- หน้าแรก
- ทิ้งความซื่อไว้ที่บ้านเกิด ขอไปเชิดในเมืองหลวง
- บทที่ 660 - ใช่คุณหรือเปล่า?
บทที่ 660 - ใช่คุณหรือเปล่า?
บทที่ 660 - ใช่คุณหรือเปล่า?
พรุ่งนี้จ้าวซานเหอต้องเดินทางไปหนานจิงและยังไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อไหร่ วันนี้เขาจึงอาสาลงมือทำอาหารเพื่อชดเชยให้กับหลินรั่วอิ่งที่คอยสนับสนุนเขาอยู่อย่างเงียบๆ มาตลอดช่วงเวลานี้
ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องราวในครั้งนี้ก็ทำให้จ้าวซานเหอรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง เขารู้สึกว่ามีเพียงหลินรั่วอิ่งเท่านั้นที่สามารถเยียวยาจิตวิญญาณอันอ่อนล้าของเขาได้
เขาว่ากันว่าต่อให้เป็นผู้ชายที่เก่งกาจแค่ไหนก็ยังต้องการที่พึ่งพิงทางใจ และสำหรับจ้าวซานเหอแล้ว หลินรั่วอิ่งก็คือที่พึ่งพิงนั้น
มีเพียงตอนที่อยู่ข้างกายเธอเท่านั้น เขาถึงจะสามารถลดกำแพงและเลิกคิดคำนวณทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไม่ต้องมาคอยกังวลว่าใครเป็นมิตรใครเป็นศัตรู ไม่ต้องมานั่งคิดวิเคราะห์ความหมายแฝงในคำพูดของใครต่อใคร เขาเพียงแค่เป็นตัวเองในแบบที่แท้จริงที่สุดก็พอ
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าวันนี้ตอนกลับมากินข้าวเป็นเพื่อนแฟน จู่ๆ แม่ยายจะโทรศัพท์มาหาเขาพอดี
จ้าวซานเหอมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ได้สองเดือนแล้ว แต่เขากลับไม่เคยบอกเฉาจือเวยผู้เป็นแม่ยายเลยว่าเขาอยู่ที่นี่ สาเหตุหลักก็เพราะเขากลัวว่าถ้ามีคนสืบรู้เบื้องหลังของเขาเข้า มันอาจจะไปส่งผลกระทบถึงหลินรั่วอิ่ง รวมถึงหลินหย่งเสียนและเฉาจือเวยด้วย
ท้ายที่สุดแล้วในตอนนี้เขาก็ถือว่าไปล่วงเกินซ่งหนานวั่งจนถึงขั้นแตกหัก ซ่งหนานวั่งมีอิทธิพลในฉางซานเจี่ยวและเมืองเวทมนตร์เป็นรองแค่คุณน้าโจวเท่านั้น เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะไปเอาคืนกับหลินรั่วอิ่งและแม่ยายอย่างเฉาจือเวยแทน
ดังนั้นจ้าวซานเหอจึงไม่กล้าติดต่อกับแม่ยายอย่างเฉาจือเวย แม้แต่เวลาติดต่อกับหลินรั่วอิ่งก็ยังต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะหลังจากเรื่องของซูซานในครั้งก่อน ช่วงนี้จ้าวซานเหอก็ยิ่งเพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นไปอีก
ตอนนี้จู่ๆ แม่ยายก็โทรศัพท์มาหาเขา เมื่อนึกถึงสิ่งที่พ่อตาหลินหย่งเสียนและรั่วอิ่งบอกกับเขาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าตอนนี้แม่ยายจะเริ่มสงสัยแล้วว่าเขาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้หรือเปล่า ท้ายที่สุดแล้วแวดวงที่แม่ยายอยู่ก็ไม่ได้ธรรมดาเลย
ด้วยเหตุนี้จ้าวซานเหอจึงเดาว่า น่าจะเป็นเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ระหว่างที่จ้าวซานเหอกำลังลุกลี้ลุกลนคิดหาคำตอบ หลินรั่วอิ่งที่อยู่ข้างๆ ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
