- หน้าแรก
- ระบบวาจาเป็นกฏ ข้าครองสวรรค์และหมื่นโลก
- บทที่ 22.งานใช้แรงแบบนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ!
บทที่ 22.งานใช้แรงแบบนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ!
บทที่ 22.งานใช้แรงแบบนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ!
“โอ้?”
ได้ยินคำพูดของฟางเฉิน ซูเหยียนก็แกล้งชายตามองหลิงจืออย่างไม่ตั้งใจ
เอ๊ะ? สายตานั้นดูเหมือนจะแตกต่างจากก่อนหน้านี้เล็กน้อยจริงๆ
สายตาแบบนั้นคือความรู้สึกติดค้างบุญคุณหรือความสงสาร?
หรือจะคล้ายกับสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก?
สตรีผู้นี้หรือว่าจะตกหลุมรักข้าเข้าแล้ว?
“เจ้าเฒ่าปกติเจ้าคงหลอกเอาความสงสารจากเด็กสาวมาไม่น้อยสินะ?”
“เจ้าเด็กคนนี้ข้าช่วยเจ้าด้วยความหวังดีเจ้ายังจะมาแวงกัดข้าอีก”
“ช่างเถอะอย่างน้อยก็ยังมีผลอยู่บ้างครั้งนี้ข้าจะยังไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้า”
ซูเหยียนกล่าวจบก็ไม่ได้สนใจฟางเฉินอีกรีบใช้เวลาจัดการบาดแผลบนร่างกาย
ดังนั้นต่อมา ซูเหยียนใช้เวลาสองวันในการพักฟื้นบาดแผลบนร่างกายก็ฟื้นฟูไปได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว
และหลังจากใช้เวลาสองวันอยู่ร่วมกันบวกกับเหตุการณ์ที่ซูเหยียนเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ถือว่าดีขึ้นเล็กน้อย
แต่ในเวลาเดียวกันสองวันนั้นก็ทำให้บาดแผลภายในร่างของหลิงจือฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์แม้กระทั่งพลังปราณก็ฟื้นกลับมาเจ็ดถึงแปดส่วน
เมื่อพลังกลับคืนนั่นก็หมายความว่าทั้งสองก็ควรจะแยกจากกันแล้ว
“ฟางเหยียนไม่สู้เจ้าตามข้าไปเถอะข้ารับรองว่าจะฝึกฝนเจ้าให้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งแน่นอน”
ต่อคำพูดที่อ่อนโยนของหลิงจือ ซูเหยียนกลับส่ายศีรษะเขากล่าวว่าตนเองมีสำนักอยู่แล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเข้าสังกัดผู้อื่น
ยิ่งไปกว่านั้นเขาเองก็ไม่ต้องการกลายเป็นความสัมพันธ์แบบศิษย์อาจารย์กับหลิงจือ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้า…จะไปแล้ว!”
หลิงจือรู้ดีว่าการจากไปครั้งนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก
ท้ายที่สุดแล้วฐานะและพลังของทั้งสองต่างกันมากเกินไป
“รักษาตัวด้วย”
มองซูเหยียนด้วยสายตาเปี่ยมความรู้สึกเป็นครั้งสุดท้ายในที่สุดหลิงจือก็หันหลังอย่างไม่อาจตัดใจเตรียมจะจากไป
แต่ในขณะนั้นเองบนร่างของหลิงจือพลันเกิดคลื่นพลังลึกลัยสายหนึ่งขึ้นมาในชั่วพริบตาร่างทั้งร่างเปล่งแสงสว่างไสวส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำ
“นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ภายในร่างของข้าเหตุใดจึงมีพลังลึกลับสายหนึ่งราวกับจะระเบิดร่างกายของข้า…”
“ผู้อาวุโสฟางนี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ฤทธิ์ยา? ฤทธิ์ยาที่เข้มข้นเช่นนี้หรือว่าโอสถระดับเซียนเหล่านั้นเริ่มออกฤทธิ์แล้ว?”
“อะไรนะ? ผ่านไปตั้งหลายวันแล้วฤทธิ์ยาถึงเพิ่งเริ่มออกฤทธิ์แล้วก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้บอกว่าไม่มีปัญหาหรือ?”
