้"
"เรื่องตั้งรับหรือบุกโจมตี ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าเทรนเนอร์กับโปเกมอนของพวกเขาไป... สิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาก็คือ จะสร้างเมืองโปเกมอนที่แท้จริงขึ้นมาได้ยังไงต่างหาก!"
ในฐานะที่หยางเจียวเจียวเป็นถึงผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอสูรกลายพันธุ์แห่งเมืองจวี้เหยียน ความจริงแล้วตำแหน่งการบริหารของเธอก็ไม่ได้ต่ำกว่าท่านเจ้าเมืองทั้งสองเท่าไหร่เลย และภายใต้การเรียกร้องอย่างหนักหน่วงของเธอ เธอก็ได้เข้ามาร่วมวงหารือในครั้งนี้ด้วย
ในตอนนี้ เธอราวกับเพิ่งจะสบโอกาส เธอหัวเราะหึๆ ก่อนจะคว้าหนังสือเล่มหนึ่งมากางแผ่ต่อหน้าทุกคนพลางพูดด้วยแววตาเป็นประกาย
"ส่วนเรื่องจะสร้างเมืองยังไงน่ะเหรอ... ฉันขอบอกเลยว่ามุมมองที่พวกคุณมีต่อโปเกมอนในอดีตมันแคบเกินไปแล้ว!"
"โปเกมอนน่ะ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องต่อสู้อย่างเดียวนะ!"
[จบแล้ว]