- หน้าแรก
- ปรมาจารย์เร้นลับ เนตรชำระความตาย
- บทที่ 130 - ฤดูใบไม้ผลิผลิกิ่งก้าน
บทที่ 130 - ฤดูใบไม้ผลิผลิกิ่งก้าน
บทที่ 130 - ฤดูใบไม้ผลิผลิกิ่งก้าน
บทที่ 130 - ฤดูใบไม้ผลิผลิกิ่งก้าน
ในที่สุด หลี่ซิวหย่วนก็เพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ
เขานั่งยองๆ ลง ไม่ได้เก็บเมล็ดถั่วแดงเหล่านั้นขึ้นมา เพียงแค่คลำหากระเบื้องที่นูนขึ้นมาตรงข้างประตู
เขางัดห่อกระดาษทาน้ำมันหนาๆ ห่อหนึ่งออกมา พอแกะกระดาษออก ด้านในคือกุญแจทองเหลืองดอกหนึ่ง ถึงจะดูเก่าไปบ้าง แต่เพราะห่อมาอย่างดี จึงไม่มีสนิมเกาะเลยสักนิด
เขาถือหุญแจ เสียบเข้าแม่กุญแจ ได้ยินเสียง "แกร๊ก" เบาๆ ประตูบ้านที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนานก็ถูกผลักเปิดออก
กลิ่นอับที่ผสมผสานระหว่างฝุ่นละออง ไม้ผุ และกลิ่นเหม็นอับจางๆ ลอยมาปะทะจมูก
ลู่หลีเดินตามเข้าไป
การตกแต่งภายในบ้านดูเรียบง่ายและว่างเปล่า
มีโต๊ะเก้าอี้ไม้แบบโบราณที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนาเตอะ ตู้กับข้าวที่ว่างเปล่า มุมห้องมีอุปกรณ์ทำฟาร์มที่ฝุ่นเขรอะกองอยู่
ข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่รกเกะกะเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเจ้าของบ้านแค่จากไปชั่วคราว และพร้อมจะกลับมาทำความสะอาดได้ทุกเมื่อ
ฮุ่ยเหนิงเดินไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นที่เกาะหนาบนที่นั่งออกอย่างแรง แล้วหันมาทำท่า "เชิญ" ให้ลู่หลี "นั่งสิ ที่นี่คับแคบไปหน่อย ทนเอาหน่อยนะ"
ลู่หลีพยักหน้า หุบร่มสีดำ แล้วนั่งลงตามคำเชิญ
"นักพรต" หลี่ซิวหย่วนไม่ได้นั่งลง เพียงแต่ยืนอยู่กลางห้อง กวาดสายตามองไปรอบๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา น้ำเสียงกลับมาสงบตามเดิม "คุณอยากจะตามหาคนที่ถูกแมลงกู่ดูดโชคลาภไปในเมืองชิงสือแห่งนี้ใช่ไหม? อาตมา... ฉันยังมีธุระทางโลกที่ต้องจัดการที่นี่ คงต้องอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน หลังจากนั้น ก็คงต้องเปลี่ยนเส้นทางบำเพ็ญทุกรกิริยาไปทางอื่นแล้ว เกรงว่า... คงร่วมทางกับคุณต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ"
เขามองลู่หลี แววตาแฝงความหมายของการบอกลา
ลู่หลีไม่ได้แปลกใจอะไรกับเรื่องนี้
พวกเขาสองคนเดิมทีก็เป็นผู้โดดเดี่ยวอยู่แล้ว แค่โชคชะตานำพาให้มาร่วมทางกันชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ลู่หลีพยักหน้า "ฉันเดินหาเองในเมืองก็แล้วกัน มีวาสนาก็คงได้พบ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมอย่างจนใจว่า "แค่ไออัปมงคลบนตัวเนี่ยแหละ พอไม่มีแสงพุทธบารมีของนายคอยกดทับไว้แล้ว คงต้องยุ่งยากขึ้นอีกเยอะเลย..."
หลี่ซิวหย่วนเมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มล้อเลียน "คนดีย่อมมีผีสางเทวดาคุ้มครอง ท่านนักพรตลู่มีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล ยังจะกลัวไออัปมงคลแค่นี้มาเกาะติดอีกเหรอ?"
ลู่หลีถอนหายใจด้วยใบหน้าเรียบเฉย "ฉันน่ะไม่กลัวมันทำร้ายฉันหรอก ฉันกลัวมันจะไปเดือดร้อนคนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต่างหากล่ะ..."