“เมื่อกินโอสถจำนวนมากในคราวเดียวฤทธิ์ยาอาจตีกันเองจึงอาจไม่ออกฤทธิ์พร้อมกันและเมื่อส่วนหนึ่งของฤทธิ์ยาถูกดูดซึมหมดแล้วฤทธิ์ยาที่เหลือไม่ตีกันอีกก็จะออกฤทธิ์พร้อมกัน”
แม้คำอธิบายจะฟังดูฝืนอยู่บ้างแต่สิ่งที่ฟางเฉินคิดได้ก็มีเพียงคำอธิบายนี้
“แล้วควรทำอย่างไร?”
“หากเจ้าต้องการช่วยนางเจ้าสามารถถ่ายโอนฤทธิ์ยาในร่างของนางมายังร่างของเจ้าแต่เช่นนั้นร่างกายของเจ้าก็จะไม่สามารถรับไหวเช่นกันและมีความเสี่ยงที่จะระเบิดร่างตาย”
“ผู้อาวุโสฟางในฐานะปรมาจารย์นักหลอมโอสถระดับแปดในจุดสูงสุดท่านน่าจะมีวิธีที่ปลอดภัยกว่านี้ใช่หรือไม่?”
ซูเหยียนกลืนน้ำลายแม้เขาจะไม่อยากให้หลิงจือตายเช่นนี้แต่จะให้ตายแทนผู้อื่นเขาก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นนั้น
“ย่อมมีเพียงแต่กระบวนการอาจจะ…หึหึ…”
ฟางเฉินหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์จากนั้นกระแอมไอหนึ่งครั้งแล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“กล่าวโดยง่ายก็คือใช้วิธีปรับสมดุลหยินหยางถ่ายโอนฤทธิ์ยาส่วนเล็กมายังร่างของเจ้าและทำให้ฤทธิ์ยาส่วนใหญ่เจือจางออกไป”
“วิธีนี้ฟังดูใช้ได้!”
ซูเหยียนแสดงท่าทีว่าข้าทำเพื่อช่วยคนไม่ได้คิดอะไรอื่นแน่นอน
“หลิงจือพลังภายในร่างของเจ้าเป็นโอสถที่ข้าให้เจ้ากินตอนช่วยเจ้าอาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาตีกันจึงทำให้พลังมหาศาลนี้เพิ่งเริ่มออกฤทธิ์ในตอนนี้”
“แต่เจ้าไม่ต้องกังวลข้ามีวิธีช่วยเจ้ากระจายฤทธิ์ยาออกไปเพียงแต่ต้องการความร่วมมือจากเจ้า”
จากนั้นซูเหยียนก็อธิบายวิธีปรับสมดุลหยินหยางอย่างคร่าวๆให้หลิงจือฟังเมื่ออีกฝ่ายได้ยินก็โกรธขึ้นมาทันที
“นี่มันวิธีอะไรกัน? หรือว่าเจ้าคิดจะฉวยโอกาส?”
“ข้าขอสาบานต่อฟ้าดินข้าเพียงต้องการช่วยเจ้าเท่านั้นโอสถที่ข้าให้เจ้ากินคือโอสถระดับเซียนระดับพลังเช่นนี้วิธีปกติไม่อาจแยกมันออกได้”
“อะไรนะ? โอสถระดับเซียน? ฟางเหยียนเจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบหรือไรถึงจะหลอกได้ง่ายเช่นนี้ข้าช่างมองเจ้าผิดไปจริงๆ!”
ในขณะนี้หลิงจือผิดหวังในตัวซูเหยียนอย่างถึงที่สุดจะหาเหตุผลทั้งทีก็หาที่น่าเชื่อถือกว่านี้หน่อยสิโอสถระดับเซียนพูดออกมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้?
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูเหยียนก็จนปัญญาทำได้เพียงหยิบโอสถระดับเซียนขวดหนึ่งออกมาเทลงตรงหน้าหลิงจือ
“เป็นโอสถระดับเซียนหรือไม่เจ้าดูเองก็รู้”
“นี่…หรือว่านี่จะเป็นโอสถระดับเซียนจริงๆ?”
แม้หลิงจือจะไม่เคยเห็นโอสถระดับเซียนแต่โอสถไม่กี่เม็ดตรงหน้าไม่ว่าจะเป็นสีสัน รูปลักษณ์ กลิ่นยา หรือฤทธิ์ยาล้วนเหนือกว่าโอสถระดับเจ็ดขั้นสูงสุดที่นางเคยเห็น
เจ้าหมอนี่ถึงกับนำโอสถระดับเซียนออกมาจริงๆแถมยังเอาออกมาทีเดียวมากมายเช่นนี้?