จ้าวซานเหอดึงสติกลับมาและเตรียมจะพูด ทว่าหลินรั่วอิ่งที่เห็นท่าทางแปลกๆ ของเขา ก็กำลังจะอ้าปากถามตามสัญชาตญาณว่าใครโทรมา เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า
โชคดีที่จ้าวซานเหอมีปฏิกิริยาตอบสนองไวมาก เขาเอามือปิดปากหลินรั่วอิ่งไว้ทันที
จากนั้นก็รีบเอ่ยปากอย่างรวดเร็ว "คุณน้าครับ"
ตอนแรกหลินรั่วอิ่งยังรู้สึกประหลาดใจว่าจ้าวซานเหอกำลังทำอะไรของเขา
แต่พอได้ยินจ้าวซานเหอเรียกปลายสายว่าคุณน้า บวกกับท่าทางผิดปกติที่เขาทำอยู่ตอนนี้ หญิงสาวที่ฉลาดหลักแหลมอย่างเธอก็เดาได้ทันทีว่าใครเป็นคนโทรมา
คุณน้าคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเฉาจือเวยผู้เป็นแม่ของเธอเอง
สีหน้าของหลินรั่วอิ่งเปลี่ยนไปในทันที ตั้งแต่คบกับจ้าวซานเหอมา แม่ของเธอก็เคยโทรหาเขาแค่ครั้งเดียวตอนที่ไปซีอานครั้งก่อน หลังจากนั้นเพราะแม่ไม่ยอมรับในตัวจ้าวซานเหอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงตึงเครียดมาก ถึงแม้ว่าตอนหลังแม่จะยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขาไปโดยปริยายแล้ว แต่ก็ไม่เคยเป็นฝ่ายโทรหาจ้าวซานเหอก่อนเลย
ตอนนี้จู่ๆ แม่ก็โทรศัพท์มาหา เห็นได้ชัดว่าเริ่มสงสัยในตัวจ้าวซานเหอเข้าแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางติดต่อเขาอย่างไม่มีเหตุผลแน่ๆ
เพราะฉะนั้นเหตุผลที่โทรมาในครั้งนี้ ก็เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
เฉาจือเวยที่อยู่ปลายสายได้ยินสรรพนามที่จ้าวซานเหอใช้เรียก น้ำเสียงของเธอก็ยังคงราบเรียบ ฟังไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ "ตอนนี้สะดวกคุยไหม"
จ้าวซานเหอตั้งสติและตอบกลับไปว่า "สะดวกครับ คุณน้ามีธุระอะไรก็ว่ามาได้เลยครับ"
จ้าวซานเหอพูดพลางส่งสายตาบอกหลินรั่วอิ่งให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งพูดอะไรแทรกขึ้นมา
หลินรั่วอิ่งเข้าใจความหมาย เธอพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับยิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น จู่ๆ แม่ก็โทรมา ตกลงอยากจะทำอะไรกันแน่
เฉาจือเวยพยายามข่มอารมณ์และเอ่ยถาม "ช่วงนี้เธอกับรั่วอิ่งไม่มีปัญหาอะไรกันใช่ไหม"
แน่นอนว่าจ้าวซานเหอเข้าใจความหมายของแม่ยายดี คำพูดนี้ถ้าไม่ใช่การปูเรื่องก็ต้องเป็นการหยั่งเชิงอย่างแน่นอน
เขาจึงตอบกลับอย่างสุภาพว่า "ขอบคุณคุณน้าที่เป็นห่วงนะครับ เราสองคนไม่มีปัญหาอะไรกันครับ สบายดีทุกอย่าง"
"สบายดีทุกอย่างงั้นเหรอ" เฉาจือเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย
จากนั้นก็ถามออกไปตรงๆ "ช่วงนี้เธอไม่ได้มาเซี่ยงไฮ้เลยเหรอ"
มาแล้ว!