เขาชี้ไปที่ดวงตาสีเทาของตัวเอง "นายมองไม่เห็น แต่ฉันมองเห็น ฉันรู้สึกว่าสภาพฉันตอนนี้ แค่ขึ้นรถเมล์ก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนซ้อนคันได้แล้ว แค่เดินถนนก็อาจจะมีกระถางต้นไม้ตกใส่หัว นี่มันตัวซวยเคลื่อนที่ชัดๆ"
หลี่ซิวหย่วนถูกคำพูดตรงไปตรงมาที่แฝงการเย้ยหยันตัวเองของเขาทำเอาสะอึกไป อ้าปากค้าง สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจและสวดมนต์เบาๆ "อมิตาภพุทธ..."
เขาเปลี่ยนเรื่องคุย "กินข้าวก่อนเถอะ ท่านนักพรตลู่ ยังอยากกินข้าวสวยอยู่ไหม? เดี๋ยวผมไปทำมาให้"
เขาชี้ไปที่เตาไฟที่ฝุ่นจับเขรอะตรงมุมห้อง เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะก่อไฟ
ลู่หลี "จิ๊" ปากแล้วพยักหน้า ยังไงก็ตามหลวงจีนนี่มาบำเพ็ญทุกรกิริยาตั้งนานแล้ว ขาดข้าวสวยไปสักมื้อครึ่งมื้อก็คงไม่เป็นไร...
ตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่ค่อนข้างเร่งรีบก็ดังมาจากไกลๆ แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วที่เปิดอ้าอยู่
"ซิวหย่วน? ซิวหย่วนกลับมาแล้วเหรอ?" เสียงผู้หญิงวัยกลางคนดังขึ้นพร้อมความประหลาดใจ
ลู่หลีและหลี่ซิวหย่วนหันไปมองที่ประตูพร้อมกัน
เห็นคนสามคนยืนอยู่หน้าประตูรั้ว เป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่ดูอายุราวห้าสิบกว่าปี แต่งตัวเรียบง่ายสะอาดสะอ้าน และมีเด็กสาววัยรุ่นอายุยี่สิบต้นๆ มัดผมหางม้าสูง หน้าตาสะอาดสะอ้านอีกคนหนึ่ง
ทั้งสามคนกางร่มมา เห็นได้ชัดว่ารีบตากฝนมา บนตัวยังมีละอองน้ำเกาะอยู่ แต่บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความดีใจอย่างไม่ปิดบัง กำลังมองมาที่ฮุ่ยเหนิงที่อยู่ข้างใน
"ซิวหย่วน!" ชายวัยกลางคนตะโกนเรียก เสียงดังกังวาน
ฮุ่ยเหนิงเห็นพวกเขา รอยยิ้มล้อเลียนบนใบหน้าก็หายวับไปในทันที แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงอย่างหาที่สุดไม่ได้ แฝงไปด้วยความอบอุ่นใกล้เคียงกับคำว่า "ครอบครัว" แบบที่ลู่หลีไม่เคยเห็นจากแววตาของเขามาก่อน
เขาถอดหมวกไม้ไผ่ออก เผยให้เห็นศีรษะล้านเลี่ยนมันวับ หันไปหาทั้งสามคนที่ประตู แล้วส่งยิ้มที่ผ่อนคลายและบริสุทธิ์ที่สุดออกมา
"ครับ ผมกลับมาแล้ว"
จิตวิญญาณแห่งความอยากรู้อยากเห็นของลู่หลีลุกโชนขึ้นมาทันที!
ดวงตาสีเทาของเขาล็อกเป้าหมายไปที่เด็กสาววัยรุ่นที่น่าสงสัยที่สุดเป็นอันดับแรก
เขากวาดสายตามองสลับไปมาระหว่างใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเยาว์วัยของเธอ กับภาพลักษณ์ที่สวมจีวรและเดินเท้าเปล่าของหลี่ซิวหย่วนอย่างรวดเร็ว พยายามจับประกาย "ความรัก" หรือบรรยากาศแปลกๆ ของ "เพื่อนสมัยเด็กที่กลับมาพบกันอีกครั้ง" แม้เพียงเล็กน้อย
ทว่า... กลับไม่มีอะไรเลย
สายตาที่เด็กสาวมองหลี่ซิวหย่วน มีเพียงความสนิทสนมและความดีใจที่บริสุทธิ์และไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ ไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดลึกซึ้งแบบที่ลู่หลีจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับเธอกำลังมองผู้ใหญ่ที่เคารพรักและไว้ใจมากๆ คนหนึ่งเท่านั้น
ไม่มีความขวยเขิน ไม่มีการหลบสายตา และยิ่งไม่มีความรู้สึกฉันชู้สาวเลยสักนิด
ส่วนสายตาที่หลี่ซิวหย่วนมองเธอ ก็เป็นสายตาของผู้ใหญ่ที่มองลูกหลานด้วยความเอ็นดูอย่างแท้จริง
แววตาของลู่หลีฉายแววตกตะลึงและงุนงง
หรือว่า... ตัวเองจะเดาผิดทาง?
