- หน้าแรก
- อสูรพันธสัญญามันกากไป ยุคนี้เขาใช้โปเกมอนกันแล้ว
- บทที่ 390 - จับพู่กันตวัดวาด สร้างยุคทองแห่งมวลมนุษย์!
บทที่ 390 - จับพู่กันตวัดวาด สร้างยุคทองแห่งมวลมนุษย์!
บทที่ 390 - จับพู่กันตวัดวาด สร้างยุคทองแห่งมวลมนุษย์!
บทที่ 390 - จับพู่กันตวัดวาด สร้างยุคทองแห่งมวลมนุษย์!
★★★★★
ผ่านไปไม่ถึงชั่วจิบชา อสูรกลายพันธุ์ในกล่องไม้ใบใหญ่ก็ค่อยๆ กลายเป็นกองเถ้าถ่านไปแบบนี้เอง
หยางเจียวเจียวปัดมือไปมา เธอลุกขึ้นยืนด้วยความพึงพอใจและเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า "เห็นหรือยัง ทฤษฎีของฉันได้รับการพิสูจน์แล้ว แม้อสูรกลายพันธุ์จะมีสติปัญญาอยู่บ้าง แต่กลิ่นอายมรณะต่างหากที่เป็นร่างต้นของพวกมัน!"
ต่งเฟิงส่ายหน้า เขามองไปทางซูไป๋อย่างลังเลเล็กน้อยแล้วพูดว่า "ถ้าบอกว่าเป็นการสลายตัว อสูรกลายพันธุ์ทุกตัวก็ต้องสลายตัวหลังตายอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เพียงแต่... ทำไมตัวนี้ถึงสลายตัวเร็วนักล่ะ"
ซูไป๋ถามด้วยความงุนงง "สลายตัวอะไรกัน ยังมีเรื่องอะไรที่ผมไม่รู้อีกตั้งเท่าไหร่เนี่ย..."
ที่หนึ่งสายบุ๋นแห่งโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองไห่เฉิงอย่างเขา พอมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กประถมไปซะได้
ว่ากันตามตรงแล้วสิ่งมีชีวิตอย่างอสูรกลายพันธุ์นั้นอยู่ห่างไกลจากคนธรรมดามากเกินไป ซูไป๋ในอดีตก็แทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสพวกมันเลย
"การสลายตัวก็คือกระบวนการที่อสูรกลายพันธุ์กลายเป็นเถ้าถ่านหลังจากที่พวกมันตายนั่นแหละ ยอดฝีมืออย่างนายทำไมถึงไม่รู้เรื่องแค่นี้เนี่ย"
"พลังชีวิตของนายพลุ่งพล่านราวกับภูเขาไฟกลางดงหิมะเลยนะ... พลังชีวิตล้นเหลือกว่าของลุงต่งตั้งเยอะ..."
หยางเจียวเจียวปรายตามองซูไป๋แวบหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยอดฝีมือระดับซูไป๋ถึงไม่รู้จักการสลายตัว
ซูไป๋เกาหัวพลางต่อบทสนทนาในใจอย่างเงียบๆ
ถ้าบอกไปเธออาจจะไม่เชื่อก็ได้นะ แต่เมื่อไม่นานมานี้ฉันยังเป็นแค่พวกปลายแถวที่ความแข็งแกร่งไม่ถึงระดับอีด้วยซ้ำ...
แต่หยางเจียวเจียวก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธออธิบายอย่างจริงจังว่า "หลังจากอสูรกลายพันธุ์ตาย โดยปกติแล้วต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันกว่ากลิ่นอายมรณะจะสลายไปจากตัวมันและเริ่มกระบวนการสลายตัว ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเร็วขนาดนี้หรอกนะ"
"ข้อสันนิษฐานของฉันก็คือ แม้จะเป็นอสูรกลายพันธุ์ที่ตายไปแล้ว แต่ร่างกายของมันก็ยังคงดูดซับกลิ่นอายมรณะที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่งในอากาศอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างเช่นในเมืองกับนอกเมือง ความเร็วในการสลายตัวก็จะแตกต่างกันไปด้วย"
"เพียงแต่การสลายตัวที่เร็วขนาดนี้... เป็นเรื่องที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย"
"ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ กองกำลังพิทักษ์เมืองเพิ่งจะส่งศพอสูรกลายพันธุ์แบบสดๆ ร้อนๆ มาให้ แต่ฉันเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเพิ่งจะเริ่มชำแหละศพ กระบวนการสลายตัวก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว..."