จ้าวซานเหอใจหล่นวูบ ที่แท้ก็เพื่อเรื่องนี้นี่เอง
เขาคิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าแม่ยายถามขึ้นมาจะตอบยังไง เขาจึงรีบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ได้ไปเลยครับคุณน้า ผมอยู่ที่ซีอานมาตลอดเลย ทางซีปู้โฮลดิ้งยังมีเรื่องต้องให้จัดการอีกเยอะ ก็เลยยังไม่มีเวลาไปเซี่ยงไฮ้เลยครับ"
ตอนที่พูดประโยคนี้ สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่หลินรั่วอิ่ง หลินรั่วอิ่งก็มองเขาเช่นกัน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล เธอแอบกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ
เธอรู้ดีว่าจ้าวซานเหอกำลังพูดโกหก แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการซักไซ้ของแม่ เธอก็อดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้อยู่ดี
"ไม่ได้ไปเซี่ยงไฮ้เหรอ" เฉาจือเวยถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงสงสัย "ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้เธอกับรั่วอิ่งก็ไม่ได้เจอกันเลยสิ"
จ้าวซานเหอที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ตอบกลับอย่างมีชั้นเชิง "คุณน้าครับ รอผมจัดการธุระที่ซีอานเสร็จแล้ว ผมจะหาเวลาไปเยี่ยมเธอที่เซี่ยงไฮ้นะครับ ช่วงนี้รั่วอิ่งเองก็ยุ่งๆ เหมือนกัน เราสองคนเลยไม่ได้เจอกันเลยครับ แต่พวกเราก็วิดีโอคอลคุยกันทุกวันนะครับ"
เฉาจือเวยเงียบไปสองสามวินาที ก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้นมาดื้อๆ "ซานเหอ ความสัมพันธ์ของพวกเธอสองคนมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า"
พอหลินรั่วอิ่งได้ยินแม่ถามแบบนี้ก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนใจ จ้าวซานเหอส่ายหน้าให้เธอเป็นเชิงบอกให้เงียบไว้
จากนั้นเขาจึงกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ "คุณน้าครับ พวกเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลยครับ ความสัมพันธ์ยังดีอยู่เหมือนเดิม คุณน้าวางใจได้เลยครับ"
เฉาจือเวยแค่นเสียงเย็นชา "วางใจงั้นเหรอ เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันมีลูกสาวแค่คนเดียว เลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนเธอก็ต้องทนลำบากมามากแล้ว ฉันก็แค่อยากให้เธอได้เจอคนที่รักและดูแลเธอด้วยความจริงใจ จะได้ใช้ชีวิตคู่กันอย่างสงบสุขก็เท่านั้นเอง"
จ้าวซานเหอรีบเอ่ยขึ้น "คุณน้าครับ วางใจได้เลย ผมจะต้องดีกับรั่วอิ่งแน่นอน จะไม่ยอมให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานเป็นอันขาดครับ"
เมื่อพูดถึงลูกสาว น้ำเสียงของเฉาจือเวยก็อ่อนโยนลงหลายส่วน "ซานเหอ เมื่อก่อนฉันเคยมีอคติกับเธอจริงๆ นั่นแหละ คิดว่าเธอมาจากครอบครัวธรรมดา คงให้ชีวิตแบบที่รั่วอิ่งต้องการไม่ได้ แถมยังกลัวว่าเธอจะเข้าหาเราเพราะหวังจะใช้เส้นสายจากตระกูลหลินของเราด้วย"