บ้านเจ้าขายโอสถเซียนหรืออย่างไร!
“ไม่มี…ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?”
เมื่อยืนยันว่าซูเหยียนไม่ได้โกหกหลิงจือก็เริ่มลังเลขึ้นมาเสียงแผ่วเบาราวกับยุงใบหูก็แดงร้อนขึ้นมา
ต่อเรื่องนี้ซูเหยียนส่ายศีรษะนอกจากวิธีนี้แล้วเขาก็คิดไม่ออกจริงๆ
บางทีให้ท่านอาจารย์ลงมืออาจแก้ได้แต่เรื่องเล็กน้อยที่เพียงออกแรงเล็กน้อยก็จัดการได้จะไปให้ท่านอาจารย์ลงมือทำไม?
งานใช้แรงแบบนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ!
“ถ้าเช่นนั้น…ตกลงกันแล้วเรื่องนี้เจ้าห้ามเปิดเผยออกไปเด็ดขาดมิฉะนั้น…”
“วางใจเรื่องนี้ ฟ้ารู้ดินรู้ เจ้ารู้ข้ารู้ จะไม่มีบุคคลที่สามรู้โดยเด็ดขาด”
ต่อเรื่องนี้ฟางเฉินกล่าวในใจ: ข้าไม่ใช่คนหรือเจ้าบอกข้ามาสิว่าข้าถือเป็นคนหรือไม่?
ดังนั้นภายใต้การยินยอมของหลิงจือ ซูเหยียนจึงเริ่มการถ่ายโอนฤทธิ์ยา
พริบตาเดียวเวลาสามวันก็ผ่านไป
ภายใต้ความพยายามไม่หยุดหย่อนตลอดสามวันสามคืนฤทธิ์ยาส่วนใหญ่ในร่างของหลิงจือในที่สุดก็ถูกแยกออกไป
ส่วนหนึ่งถูกนางดูดซึมหลอมรวมอีกส่วนหนึ่งถูกซูเหยียนดูดซึมหลอมรวม
“หลิงจือเจ้าจะไปแล้วหรือ?”
เมื่อซูเหยียนตื่นขึ้นหลิงจือก็ฟื้นตัวสมบูรณ์แล้วและกำลังเดินไปทางปากถ้ำเตรียมจะจากไป
เมื่อได้ยินเสียงของซูเหยียนหัวใจของหลิงจือก็สั่นสะท้าน บุรุษผู้นี้ที่ทำให้นางทั้งรักทั้งชังจะต้องครองตำแหน่งที่ไม่อาจแทนที่ได้ในใจของนาง
“ฟางเหยียนข้างกายเจ้าเล่มนั้นคืออาวุธวิเศษที่ติดตามข้ามาหลายปีกระบี่อวิ๋นเฟิงบัดนี้ข้ามอบมันให้เจ้าหวังว่าในภายหน้ามันจะสามารถช่วยเจ้าได้”
“หลิงจือข้าก็มีของจะมอบให้เจ้า”
กล่าวจบซูเหยียนก็ขว้างแหวนมิติวงหนึ่งออกไป
“ข้ารู้ว่าการเดินทางครั้งนี้ของเจ้าเป็นเพราะผลึกเมฆาม่วงแต่ถึงจะไม่มีผลึกเมฆาม่วงสิ่งของในแหวนนี้ก็น่าจะเพียงพอต่อความต้องการของเจ้า”
“ขอบคุณ รักษาตัวด้วย”
หลังรับแหวนหลิงจือมองซูเหยียนเป็นครั้งสุดท้ายอย่างอาลัยอาวรณ์สุดท้ายก็ตัดใจน้ำตาคลอเบ้าหันหลังจากไป
มองส่งหลิงจือจากไปซูเหยียนรู้สึกว่างเปล่าในใจราวกับสูญเสียบางสิ่งไป
หลิงจือรอข้าก่อนเถอะเมื่อวันที่ข้ามีพลังแข็งแกร่งข้าจะต้องแต่งงานกับเจ้าอย่างสมเกียรติแน่นอน!