"ดูเหมือนว่าศพไม่ได้รับกลิ่นอายมรณะมาหล่อเลี้ยงมากพอ ร่างกายก็เลยพังทลายลงไปดื้อๆ เลย"
"จริงสิลุงต่ง ลุงไปเอาศพอสูรกลายพันธุ์มาเยอะแยะจากไหนเนี่ย จวนเจ้าเมืองส่งคนไปทำภารกิจที่แหล่งกบดานของอสูรกลายพันธุ์มาเหรอ"
เมื่อพูดจบ ยัยแว่นก็เงยหน้าขึ้นด้วยความมึนงง
ต่งเฟิงกับซูไป๋สบตากัน ทั้งสองคนต่างก็ตาลุกวาว!
"แปะ!"
ต่งเฟิงตบมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันเสียงดังลั่น เขาลุกขึ้นยืนเดินวนไปวนมาด้วยความตื่นเต้นพลางพึมพำว่า "ฉันเข้าใจแล้ว ฉันเข้าใจแล้ว!"
ในตอนนั้นเองซูไป๋ก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
ก้อนหินที่ทับถมอยู่ในใจของเขาก็ร่วงหล่นลงพื้นในวินาทีนี้!
"ผมก็เข้าใจแล้วเหมือนกัน!"
เขาถอนหายใจยาวๆ แล้วพูดว่า "เป็นเพราะลอร์ดแห่งเขตหวงห้ามถูกกำจัด ถึงขั้นที่แก่นแท้กลิ่นอายมรณะก็ถูกผมทำลายทิ้งไปแล้ว ดังนั้นแหล่งกำเนิดกลิ่นอายมรณะในพื้นที่แถบนี้... จึงถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์!"
"เมื่อสูญเสียแหล่งกลิ่นอายมรณะที่มั่นคง สิ่งที่เรียกว่าการสลายตัวก็เลยเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ไงล่ะ!"
"หยางเจียวเจียว ถ้าทฤษฎีของเธอถูกต้องล่ะก็ อสูรกลายพันธุ์อาจจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้วนะ!"
"อย่างน้อยที่สุดในพื้นที่ของเรา อสูรกลายพันธุ์ก็จะไม่มีอยู่อีกต่อไป!"
ความรู้สึกของซูไป๋ในตอนนี้เต็มไปด้วยความฮึกเหิมอย่างไม่ต้องสงสัย!
ทฤษฎีของหยางเจียวเจียวน่าจะถูกต้อง ซึ่งนั่นหมายความว่าอสูรกลายพันธุ์จะพังทลายไปเองโดยที่เราไม่ต้องเปลืองแรงกวาดล้างเลย!
ความได้เปรียบด้านจำนวนของพวกมันก็จะหมดไป!
นี่มันเป็นข่าวดีที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาเลยนะเนี่ย!
"อะไรนะ ลอร์ดแห่งเขตหวงห้ามตายแล้วเหรอ แก่นแท้กลิ่นอายมรณะอะไรกัน นี่พวกนายกำลังพูดเรื่องอะไรเนี่ย"
หยางเจียวเจียวเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง
เธอเป็นพวกเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ สนใจแต่เรื่องการวิจัยอสูรกลายพันธุ์ ไม่เคยรับรู้เรื่องของโปเกมอนเลยด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องที่ซูไป๋จัดการลอร์ดแห่งเขตหวงห้ามไปแล้ว...
"เถ้าแก่ซูไป๋ที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้คือผู้ก่อตั้งโปเกมอนเซ็นเตอร์... เขาเป็นคนกำจัดลอร์ดแห่งเขตหวงห้ามไปแล้วนะ!"
"แถมยังเป็นคนดับ 'ต้นตอ' ที่ทำให้เกิดเขตหวงห้ามและแผ่กลิ่นอายมรณะออกมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย!"