"แต่ตอนนี้ฉันยอมรับแล้วว่าตอนนั้นฉันมองคนผิดไป เธอเป็นคนมีความสามารถและก็มีวิสัยทัศน์จริงๆ การที่เธอก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะเธอสู้ด้วยตัวเองทั้งนั้น มันไม่ง่ายเลยจริงๆ รั่วอิ่งก็ชอบเธอมาตั้งหลายปี แถมยังหนักแน่นมาตลอด คนเป็นแม่อย่างฉัน ก็ย่อมอยากให้ลูกสาวมีความสุขอยู่แล้ว" เฉาจือเวยถอนหายใจและกล่าวออกมาอย่างซาบซึ้งใจ
จ้าวซานเหอชะงักไป เขาไม่คิดเลยว่าจู่ๆ แม่ยายจะพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ในใจเขาทั้งรู้สึกตกใจและก็แอบซาบซึ้งใจอยู่ลึกๆ
เขาคิดมาตลอดว่าแม่ยายมีอคติกับเขาฝังรากลึก แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะเป็นฝ่ายพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาก่อน แถมยังยอมรับในความสามารถของเขาทางอ้อมอีกด้วย
หลินรั่วอิ่งเองก็อึ้งไปเหมือนกัน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจ นี่แม่ยอมรับในตัวจ้าวซานเหอแล้วจริงๆ เหรอ เธอแอบกระตุกชายเสื้อจ้าวซานเหอเบาๆ ด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจ
จ้าวซานเหอสัมผัสได้ถึงการกระทำของเธอ เขาหันไปมองเธอ แววตาของเขาเองก็เจือไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน เป็นการส่งสัญญาณบอกให้เธอใจเย็นๆ และฟังแม่ยายพูดให้จบก่อน
"คุณน้าครับ ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ" จ้าวซานเหอตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
เฉาจือเวยกล่าวด้วยความรู้สึกรักและเป็นห่วงลูกสาว "ฉันไม่ได้เข้าใจเธอหรอกนะ แต่ฉันสงสารลูกสาวฉันต่างหาก เธอต้องมาทะเลาะกับฉันเพราะเธอไปตั้งเท่าไหร่ ที่เมื่อก่อนฉันห้ามไม่ให้พวกเธอคบกัน ก็เพราะกลัวว่าเธอจะมองคนผิดแล้วต้องมานั่งเสียใจทีหลัง แต่ตอนนี้เธอพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้เห็นแล้ว ฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องคัดค้านอีก ขอแค่หลังจากนี้เธอดูแลเธอให้ดีๆ อย่าทำให้เธอต้องผิดหวังก็พอ"
"คุณน้าวางใจได้เลยครับ ผมจะไม่มีวันทำให้รั่วอิ่งต้องเสียใจ และจะไม่ทำให้คุณน้าต้องผิดหวังที่ไว้ใจผมแน่นอนครับ" จ้าวซานเหอให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น ในที่สุดก้อนหินที่ทับอยู่ในใจเขาก็ถูกยกออกไปเสียที
เขาไม่คิดเลยว่าแม่ยายจะพูดคำพูดแบบนี้ออกมา นี่ก็เท่ากับว่าเธอยอมลดทิฐิและหน้าตาของตัวเองลง เพื่อยอมรับในตัวเขาที่เป็นว่าที่ลูกเขยแล้ว
เขาสัมผัสได้ว่า คำพูดเหล่านี้ของแม่ยายเป็นความจริงใจล้วนๆ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำเลยแม้แต่น้อย
หลินรั่วอิ่งได้ยินคำพูดของแม่แล้ว ขอบตาของเธอก็เริ่มแดงระเรื่อ ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาในที่สุดก็ได้รับการยอมรับจากแม่เสียที เธอแอบปาดน้ำตาที่หางตาเบาๆ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
จ้าวซานเหอมองดูท่าทางของเธอแล้ว ในใจก็พลอยรู้สึกอบอุ่นไปด้วย เขาหันไปยิ้มให้เธอด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
