เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 580 - พายุฝนตั้งเค้า

บทที่ 580 - พายุฝนตั้งเค้า

บทที่ 580 - พายุฝนตั้งเค้า


ความจริงแล้วตอนที่น้าโจวสั่งให้ซุนคุนเผิงไปเจอสวี่เจิ้งเจ๋อที่ซูโจว จ้าวซานเหอก็รู้ถึงเจตนาของน้าโจวแล้ว ตระกูลสวี่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสวี่เจิ้นเหวินอยู่ในมือน้าโจว แต่น้าโจวกลับให้ซุนคุนเผิงไปถามว่าอยากให้ช่วยหาตัวไหม นี่ถือเป็นการตักเตือนและส่งสัญญาณข่มขู่แล้ว

แต่สิ่งที่จ้าวซานเหอคาดไม่ถึงก็คือ ท่าทีตอบรับของตระกูลสวี่จะแข็งกร้าวขนาดนี้ นี่มันคือการที่สวี่เจิ้งเจ๋อจงใจท้าทายน้าโจวอย่างเปิดเผย

ความหมายของตระกูลสวี่ก็เหมือนจะบอกว่า กูก็รู้แหละว่ามึงเอาเรื่องสวี่เจิ้นเหวินมาขู่กู แต่กูไม่สนหรอกว่าสวี่เจิ้นเหวินจะเป็นจะตายยังไง แล้วก็ไม่แคร์ด้วยว่ามันกำความลับอะไรเอาไว้ มึงอยากจะทำอะไรก็เชิญลงมือได้เลย

ทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เผยไพ่และแตกหักกันอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นฝั่งตระกูลสวี่ยังเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อนเสมอ ในขณะที่ฝั่งโจวอวิ๋นจิ่นยังคงทำได้เพียงตั้งรับและโต้ตอบเป็นพักๆ

แต่หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โจวอวิ๋นจิ่นจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างแน่นอน การรับมือกับตระกูลสวี่คงไม่สามารถใช้วิธีประนีประนอมแบบเดิมได้อีก ไม่อย่างนั้นตระกูลสวี่ก็จะยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้นไปอีก งานนี้จำเป็นต้องเล่นงานตระกูลสวี่ให้บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น

ซุนคุนเผิงและจ้าวซานเหอเดินจากชั้นบนลงมายังห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ภายในห้องนั่งเล่นว่างเปล่าไม่มีใคร เงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดอยู่ด้านนอกหน้าต่าง

เมื่อหลุดพ้นจากแรงกดดันที่มองไม่เห็นตอนอยู่ต่อหน้าน้าโจวแล้ว ทั้งสองคนก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย แต่บรรยากาศก็ยังคงตึงเครียดอยู่ดี

ซุนคุนเผิงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างแรง แต่ความโกรธบนใบหน้าไม่ได้ลดน้อยลงเลย ซ้ำยังแสดงออกมาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมเมื่อพ้นจากสายตาของโจวอวิ๋นจิ่น

เขาตบพนักวางแขนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังทึบๆ ก่อนจะสบถด่าอย่างเคียดแค้น "แม่งเอ๊ย สวี่เจิ้งเจ๋อไอ้แก่หนังเหนียวนั่นมันบ้าไปแล้ว แม่งรนหาที่ตายชัดๆ ดูสิว่ามันทำน้าโจวโกรธขนาดไหน กูไม่ได้เห็นน้าโจวสีหน้าแย่แบบนี้มาหลายปีแล้ว ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวกูพาคนไปเก็บแม่งเลย"

แม้จ้าวซานเหอจะรู้สึกสับสนและว้าวุ่นใจ แต่เขาก็มีสติและใจเย็นกว่าซุนคุนเผิงมาก เขารู้ดีว่าคำพูดของซุนคุนเผิงส่วนใหญ่ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ เป็นการระบายความโกรธเท่านั้น ซุนคุนเผิงไม่ใช่พวกบ้าพลังที่ไร้สมอง ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถอยู่ข้างกายน้าโจวมาได้นานขนาดนี้ แถมยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกต่างหาก ที่เขาพูดแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะรู้สึกเจ็บแค้นที่ตัวเองต้องมารับอารมณ์ และทนไม่ได้ที่เห็นน้าโจวถูกหยามเกียรติขนาดนั้น

แต่ถ้าเขาบุ่มบ่ามไปฆ่าสวี่เจิ้งเจ๋อจริงๆ วงการนี้ก็คงจะพังครืนและวุ่นวายจนคุมไม่อยู่ทันที ผลกระทบที่จะตามมามันใหญ่หลวงเกินกว่าที่ใครจะรับผิดชอบไหว