ในที่สุดต่งเฟิงก็หาจังหวะทำให้หยางเจียวเจียวตระหนักถึงความสำคัญของซูไป๋ได้สักที เขารีบฉวยโอกาสเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างบ้าคลั่ง
หยางเจียวเจียวฟังไปปากก็ยิ่งอ้ากว้างขึ้นเรื่อยๆ
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึงจนม่านตาหดเล็กลง!
"โป... โปเกมอนเหรอ"
"ขับไล่กองทัพสัตว์มรณะที่มาบุกเมือง เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศเนี่ยนะ"
"กวาดล้างสัตว์มรณะรอบๆ เมืองจวี้เหยียนและเมืองไห่เฉิงจนหมดเกลี้ยง ทั้งหมดเลยเหรอ!"
"สิบสองนักษัตรสามคนโดนลอร์ดแห่งเขตหวงห้ามอัดซะยับ แล้วก็ถูกเขาจัดการเนี่ยนะ!"
คำถามที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อหลุดออกมาจากปากของยัยแว่นรัวๆ
ความตกตะลึงอย่างรุนแรงทำให้ยัยแว่นไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าแว่นตาของเธอเลื่อนตกลงมาจนถึงระดับปากแล้ว!
ครึ่งค่อนวันผ่านไป ต่งเฟิงก็หยุดพรรณนาวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของซูไป๋ เขาหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาจิบ
พอไม่ได้พูดก็ไม่รู้ แต่พอพูดออกมาถึงได้รู้ว่าซูไป๋ทำเรื่องมากมายขนาดนี้สำเร็จได้ในเวลาอันสั้น!
ให้ตายเถอะ ตาเฒ่าจูเจี้ยนหยวนนั่นดวงดีชะมัดเลยโว้ย!
ซูไป๋ลูบคางด้วยความเคอะเขิน ถึงแม้สิ่งที่ออกมาจากปากต่งเฟิงจะเป็นความจริงทั้งหมด แต่การได้ฟังคนอื่นอวยตัวเองแบบจัดเต็มต่อหน้าคนอีกคน มันก็ทำให้รู้สึกเขินอยู่เหมือนกันนะ
ถึงแม้ว่า... เรื่องพวกนี้จะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็เถอะ
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบงัน เหลือเพียงเสียงกลืนน้ำของต่งเฟิง
ครู่ต่อมา ยัยแว่นก็ดันแว่นตากลับขึ้นมาสวมด้วยความสั่นเทา ก่อนจะเดินโซเซไปที่ริมหน้าต่าง
"งั้นก็แสดงว่า... ตอนนี้ข้างนอกเป็นท้องฟ้าสีครามก้อนเมฆสีขาวไปหมดแล้วงั้นเหรอ"
ตอนที่เธอออกมาจากสถาบันวิจัยเมื่อกี้นี้ จิตใจของเธอจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งค้นพบ
จนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเลยสักนิด รู้สึกแค่ว่าท้องฟ้าวันนี้มันสว่างไสวดีจัง
จนกระทั่งตอนนี้เธอถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าท้องฟ้าด้านนอกกลายเป็นสีฟ้าสดใสราวกับอัญมณีไปแล้ว!
"สวย... สวยจังเลย..."
หยางเจียวเจียวยืนนิ่งงันอยู่หน้าหน้าต่าง เธอสูดอากาศบริสุทธิ์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเบอร์รีเข้าปอดเฮือกใหญ่
ทิวทัศน์ที่งดงามขนาดนี้ ทำไมก่อนหน้านี้เธอถึงไม่ทันสังเกตเห็นกันนะ
ซูไป๋มองดูภาพนั้นแล้วก็หัวเราะเบาๆ
เด็กสาวแสนสวยยืนพิงหน้าต่างและกำลังตื่นตะลึงกับความงดงามของทิวทัศน์ ภาพนี้... แค่มองก็งดงามราวกับภาพวาดแล้ว
และเขาก็เป็นเหมือนคนที่ถือพู่กันวาดภาพนี้ขึ้นมาในความหมายหนึ่ง
ความรู้สึกของการได้สร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามแบบนี้ ความจริงแล้วมันยอดเยี่ยมยิ่งกว่าเสียงร้องอุทานด้วยความทึ่งนับไม่ถ้วนเสียอีก นี่เป็นอีกครั้งที่ทำให้ซูไป๋ตระหนักว่าการมาเยือนของเขาไม่ได้เร่งให้มนุษยชาติต้องสูญพันธุ์แต่อย่างใด
แต่เป็นการแก้ไขโลกที่บิดเบี้ยวใบนี้ให้กลับมาเป็นปกติอต่างหาก!