หลังจากคุยเรื่องความรู้สึกจบแล้ว เฉาจือเวยก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงที่เธอโทรมาในคืนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เธอไม่ใช่คนที่ชอบเสแสร้งแกล้งทำ และก็ไม่อยากจะอธิบายอะไรให้มากความ ขอแค่จ้าวซานเหอเข้าใจความหมายของเธอก็พอแล้ว
ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนเรื่องและเอ่ยถามขึ้นมา "ตอนนี้ซีปู้โฮลดิ้งเป็นยังไงบ้าง ฉันได้ยินเพื่อนที่ซีอานบอกมาว่า เธอไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสื่อมาสองเดือนแล้วนี่ ไปเจอเรื่องยุ่งยากอะไรมาหรือเปล่า"
จ้าวซานเหอใจหล่นวูบ ที่แท้แม่ยายก็ไม่ได้โทรมาเพื่อพูดเรื่องพวกนี้อย่างเดียวจริงๆ ด้วย เธอมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด คำพูดประโยคนี้ก็คือการหยั่งเชิงเขานี่เอง
ความรู้สึกซาบซึ้งใจที่แม่ยายยอมรับเมื่อครู่นี้ ถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังในทันที เขาเกือบจะถูกคำพูดเหล่านั้นหลอกเอาซะแล้ว ลืมไปเสียสนิทเลยว่าแม่ยายเป็นคนที่มีความคิดลึกซึ้งรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไร เธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปเลยสักนิด
จ้าวซานเหอตั้งสติและตอบกลับด้วยเหตุผลที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้าอย่างคล่องแคล่ว "คุณน้าครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ แค่เรื่องของเจียงไท่หังก่อนหน้านี้มันเป็นข่าดังเกินไป ทำให้มีแต่คนจับตามอง ซึ่งมันไม่เป็นผลดีต่อการเติบโตของบริษัทน่ะครับ ผมเองก็เพิ่งจะขึ้นมารับตำแหน่งประธานได้ไม่นาน ก็เลยอยากจะเก็บตัวเงียบๆ สักพักเพื่อลดกระแสลง จะได้ให้บริษัทค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง ช่วงนี้ก็เลยไม่ค่อยได้ออกงานสังคมเท่าไหร่น่ะครับ"
เขาพูดได้อย่างมีเหตุมีผล น้ำเสียงก็ดูเป็นธรรมชาติ ฟังไม่ออกถึงพิรุธใดๆ เลยแม้แต่น้อย
หลินรั่วอิ่งที่ยืนดูอยู่ข้างๆ แอบชื่นชมในความมีไหวพริบของจ้าวซานเหออยู่ในใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้นไปอีก กลัวว่าแม่จะซักไซ้ไล่เลียงต่อ
เฉาจือเวยเงียบไปสองสามวินาที ดูเหมือนกำลังขบคิดคำพูดของเขา ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้เอ่ยขึ้น "อย่างนั้นเหรอ งั้นฉันก็เบาใจแล้วล่ะ ทำธุรกิจมันไม่ง่ายเลยจริงๆ บางครั้งการทำตัวเงียบๆ ไว้ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน จะได้ไม่เป็นเป้าสายตาคนอื่น"
"คุณน้าพูดถูกแล้วครับ" จ้าวซานเหอรีบพูดเสริม "ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ ขอรักษาสถานการณ์ของซีปู้โฮลดิ้งในตอนนี้ให้มั่นคงไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องอื่นทีหลังครับ"
เฉาจือเวยพูดขึ้นด้วยท่าทีสนใจ "ฉันเองก็พอจะมีเส้นสายในแวดวงการเงินของประเทศอยู่บ้าง ถ้าซีปู้โฮลดิ้งเจอเรื่องเดือดร้อนที่แก้ไม่ได้ หรือต้องการความช่วยเหลืออะไร เธอก็บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก"
