- หน้าแรก
- เฝ้าห้องโอสถร้างห้าปี ข้าพลิกขยะเป็นสมบัติจนบรรลุวิถีเซียน
- บทที่ 110 เล่นใหญ่สักตั้ง
บทที่ 110 เล่นใหญ่สักตั้ง
บทที่ 110 เล่นใหญ่สักตั้ง
คำถามที่สวนกลับไปของโจวเสวียนทำเอา จางหลิง ถึงกับอึ้งกิมกี่
มือที่เคยดึงหูของโจวเสวียนคลายออกโดยสัญชาตญาณ
คลื่นความร้อนที่เคยอบอวลอยู่ในร้านเล็กๆ มลายหายไป อากาศกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
จางหลิงจ้องมองโจวเสวียนนิ่ง ใบหน้าที่เคยแดงก่ำด้วยความโกรธบัดนี้ค่อยๆ ซีดเผือดลง แทนที่ด้วยความขาวซีดที่แฝงความรู้สึกสับสนถึงขีดสุด
นั่นสินะ
นางหลอมโอสถมาสิบกว่าปี ฝีมือของตัวเองเป็นอย่างไร นางจะไม่รู้แก่ใจเชียวหรือ?
ตั้งแต่ขั้นรวบรวมลมปราณ ท่านอาจารย์ก็เคยบอกแล้วว่าจิตใจของนางไม่มั่นคง ไม่เหมาะจะเดินบนวิถีแห่งโอสถ
แต่นางไม่เชื่อน้ำยา
ผลลัพธ์ล่ะ?
เวลาสิบปี จากอัจฉริยะสาวผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง กลับกลายเป็น 'เซียนนักระเบิด' ที่ใครต่อใครในสำนักกระบี่วิญญาณต่างพากันขยาดจนหน้าถอดสี
หม้อปรุงยาที่นางทำระเบิดพังพินาศ หากเอามากองรวมกันคงสูงท่วมหัวนางเสียอีก
สมุนไพรที่นางเผาผลาญไป มีมูลค่ามากพอจะส่งเสริมให้ศิษย์สายในธรรมดาคนหนึ่งฝึกฝนไปจนถึงขั้นสร้างรากฐานช่วงปลายได้สบายๆ
ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวที่นางได้รับ คือการบีบให้หอโอสถต้องอัปเกรดข่ายอาคมป้องกันห้องปรุงยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีอะไรเลย
ความจริงเหล่านี้เปรียบเสมือนมีดคมกริบ ที่ในยามปกติพอนางจะถูกสะกิดเข้า นางก็จะรีบซ่อนมันไว้ในส่วนลึกของหัวใจ ไม่กล้าแตะต้อง ไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง
ทว่าตอนนี้ กลับถูกเจ้าหมอที่ชื่อโจวเสวียนคนนี้ขุดขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาจนเลือดโชก และวางแผ่หลาอยู่ตรงหน้า
นางอยากจะโต้แย้ง อยากจะตะโกนด่า อยากจะคว้าหูเจ้าหมอนี่มาบิดเพื่อสั่งสอนอีกสักรอบ
แต่พออ้าปาก ลำคอกลับเหมือนมีก้อนสำลีมาอุดไว้ จนไม่อาจเปล่งคำพูดออกมาได้แม้แต่คำเดียว
เพราะสิ่งที่โจวเสวียนพูด... มันคือความจริง
เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ และไม่มีแรงจะโต้แย้ง
ความน้อยใจมหาศาลและความรู้สึกไร้พละกำลังถาโถมเข้ามา ขอบตาของจางหลิงพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที
นางผลักโจวเสวียนออกอย่างแรง แล้วสะบัดหน้าหนี พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกที่แฝงความดื้อรั้น "ธุระของข้า ข้าเต็มใจ!"
เมื่อเห็นนางในสภาพนี้ โจวเสวียนก็ได้แต่ลูบใบหูที่กำลังร้อนผ่าวของตนเองพลางทอดถอนใจอย่างจนปัญญา
เขารู้ดีว่าเมื่อครู่ตนเองพูดแรงเกินไปหน่อย
แต่ถ้าไม่ใช้ยาแรงรักษาให้ตรงจุด เรื่องในวันนี้คงไม่มีวันจบลงได้
การจะคุยเหตุผลกับยัยแม่มดที่พร้อมจะระเบิดตัวเองได้ทุกเมื่อ ต้องใช้วิธีที่ขวานผ่าซากที่สุดแบบนี้แหละ
"ศิษย์พี่หญิง ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"
โจวเสวียนผ่อนน้ำเสียงลง พยายามเรียบเรียงคำพูดใหม่
"ข้าแค่รู้สึกว่า ท่านอาจจะกำลัง 'เข้าใจผิด' ในเรื่องการหลอมโอสถอยู่"
"ข้าเข้าใจผิดงั้นหรือ?"