จ้าวซานเหอเดินไปนั่งที่โซฟาเดี่ยวข้างๆ ซุนคุนเผิง พยายามคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อปลอบใจอีกฝ่าย "คุณอาซุน เขาบ้าไปแล้ว คุณอาอย่าบ้าตามเขาเลยครับ"

ซุนคุนเผิงตวัดสายตาค้อนจ้าวซานเหออย่างหงุดหงิด โบกมืออย่างรำคาญใจแล้วบอก "กูรู้ กูแค่พูดระบายไปงั้นแหละ ถ้ากูจะเก็บมันจริงๆ กูคงไม่มานั่งบอกมึงหรอก กูพาคนไปลงมือตั้งนานแล้ว"

แม้ปากซุนคุนเผิงจะพูดแบบนั้น แต่แววตาที่โหดเหี้ยมของเขากลับบ่งบอกชัดเจนว่า ถ้ามีโอกาสหรือมีข้ออ้างที่เหมาะสม เขาก็พร้อมที่จะใช้วิธีการรุนแรงขั้นเด็ดขาดจริงๆ

จ้าวซานเหอลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นมาแก้วหนึ่ง แล้วเดินมาส่งให้ซุนคุนเผิงพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คุณอาซุน ดื่มน้ำก่อนครับ ดับอารมณ์โกรธหน่อย"

รอจนซุนคุนเผิงรับแก้วน้ำไปแล้ว จ้าวซานเหอถึงได้กลับไปนั่งที่เดิม สายตาของเขาล้ำลึกขณะวิเคราะห์ "ผมกลับมองว่า สวี่เจิ้งเจ๋อไม่ได้บ้าไปหรอกครับ ที่เขาทำแบบนี้ มันเหมือนคนที่มีไพ่ตายซ่อนอยู่ เลยตั้งใจจะยั่วโมโหน้าโจวต่างหาก"

ซุนคุนเผิงไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมคิดถึงจุดนี้ได้เหมือนกัน จึงพูดอย่างครุ่นคิดว่า "มึงหมายความว่า ... ที่ตระกูลสวี่ทำแบบนี้ เป็นเพราะมีคนจงใจสั่งการงั้นเหรอ เบื้องหลังมีคนคอยหนุนหลังให้ พวกมันถึงได้กล้ากร่างขนาดนี้"

จ้าวซานเหอไม่ได้ปิดบังความคิดของตัวเอง พยักหน้าตอบรับทันที "มีความเป็นไปได้สูงเลยครับ ไม่อย่างนั้น ด้วยความฉลาดและรอบคอบของตระกูลสวี่ ต่อให้ไม่พอใจน้าโจวแค่ไหน ก็ไม่มีทางกล้าพูดจาตัดรอน หรือทำเรื่องที่ไม่มีทางถอยขนาดนี้แน่ๆ นี่ไม่ใช่แค่การแสดงความไม่พอใจธรรมดาๆ แล้ว แต่มันคือการฉีกหน้าแล้วบีบคั้นให้ลงจากตำแหน่งเลยนะครับ"

จ้าวซานเหอเคยศึกษาประวัติศาสตร์มาอย่างโชกโชน เขาจึงคุ้นเคยกับวิธีการของตระกูลขุนนางในสมัยโบราณเป็นอย่างดี สำหรับกลุ่มผลประโยชน์แล้ว การจะร่วมเสวยสุขด้วยกันน่ะมันง่าย แต่การจะร่วมทุกข์ร่วมตายน่ะมันยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เมื่อกลุ่มผลประโยชน์เริ่มมีรอยร้าวและกำลังจะเสื่อมถอย สิ่งแรกที่ตระกูลลูกน้องเหล่านั้นจะนึกถึงก็คือการเอาตัวรอด และบางครั้งก็ถึงขั้นยอมเหยียบย่ำซากศพของเจ้านายเก่าเพื่อไต่เต้าขึ้นไปที่สูง เพื่อนตายแต่ตัวข้าไม่ตาย นี่คือสัจธรรมที่เห็นกันจนชินตา

สิ่งที่ตระกูลสวี่ทำอยู่ในตอนนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลยทีเดียว

ซุนคุนเผิงเงียบไป ความโกรธบนใบหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นชาเยือกเย็น เขายกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด

จากนั้นก็เปล่งเสียงหัวเราะเยาะที่ฟังสยดสยองออกมา "หึหึ งั้นกูก็เข้าใจละ กูว่าแล้วทำไมไอ้แก่นี่ถึงได้ใจกล้าขึ้นมากะทันหัน"

จ้าวซานเหอมองดูซุนคุนเผิงที่เริ่มสงบลง ในใจก็รู้สึกคลายกังวลไปเปลาะหนึ่ง เขาพูดเรียบๆ ว่า "เพราะงั้นแหละครับคุณอาซุน ยิ่งเวลาแบบนี้ พวกเรายิ่งต้องใจเย็นๆ ทุกอย่างรอให้น้าโจวเป็นคนสั่งการ น้าโจวต้องมีแผนรับมืออยู่แล้วแน่ๆ"