จ้าวซานเหอไม่คาดคิดว่าแม่ยายจะเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเหลือด้วยตัวเอง เขาจึงรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาอีกระลอก รีบเอ่ยตอบไปว่า "ขอบคุณคุณน้ามากครับที่อุตส่าห์เป็นห่วง ตอนนี้ที่บริษัทยังปกติดีทุกอย่างครับ แต่ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนขึ้นมาจริงๆ ผมจะรีบขอคำปรึกษาจากคุณน้าเป็นคนแรกเลยครับ"
เฉาจือเวยพยักหน้าเงียบๆ และเอ่ยว่า "ไม่ต้องมาเกรงใจฉันหรอก เธอเป็นแฟนของรั่วอิ่ง การที่ฉันช่วยเธอ มันก็ไม่ได้ถือว่าไปช่วยคนนอกที่ไหนซะหน่อย"
ประโยคนี้ทำให้จ้าวซานเหอรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอีกครั้ง เขาสัมผัสได้ว่าเฉาจือเวยเริ่มเปิดใจยอมรับเขาอย่างแท้จริงแล้ว
หลินรั่วอิ่งก็หันมาส่งยิ้มให้จ้าวซานเหอ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม การที่แม่พูดยังงี้ก็หมายความว่าเธอยอมรับในความสัมพันธ์ของพวกเขาแล้วจริงๆ
แต่ในขณะที่จ้าวซานเหอกำลังคิดว่าบทสนทนานี้ใกล้จะจบลงแล้ว จู่ๆ เฉาจือเวยก็แกล้งทำเป็นถามขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ "จริงสิ ช่วงนี้ฉันเจอเรื่องแปลกประหลาดมากๆ เรื่องหนึ่งที่เซี่ยงไฮ้ด้วยแหละ"
จ้าวซานเหอสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี เขาขมวดคิ้วและเอ่ยถาม "เรื่องแปลกประหลาดอะไรหรือครับคุณน้า"
"ช่วงนี้ในแวดวงเซี่ยงไฮ้ มีผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งกำลังมาแรงสุดๆ เลยล่ะ บังเอิญว่าเขาเองก็ชื่อจ้าวซานเหอ ชื่อเดียวกับเธอเป๊ะเลย" เฉาจือเวยหรี่ตาลงและเอ่ยอย่างเนิบนาบ
ว่าแล้วเชียว!
จ้าวซานเหอรู้สึกกดดันขึ้นมาทันที ดูเหมือนแม่ยายจะพุ่งเป้ามาที่เรื่องนี้จริงๆ ด้วย เธอต้องได้ยินข่าวลือในวงการมาแน่ๆ ถึงได้โทรมาเพื่อหยั่งเชิงเขาแบบนี้
จ้าวซานเหอพยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด แกล้งทำเป็นไขสือและเอ่ยตอบไปว่า "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอครับเนี่ย บังเอิญอะไรขนาดนั้น ชื่อผมก็ไม่ได้แปลกอะไรด้วยสิ ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอคนชื่อนามสกุลเดียวกันแบบนี้"
ระหว่างที่พูด เขาก็แอบเหลือบมองหลินรั่วอิ่งไปด้วย หลินรั่วอิ่งก็มองมาที่เขาเช่นกัน แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เธอแอบส่งสายตาให้กำลังใจเขา เป็นเชิงบอกให้เขาใจเย็นๆ
เฉาจือเวยแกล้งทำเป็นดึงจังหวะการพูดให้ช้าลง "บังเอิญมากจริงๆ นั่นแหละ เธอไม่อยากรู้เรื่องของผู้ชายวัยรุ่นคนนี้หน่อยเหรอ ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาในเซี่ยงไฮ้ดังกระฉ่อนเลยนะ"
จ้าวซานเหอรู้อยู่เต็มอกว่าแม่ยายยังคงพยายามจับผิดเขาอยู่ เขาจะเผยให้เห็นพิรุธใดๆ ไม่ได้เด็ดขาด
เขาจึงได้แต่ตามน้ำไปตามคำพูดของเธอ "อยากรู้สิครับ คุณน้าลองเล่ามาสิครับ คนที่ชื่อเหมือนผมเป๊ะคนนี้ ตกลงแล้วเขามีภูมิหลังยังไงกันแน่"