จางหลิงหันขวับกลับมา ดวงตาแดงก่ำจ้องเขม็งมาที่เขา
"เจ้าที่เป็นแค่ศิษย์รับใช้รับซื้อของเก่า จะไปรู้เรื่องการหลอมโอสถดีแค่ไหนกัน? ถึงกล้ามาสอนข้า!"
"ข้าไม่รู้เรื่องการหลอมโอสถจริงๆ นั่นแหละ แต่ข้า 'รู้ใจคน'"
โจวเสวียนส่ายหัว ไม่ได้ถูกท่าทางของนางข่มขวัญ แต่กลับถามอย่างสงบนิ่งว่า
"ศิษย์พี่หญิง ท่านเคยเห็นพวกตาแก่ที่นั่งตกปลาอยู่ริมแม่น้ำไหมครับ?"
จางหลิงชะงักไป ตามความหมายของเขาไม่ทัน "ตกปลา? ตกปลาอะไรของเจ้า?"
"ก็พวกคนที่นั่งอยู่ริมน้ำทั้งวัน ถือคันเบ็ดอันหนึ่ง นั่งแช่อยู่อย่างนั้นได้เป็นวันๆ ไงครับ"
โจวเสวียนอธิบาย
"ไม่ว่าจะลมพัดหรือฝนตก พวกเขาก็ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง หลายครั้งที่ทั้งวันผ่านไป พวกเขาไม่ได้ปลาแม้แต่ตัวเดียว และต้องหิ้วถังเปล่ากลับบ้าน"
"แล้วมันอย่างไร?" จางหลิงยังคงไม่เข้าใจ
"ดังนั้น ท่านคิดว่าพวกเขาไปตกปลาเพื่อที่จะ 'กินปลา' จริงๆ หรือครับ?"
โจวเสวียนจ้องมองนางพลางเน้นทีละคำ
"สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้ คือ 'กระบวนการ' ต่างหาก ความสงบนิ่งริมสายน้ำ ความคาดหวังยามรอปลาติดเบ็ด ท่วงท่าการสะบัดคันเบ็ด"
"ส่วนสุดท้ายจะได้ปลาหรือไม่ มันสำคัญหรือ? ไม่สำคัญเลยสักนิด"
โจวเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาคมปราบขึ้น "ศิษย์พี่หญิง ตอนนี้ท่านก็คือ 'นักตกปลา' คนนั้นแหละ"
"สิ่งที่ท่านเสพติด ไม่ใช่ความปิติยามที่โอสถสำเร็จออกมาจากหม้อ แต่คือกระบวนการในการควบคุมเปลวเพลิงและการหลอมรวมตัวยาต่างหาก ใช่หรือไม่?"
จางหลิงถึงกับนิ่งค้างไปอย่างสมบูรณ์
สมองของนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เสพติดกระบวนการงั้นหรือ?
เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ?
นางลองทบทวนดูอย่างละเอียด ทุกครั้งที่นางหลอมโอสถ ช่วงเวลาที่นางรู้สึกสงบและจดจ่อที่สุด ไม่ใช่ตอนเปิดหม้อเอาโอสถออกมา
แต่เป็นตอนที่นั่งอยู่หน้าเตาหลอม ใช้จิตหยั่งรู้ควบคุมอุณหภูมิของเปลวเพลิงอย่างระมัดระวัง สัมผัสถึงสมุนไพรแต่ละต้นที่หลอมละลาย แยกแยะ และประกอบตัวขึ้นใหม่ภายในหม้อ
กระบวนการนั้นทำให้นางลืมสิ้นทุกความกลัดกลุ้ม ทั่วทั้งโลกเหลือเพียงนางและหม้อปรุงยาใบนั้น
ส่วนผลลัพธ์... ดูเหมือนมันจะไม่สำคัญขนาดนั้นจริงๆ
ไม่อย่างนั้น หลังจากที่ล้มเหลวมาสิบกว่าปี ทำไมถึงนางยังดื้อรั้นทำต่อมาได้จนถึงทุกวันนี้?
"ข้า..."
จางหลิงอ้าปากค้าง แววตาดูมึนงง พลางอึกอักตอบว่า
"เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ?"
"นั่นไงล่ะครับ!"