ซุนคุนเผิงขมวดคิ้วพูดเสียงเครียด "สวี่เจิ้งเจ๋อทำแบบนี้ ชัดเจนเลยว่าตั้งใจจะบีบให้น้าโจวลงจากตำแหน่ง แต่พวกมันประเมินน้าโจวต่ำไปหน่อยละมั้ง คิดว่าหลายปีมานี้น้าโจวทำตัวเงียบๆ ก็เลยกลายเป็นเสือสิ้นลายงั้นเหรอ หึ พวกมันคงลืมไปแล้วมั้ง ว่าตอนแรกน้าโจวสร้างบารมีขึ้นมาได้ยังไง มรสุมคาวเลือดในตอนนั้น พวกมันคงจะแกล้งลืมกันไปหมดแล้วสินะ"

คำพูดของซุนคุนเผิงจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของจ้าวซานเหออย่างรุนแรง เขาอยากรู้มากว่าน้าโจวจะตอบโต้การท้าทายอย่างโจ่งแจ้งนี้ยังไง จึงถามด้วยความสนใจว่า "คุณอาซุน แล้วคุณอาคิดว่า หลังจากนี้น้าโจวจะทำยังไงต่อครับ"

ซุนคุนเผิงไม่ได้รีบตอบคำถามนี้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมาช้าๆ แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อน เขาไม่อยากจะคาดเดาแผนการของโจวอวิ๋นจิ่นสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะนอกจากจะเป็นการไม่เคารพแล้ว อาจจะทำให้แผนของน้าโจวเสียกระบวนได้ แต่เขารู้ดีว่าพายุกำลังจะมา และเขาเองก็ต้องเป็นมีดเล่มแรกที่พุ่งเข้าชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซุนคุนเผิงดึงสติกลับมา มองจ้าวซานเหออย่างมีความหมายแล้วพูดว่า "มึงคอยดูไปเถอะ วิธีการของน้าโจว ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังหรอก หลังจากนี้กูคงมีเรื่องให้ต้องหัวปั่นอีกเยอะแน่ๆ"

ซุนคุนเผิงอยู่ที่คฤหาสน์เก่าได้ไม่นานก็ลุกขึ้นขอตัวกลับ เขาต้องไปรวบรวมคนและเตรียมการล่วงหน้าบางอย่าง เพื่อรับมือกับพายุที่อาจจะซัดเข้ามาได้ทุกเมื่อ

ในเวลานี้ ไม่มีใครกล้าขึ้นไปรบกวนโจวอวิ๋นจิ่นที่ชั้นบน ทุกคนรู้ดีว่าเธอต้องการเวลาและพื้นที่ส่วนตัวเพื่อคิดและตัดสินใจ

จ้าวซานเหอไม่กล้าขึ้นไปชั้นบน และไม่ได้กลับห้องไปนอน เขาทำเพียงแค่นั่งอยู่คนเดียวในห้องนั่งเล่นที่เงียบสงัด เปิดโคมไฟติดผนังที่มีแสงสลัวๆ นั่งรอไปพลาง ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนนี้ไปพลาง พยายามค้นหาเบาะแสและเงื่อนงำเพิ่มเติมจากเรื่องนี้

บนห้องทำงานชั้นสอง โจวอวิ๋นจิ่นนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ไม่ได้เปิดไฟดวงหลัก มีเพียงโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์วินเทจที่สาดแสงสีเหลืองนวลอย่างมีสมาธิ ทอดเงาของเธอให้ทอดยาวไปตกกระทบบนชั้นหนังสือด้านหลัง ราวกับรูปปั้นที่สงบนิ่งอยู่นานเท่านาน มีเพียงขนตาที่ขยับไหวเบาๆ เท่านั้นที่บ่งบอกถึงความปั่นป่วนในใจเธอ

จากรายงานที่ซุนคุนเผิงนำกลับมา รวมถึงท่าทีที่แข็งกร้าวและหยามเกียรติของสวี่เจิ้งเจ๋อ ทำให้เธอรู้ว่าคู่ต่อสู้ครั้งนี้มาอย่างดุดัน และไม่ใช่แค่การก่อกวนเล่นๆ แน่นอน

ถ้ามีแค่ซ่งหนานวั่งคอยหนุนหลังเพียงคนเดียว สวี่เจิ้งเจ๋อก็คงไม่มีความกล้าพอที่จะมาแข็งข้อกับเธอขนาดนี้ มันผิดวิสัยความรอบคอบและเจ้าเล่ห์ของตระกูลสวี่