เห็นคู่รักเป็นตายร่วมกันในสวนสาธารณะแล้วหวั่นไหว ได้ยินเรื่องราว "ชนะใจ" ของชายชราที่ขุดหลุมศพบนภูเขาแล้วหวั่นไหว แถมหลวงจีนนี่ยังแพ้ถั่วแดงอีก...
เบาะแสทุกอย่างชี้ไปที่เรื่องราวความรักชัดๆ
แต่ภาพตรงหน้านี้... เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่ตัวเอกแน่ๆ!
หรือว่า... "ม่าน..." คนนั้น จะเป็นคนอื่น?
หรือว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบที่เขาคิดไว้เลย?
รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของหลี่ซิวหย่วนยังไม่จางหาย เขาหันไปทางทั้งสามคน แล้วแนะนำด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติว่า "คุณลุงลู่เฉิงผิง คุณป้าเล่อหลาน นี่คือชิงชิง"
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ลู่หลีที่ยืนทำหน้า "ผู้บรรลุธรรม" อย่างเฉยเมยอยู่ข้างๆ "นี่คือเพื่อนที่ผมบังเอิญเจอระหว่างทาง ลู่หลี ท่านนักพรตลู่"
ลู่หลีพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาสีเทากวาดมองทั้งสามคน น้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น "สวัสดีครับ"
ไม่เปิดเผยความอยากรู้อยากเห็นในใจออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
"สวัสดีครับท่านนักพรตลู่!" ลู่เฉิงผิง ชายวัยกลางคนรีบประสานมือคารวะ รอยยิ้มแฝงไปด้วยความเคารพยำเกรงต่อสถานะ "นักพรต"
เล่อหลาน ผู้เป็นภรรยาก็ยิ้มพยักหน้าอย่างนอบน้อม "สวัสดีค่ะท่านนักพรตลู่"
ส่วนลู่ชิงชิง เด็กสาววัยรุ่นกลับมองลู่หลีด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะร่มสีดำในมือและดาบไม้ไผ่หักที่เอว ดวงตาของเธอเปล่งประกายความสนใจอย่างไม่ปิดบัง
ลู่หลีมองท่าทีที่ครอบครัวนี้มีต่อเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจบนโลกใบนี้ แต่พอมีหลี่ซิวหย่วนที่เป็นพระผู้บรรลุธรรมอยู่ด้วย การที่พวกเขาจะรู้เรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
"ตายจริง ซิวหย่วน ดูสภาพพวกเธอสิ เดินทางมาเหนื่อยๆ แบบนี้ คงยังไม่ได้กินอะไรมาเลยใช่ไหมล่ะ?" สายตาของเล่อหลานมองไล่ตั้งแต่เท้าเปล่าที่เปื้อนโคลนและจีวรของหลี่ซิวหย่วน ไปจนถึงชุดนักพรตที่ดูเก่าขาดแต่กลับดูสะอาดสะอ้านของลู่หลี
เธอตัดสินใจอย่างกระตือรือร้น "ไปๆๆ! อย่ามานั่งแห้งอยู่ตรงนี้เลย! ไปกินข้าวบ้านป้า ป้าเพิ่งตุ๋นซุปกระดูกหมูเสร็จ แล้วก็นึ่งเนื้อหมาล่าไว้ด้วย!"
"ใช่ๆๆ!" ลู่เฉิงผิงรีบสนับสนุน ไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้าแขนหลี่ซิวหย่วนไว้แน่น
หลี่ซิวหย่วนยิ้มเจื่อนๆ "ลุงเฉิงผิง ป้าหลาน ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ผมยังอยู่ในช่วงบำเพ็ญทุกรกิริยา นี่มัน..."
"บำเพ็ญทงบำเพ็ญทุกรกิริยาอะไรกัน!" ลู่เฉิงผิงถลึงตาใส่ "กลับมากินข้าวบ้านมันเป็นไรไป? พระพุทธองค์จะโกรธที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านหรือไง? อีกอย่าง เพื่อนเธอก็มาด้วยนี่นา? ดูท่านนักพรตก็รู้ว่าลำบากมาเหมือนกัน!"
เขาชี้ไปที่ลู่หลีในชุดนักพรตเก่าๆ ที่ดูมอมแมมจากการเดินทาง
ป้าเล่อหลานก็ช่วยเสริม "ใช่แล้ว! เชื่อป้าเถอะ! บำเพ็ญทุกรกิริยาก็ไม่ต้องขาดมื้อนี้มื้อเดียวหรอก! ชิงชิง รีบเชิญท่านนักพรตเร็วเข้า!"