โจวเสวียนตบเข่าฉาด รู้ว่าตนเองพูดจี้ใจดำเข้าให้แล้ว
"ดังนั้น หม้อจะระเบิดหรือไม่ โอสถจะสำเร็จหรือไม่ สำหรับท่านแล้วมันต่างกันตรงไหน? ท่านได้เสพติดกระบวนการนั้นไปแล้ว นั่นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ"
"และตอนนี้ กระบวนการนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ท่านมีความสุข แต่มันยังสามารถสร้าง 'อุปกรณ์วิญญาณ' อานุภาพร้ายแรงออกมาได้ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไม่ใช่หรือครับ?"
แม้จางหลิงจะยังรู้สึกว่าตรรกะเพี้ยนๆ ของโจวเสวียนมันดูแปลกๆ อยู่บ้าง แต่พอโดนเขาหว่านล้อมไปยกใหญ่ ไฟโทสะในใจก็มลายหายไปจริงๆ
นางพยักหน้าอย่างกึ่งรับกึ่งสู้ ถือว่ายอมรับคำอธิบายนี้ไปแบบงงๆ
โจวเสวียนแอบกลอกตาอยู่ในใจ
การสื่อสารกับพวกศิลปินที่ติสต์แตกนี่มันเหนื่อยจริงๆ
"เอาเถอะๆ เลิกพูดเรื่องนี้เสียที"
จางหลิงโบกมือปัดไป ในที่สุดก็ปล่อยวางเรื่องนี้ลงได้ แล้วนึกถึงจุดประสงค์หลักที่มาในวันนี้
"แล้วสมุนไพรที่ข้าจะซื้อล่ะ? รีบหาให้ข้าหน่อย ข้าต้องไปซื้อส่วนที่เหลือที่ตลาดอวิ๋นไหลต่ออีก"
โจวเสวียนจึงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบเรียกโจวเหยี่ยมาช่วยกันรื้อหาในกองขยะทันที
อย่างไรเสียที่นี่ก็คือจุดรับซื้อของเก่า ของที่ได้รับมาจึงมีหลากหลายปนเปกันไปหมด การจะหาให้ครบตามตำราโอสถสักชุดนั้นมันยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา
รื้อหากันอยู่นาน ก็พบสมุนไพรที่จางหลิงต้องการเพียงสามสี่ชนิดเท่านั้น แถมอายุและสภาพก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ
"มีแค่นี้เองหรือ?"
จางหลิงมองดูสมุนไพรเหี่ยวๆ สองสามต้นนั้นพลางเบ้ปากอย่างรังเกียจ
"ศิษย์พี่หญิง ที่นี่คือร้านรับซื้อของเก่า ไม่ใช่หอสรรพสิ่งนะครับ"
โจวเสวียนผายมืออกอย่างจนใจ
"หาได้เท่านี้ก็นับว่าดวงดีมากแล้ว ส่วนที่เหลือท่านคงต้องไปที่ตลาดอวิ๋นไหลแล้วล่ะครับ"
"เหอะ รู้แล้วน่า"
จางหลิงไม่ได้ตอแยต่อ นางเก็บสมุนไพรเหล่านั้นเข้าถุงเก็บสมบัติ จ่ายหินวิญญาณแล้วเตรียมตัวจะจากไป
พอเดินถึงหน้าประตู นางเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงชะงักฝีเท้า หันมาบอกโจวเสวียนว่า "จริงด้วย ข้าจะเตือนเจ้าไว้อย่างหนึ่ง ช่วงนี้เตรียมหินวิญญาณไว้เยอะๆ หน่อยล่ะ เตรียมตัวรับของได้เลย"
"หืม?" โจวเสวียนไม่เข้าใจ
"ข้าได้ยินท่านพ่อบอกว่า ศิษย์กลุ่มแรกที่สำนักส่งออกไปกำจัด 'แดนปนเปื้อนมาร' กำลังจะกลับมาในวันสองวันนี้แล้ว"
จางหลิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
"สัตว์อสูรในพื้นที่เหล่านั้นถูกไอมารกัดเซาะ ของที่ติดตัวพวกมันมาเกือบทั้งหมดก็คงเป็นขยะที่ปนเปื้อนมารทั้งนั้น"
"สำหรับคนอื่นมันคือขยะพิษ แต่สำหรับคนรับซื้อของเก่าอย่างเจ้าน่าจะทำกำไรได้ไม่น้อยเลยล่ะ"
พูดจบ นางก็ไม่รอให้โจวเสวียนได้ถามต่อ ร่างพลันวูบไหวกลายเป็นแสงอัคคีพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไป
โจวเสวียนยืนอึ้งอยู่ที่เดิมนานถึงสามวินาทีเต็ม
แดนปนเปื้อนมาร?