เหตุการณ์เงียบสงบลงชั่วขณะ ทันใดนั้นประตูห้องทำงานของเจ้าเมืองก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
เฉินจี๋เจียง หรือนักษัตรจอ เดินเข้ามาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด "ขอโทษทีนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังพวกคุณคุยกันหรอก"
"แต่ความจริงแล้วทฤษฎีของคุณผู้หญิงหยางเจียวเจียวเนี่ย ถูกส่งไปถึงเมืองหลวงจิงตูตั้งนานแล้วล่ะ"
"แล้วสมาชิกส่วนใหญ่ของสิบสองนักษัตรก็ยอมรับทฤษฎีนี้ด้วย..."
ตรงนี้เฉินจี๋เจียงแอบโกหกเล็กน้อย
แน่นอนว่าเขาไม่ได้บังเอิญมาได้ยินบทสนทนานี้หรอก ในฐานะสิบสองนักษัตร เขาก็มีหน้าที่ดูแลและสอดส่องดูแลเมืองต่างๆ เช่นกัน
และด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหนือมนุษย์ของนักษัตรจอ ทำให้เขากลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการทำภารกิจนี้
เมืองจวี้เหยียนในฐานะเมืองที่เพิ่งได้รับการ "ปลดแอก" จากแรงกดดันของสัตว์มรณะ ต่งเฟิงย่อมกลายเป็นเป้าหมายหลักที่นักษัตรจอต้องจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่ไม่เกี่ยวกับความรู้สึกส่วนตัวหรอกนะ การที่มนุษยชาติจะดำรงอยู่ต่อไปได้ไม่ได้พึ่งพาความเห็นอกเห็นใจ แต่หลายๆ ครั้ง... มันต้องพึ่งพากฎเกณฑ์ที่ดูไร้ความปรานีต่างหาก!
ซูไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย การปรากฏตัวของนักษัตรจออยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขา ดูเหมือนว่าครั้งหน้าเวลาคุยเรื่องสำคัญคงต้องใช้พลังจิตกั้นเสียงเอาไว้ซะหน่อยแล้ว ถือโอกาสฝึกการควบคุมพลังจิตแบบละเอียดไปด้วยเลย
"อย่ามองผมแบบนั้นสิเถ้าแก่ซูไป๋ พวกเราเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันแล้วนะ ถึงแม้คนที่จะผ่านความเป็นความตายจะเป็นนักษัตรวอกกับนักษัตรระกาก็เถอะ"
นักษัตรจอหัวเราะหึๆ ก่อนจะพูดติดตลกว่า "ความจริงแล้ว ผมพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำไมอสูรกลายพันธุ์ถึงโผล่มาป้วนเปี้ยนแถวนี้"
"แล้วก็ อสูรกลายพันธุ์ที่เพิ่งโผล่มาเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นแหละ"
"อสูรกลายพันธุ์ฝูงใหญ่จะแห่กันมาเป็นคลื่นทะลักเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน... ท่านเจ้าเมืองต่ง ทั้งเมืองจวี้เหยียนและเมืองไห่เฉิงต้องรีบเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าเลยนะ!"
"ข้อเสนอของผมก็คือ... ให้เมืองไห่เฉิงกับเมืองจวี้เหยียนเตรียมอพยพผู้คนฉุกเฉิน ถอยร่นไปตั้งรับด้านหลัง และบีบแนวป้องกันให้แคบลง..."
คำพูดของนักษัตรจอยังไม่ทันจบ ใบหน้าใหญ่โตที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็พุ่งเข้ามาจ่อตรงหน้าเขาแล้ว
เขาถึงขั้นสัมผัสได้ถึงลมหายใจฟึดฟัดของต่งเฟิงเลยทีเดียว!
[จบแล้ว]