"จ้าวซานเหอคนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ โจวอวิ๋นจิ่นบิ๊กบอสผู้มีอำนาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในแวดวงฉางซานเจี่ยวให้ความสำคัญกับเขามากเลยล่ะ เขาแจ้งเกิดในวงการสังคมชั้นสูงของเซี่ยงไฮ้ได้อย่างรวดเร็ว แถมยังทำให้ซ่งหนานวั่ง ศัตรูตัวฉกาจของโจวอวิ๋นจิ่นถึงกับแค้นฝังหุ่นได้อีก ฝีมือไม่เบาเลยนะเนี่ย"
เฉาจือเวยจงใจเล่ารายละเอียดให้ลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็คอยจับตาดูปฏิกิริยาของจ้าวซานเหอไปด้วย หวังจะจับผิดจากน้ำเสียงของเขา
หลังจากได้ยินแบบนั้น จ้าวซานเหอก็แสร้งทำเป็นตกใจอย่างโอเวอร์ "จ้าวซานเหอคนนี้นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วยสิ ถ้าเทียบกับเขาแล้ว ผมยังห่างชั้นอีกเยอะเลยนะครับเนี่ย ไว้มีโอกาสผมคงต้องขอเจอตัวเป็นๆ สักหน่อย จะได้ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์เรียนรู้งานจากเขาสักหน่อย"
จ้าวซานเหอพูดจาไหลลื่นไปตามน้ำ เขากะจังหวะและน้ำเสียงได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งดูน่าชื่นชมและไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย ทำให้ไม่มีใครจับโป๊ะเขาได้เลย
หลินรั่วอิ่งที่ยืนดูอยู่ข้างๆ แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จ้าวซานเหอเอาตัวรอดได้เนียนมาก แม่คงจะไม่สงสัยอะไรแล้วล่ะ
เฉาจือเวยฟังคำตอบของจ้าวซานเหอแล้วก็นิ่งอึ้งไปสองสามวินาที ราวกับกำลังวิเคราะห์ว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นเป็นความจริงหรือเปล่า
ท่าทางของจ้าวซานเหอดูเป็นธรรมชาติมาก น้ำเสียงก็หนักแน่นจริงใจ ทำให้เธอชักจะไม่แน่ใจขึ้นมาเหมือนกันว่าผู้ชายวัยรุ่นที่ชื่อนามสกุลเหมือนแฟนของลูกสาวเธอเป๊ะคนนี้ จะเป็นคนๆ เดียวกันหรือเปล่า
ผ่านไปครู่ใหญ่ ดูเหมือนเฉาจือเวยจะตัดสินใจได้ในที่สุด
จู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พุ่งตรงเข้าประเด็นทันที "ซานเหอ จู่ๆ เธอก็หายตัวไปสองเดือน เธอช่วยบอกฉันทีสิว่าจ้าวซานเหอที่เซี่ยงไฮ้คนนั้น ใช่เธอหรือเปล่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้เธออยู่เซี่ยงไฮ้มาตลอดเลยใช่ไหม"
คำพูดประโยคนี้ราวกับฟ้าผ่า เปรี้ยงเข้าที่หูของจ้าวซานเหอในทันที
เขายืนนิ่งอึ้งไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงโครมคราม
นี่แม่ยายรู้ความจริงแล้ว หรือแค่จงใจหยั่งเชิงเขากันแน่
เขานึกไม่ออกเลยว่าจะต้องตอบกลับยังไงดี
หลินรั่วอิ่งก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที ใบหน้าของเธอซีดเผือด เธอจับแขนจ้าวซานเหอไว้แน่น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล ส่งสายตาเร่งเร้าให้เขารีบคิดหาทางแก้ตัว
จ้าวซานเหอรับรู้ได้ถึงความประหม่าของหลินรั่วอิ่ง เขาจึงบังคับตัวเองให้ใจเย็นลง เขารู้ดีว่าตอนนี้ห้ามลุกลี้ลุกลนเด็ดขาด หากเผลอหลุดพิรุธออกไปเมื่อไหร่ สิ่งที่พยายามปิดบังมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่าทันที