สัตว์อสูรที่ถูกไอมารกัดเซาะ?
ในสมองของเขาพลันมีภาพเหตุการณ์หนึ่งแวบขึ้นมา... ภาพของจ้าวเจิน ศิษย์สายในที่เคยมาหาเขาเพื่อแลกเปลี่ยนหนังสือหมั้นหมายทองแดง!
และแกนอสูรที่จ้าวเจินเคยมอบให้เขาเป็นค่าตอบแทน... แกนอสูรที่มีไอมารสีดำพันรอบอยู่จางๆ!
หัวใจของโจวเสวียนเต้นรัวอย่างรุนแรง!
เขาจำได้แม่นยำว่า แกนอสูรระดับหนึ่งชิ้นนั้น ในสายตาคนอื่นมันคือขยะพิษที่ไร้ค่าและอาจกัดเซาะพลังวิญญาณของตัวเอง
แต่ในระบบของเขา มันกลับสามารถเปลี่ยนเป็นแต้มแปลงสมบัติได้มากกว่าแกนอสูรปกติถึงสิบเท่า!
ในขณะที่แกนอสูรระดับหนึ่งปกติตามท้องตลาดมีมูลค่าเพียงหนึ่งหินวิญญาณระดับล่าง!
พวกแกนอสูรปนเปื้อนมารเหล่านั้น ในสายตาของศิษย์คนอื่นๆ มันคือเผือกร้อน คือขยะที่ทุกคนต่างพากันเบือนหน้าหนี!
อย่าว่าแต่จะขายเอาหินวิญญาณเลย เกรงว่าต่อให้ต้องยอมจ่ายเงินจ้างคนมาจัดการทิ้ง ก็ยังไม่มีใครอยากจะได้!
รวยแล้ว!
นี่คือโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ระดับฟ้าประทาน!
ลมหายใจของโจวเสวียนเริ่มถี่กระชั้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ธุรกิจที่ผ่านมาของเขา ไม่ว่าจะเป็นการขายยันต์หรือการรับซื้อของเก่า ล้วนแต่เป็นเงินค่าเหนื่อย เป็นเงินเพียงเล็กน้อย
กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ก็มีแต่ศิษย์สายนอกและศิษย์รับใช้
คนพวกนี้จะมีเงินให้ขูดรีดสักเท่าไหร่กัน?
ต่อให้รีดจนแห้งเหี่ยว ก็หาเงินออกมาได้ไม่กี่แดง
คนกลุ่มที่ร่ำรวยจริงๆ ในสำนัก คือบรรดาศิษย์สายในต่างหาก!
คือยอดฝีมือระดับหัวกะทิที่สามารถรับภารกิจสำนัก ออกไปฝึกฝนภายนอก และล่าสังหารอสูรได้!
พวกเขานั่นแหละคือ 'ลูกค้าเกรดเอ' ตัวจริง!
ก่อนหน้านี้เขาไม่มีช่องทาง และหาความต้องการที่เหมาะสมเพื่อแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้
แต่ตอนนี้ โอกาสมาถึงแล้ว!
ข้อมูลที่จางหลิงหลุดปากออกมาโดยบังเอิญนี้ เปรียบเสมือนแผนที่ขุมทรัพย์ทองคำชัดๆ!
ศิษย์สายในกลุ่มใหญ่ที่กลับมาจากแดนปนเปื้อนมาร บนตัวพวกเขาต้องพกพาอุปกรณ์วิญญาณ วัตถุดิบ และแกนอสูรที่ถูกไอมารกัดเซาะกลับมาเป็นจำนวนมากแน่นอน!
ของพวกนั้น สำหรับพวกเขาคือขยะที่อยากจะโยนทิ้งให้พ้นตัวที่สุด แต่สำหรับเขา... มันคือสมบัติที่ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด!
มันคือแต้มแปลงสมบัติมหาศาลที่กำลังรอเขาอยู่!
"โจวเหยี่ย!"
โจวเสวียนหันขวับกลับมา แววตาเป็นประกายจนน่าขนลุก
"ครับ... อยู่ครับพี่เสวียน"
โจวเหยี่ยถูกท่าทางของเขาทำเอาสะดุ้งโหยง
"ปิดร้าน!"
น้ำเสียงของโจวเสวียนแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวและความตื่นเต้นที่ไม่อาจปิดกั้น
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ช่วงเวลาของการทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเรา... จบลงแล้ว!"
เขามองจ้องไปยังทิศทางของยอดเขาหลักของสายในด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยแผนการ มุมปากยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
"ต่อไป... พวกเราจะ 'เล่นใหญ่' กันสักตั้ง!"
(จบบท)