ลู่ชิงชิงรู้หน้าที่ทันที หันไปทำท่า "เชิญ" ให้ลู่หลี
ลู่หลีมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลี่ซิวหย่วนถูกลู่เฉิงผิง "จับกุม" และถูกเล่อหลาน "ผลักไส" จนสูญเสียความน่าเกรงขามของ "พระผู้บรรลุธรรม" ไปจนหมดสิ้น ความทุลักทุเลนั้นกลับแฝงไปด้วยความอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
พอมองไปที่ลู่ชิงชิงที่มีสายตาคาดหวัง แทบจะยื่นมือมาดึงแขนเสื้อเขาอยู่แล้ว...
ดูเหมือนว่าวันนี้คงไม่ต้องทนกินข้าวสวยจืดชืดอีกแล้ว มีของมันๆ ให้กินด้วย!
เขาพยักหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย พูดสั้นๆ ได้ใจความว่า "รบกวนด้วยนะครับ"
ถือเป็นการตอบรับคำเชิญ
ส่วนเรื่องศีลการบำเพ็ญทุกรกิริยาของหลวงจีนน่ะเหรอ? นั่นมันเป็นเวรกรรมของหลวงจีนเอง ลู่หลีก็แค่คนมากินข้าวฟรีเท่านั้นแหละ
ความลังเลใจบนใบหน้าของหลี่ซิวหย่วนกลายเป็นรอยยิ้มขมขื่น เขายอมถูกลากออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นของตัวเองแต่โดยดี แล้วปิดประตูกลับเข้าไป
ส่วนลู่ชิงชิงก็เดินช้าลงหน่อย ขยับเข้าไปใกล้ลู่หลีอย่างเงียบๆ เอียงศีรษะ ลดเสียงลง แฝงความตื่นเต้นและคาดหวังเหมือนกำลังแชร์ความลับ ถามเสียงเบาว่า "ท่านนักพรตลู่คะ ท่าน... ท่านมีวิชาอาคมจริงๆ เหรอคะ? แบบที่แสดงในทีวี ที่เรียกลมเรียกฝน ปราบปีศาจกำจัดมารน่ะค่ะ?"
ลู่หลียังคงเดินต่อไป ปรายตาสีเทามองเธอ ไม่ได้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่
ในตอนที่ลู่ชิงชิงคิดว่านักพรตผู้ลึกลับคนนี้คงจะไม่สนใจเธอ และกำลังรู้สึกผิดหวังอยู่นั้น จู่ๆ เส้นผมผีก็โผล่ออกมาจากด้านหลังศีรษะของลู่หลีอย่างไร้เสียง ม้วนเอาเมล็ดถั่วแดงที่ร่วงลงมาจากต้นถั่วหน้าบ้านหลี่ซิวหย่วนและกลิ้งไปริมถนนเมื่อครู่นี้ขึ้นมา
เส้นผมผีม้วนเมล็ดถั่วแดงที่อวบอิ่มและแดงสดนั้นขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วส่งมันไปวางลงบนฝ่ามือของลู่ชิงชิงอย่างนุ่มนวล
"อุ๊ย!" ลู่ชิงชิงร้องอุทานเบาๆ มองดูเมล็ดถั่วแดงที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ทั้งตกใจทั้งดีใจ ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที!
เธอหยิบเมล็ดถั่วแดงนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง สายตาที่มองลู่หลีเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ด้วยความตื่นเต้น เธอจึงโพล่งออกมา น้ำเสียงแม้จะเบาแต่ก็ชัดเจนว่า "ท่านนักพรต หรือว่าท่าน... เป็นคนที่พี่ซิวหย่วนตั้งใจเชิญมา เพื่อช่วยพี่สาวฉัน..."
พูดไปได้ครึ่งทาง เธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ ความตื่นเต้นบนใบหน้าแข็งค้างไปในพริบตา แววตาหม่นหมองลง กลืนคำพูดที่เหลือลงคอไปอย่างยากลำบาก กลายเป็นเสียงถอนหายใจเศร้าๆ เธอส่ายหน้า แล้วไม่พูดอะไรอีก
จังหวะก้าวเดินของลู่หลีชะงักไปเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น!
พี่สาวงั้นเหรอ?!
ว่าแล้วเชียว ตัวเองเดาไม่ผิด
หลวงจีนคนนี้มีเรื่องราวซ่อนอยู่จริงๆ!
ซิวหย่วน? คนแซ่ลู่ เด็กสาวที่มีคำว่า "ม่าน" อยู่ในชื่อ...
ลู่หลีเผลอลดความเร็วในการเดินลงชั่วขณะ ลึกเข้าไปในดวงตาสีเทามีประกายไฟสว่างวาบ เขาพึมพำไร้เสียงในใจว่า: 'หนทางลู่ม่านม่านช่างยาวไกลซิวหย่วน...'
เพื่อนสมัยเด็กจริงๆ ด้วยสินะ?
(จบแล้ว)