เรื่องนี้ทำให้เธอหวนนึกถึงเบาะแสสำคัญที่จ้าวซานเหอเคยบอกเธอ วันนั้นที่ซูโจว นอกจากซ่งหนานวั่งและสวี่เจิ้งเจ๋อแล้ว ก็ยังมีบุคคลลึกลับอีกคนหนึ่งที่ทำให้ผู้ว่าซูโจวต้องมาต้อนรับด้วยตัวเอง

คนที่มีบารมีพอจะนั่งร่วมโต๊ะกับสามคนแรกได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่

การปรากฏตัวของผู้ว่าซูโจวเป็นตัวแทนของเส้นสายระดับสูงที่ตระกูลสวี่เพิ่งจะเกาะเกี่ยวได้ ซ่งหนานวั่งก็คือพันธมิตรในแวดวงนี้ที่ตระกูลสวี่ดึงมาร่วม หรือจะเรียกว่าผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันก็ว่าได้ แล้วบุคคลลึกลับที่ยังสืบประวัติไม่ได้คนนั้นล่ะ รับบทบาทอะไร เขามาจากไหน และเป็นตัวแทนของขั้วอำนาจฝั่งไหนกันแน่

โจวอวิ๋นจิ่นตระหนักได้ว่า ตัวเองอาจจะประเมินศัตรูต่ำไปนิดหน่อย

เดิมทีเธอคิดว่าอีกฝ่ายก็แค่อยากจะค่อยๆ ดึงตระกูลสวี่ไปเป็นพวก เพื่อให้ตระกูลสวี่ค่อยๆ ตีตัวออกห่างจากแวดวงนี้ และตระกูลสวี่เองก็คงจะอาศัยจังหวะนี้เล่นตัวและสลับฝั่งไปมาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นให้มันคงจะมหาศาลเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้ หรือไม่แรงกดดันที่พวกเขากดทับลงมาก็คงทำให้ตระกูลสวี่รู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่น จนถึงขั้นยอมทำตัวเป็นพวกทรยศ ยอมฉีกหน้ากับเธออย่างสิ้นเชิง เพื่อย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเต็มตัว

ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใครอีก และไม่ต้องเกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น

แววตาของโจวอวิ๋นจิ่นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแหลมคมและเยือกเย็น ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลวนอยู่ใต้ผืนทะเลสาบที่กลายเป็นน้ำแข็ง การประนีประนอมและไมตรีจิตไม่สามารถแก้ปัญหาได้อีกต่อไป มีเพียงการใช้มาตรการสายฟ้าแลบเท่านั้น ถึงจะสามารถกำราบพวกตัวตลกเหล่านี้และควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

เธอหยิบปากกาขึ้นมาเขียนชื่อและคีย์เวิร์ดไม่กี่คำลงบนกระดาษอย่างช้าๆ แล้วใช้เส้นโยงพวกมันเข้าด้วยกัน ในหัวกำลังร่างแผนการตอบโต้และขั้นตอนต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทุกจุดเชื่อมโยง ทุกความเป็นไปได้ ล้วนต้องถูกนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เธอนั่งวางแผนอยู่คนเดียวในห้องทำงานนานเกือบสองชั่วโมง จนกระทั่งความมืดมิดนอกหน้าต่างยิ่งทวีความเข้มข้น

เมื่อโจวอวิ๋นจิ่นยุติการคิดและลุกเดินลงมาที่ชั้นล่าง เธอก็พบว่าจ้าวซานเหอยังคงนั่งรอเธอเงียบๆ อยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

พอได้ยินเสียงฝีเท้าตรงบันได จ้าวซานเหอก็รีบเงยหน้าขึ้น สีหน้าแฝงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วถาม "น้า น้าไม่เป็นไรใช่ไหมครับ"

สีหน้าของโจวอวิ๋นจิ่นกลับมาเรียบเฉยตามปกติแล้ว แถมยังดูไร้อารมณ์ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ราวกับว่าความโกรธเกรี้ยวและความหม่นหมองตอนอยู่ชั้นบนไม่เคยเกิดขึ้น เธอปรายตามองจ้าวซานเหอ น้ำเสียงราบเรียบพูดขึ้นลอยๆ ว่า "ฉันจะมีเรื่องอะไรได้ ดึกมากแล้ว เธอไปพักผ่อนเถอะ"

จ้าวซานเหออ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่พอสบเข้ากับดวงตาที่ลุ่มลึกและสงบนิ่ง ทว่าแฝงความเด็ดขาดที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้งของเธอ คำพูดที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากก็ต้องกลืนกลับลงไป เขาเข้าใจดีว่าในวินาทีนี้ คำพูดใดๆ ล้วนไร้ความหมาย สิ่งที่น้าโจวต้องการก็คือการลงมือทำ

ดังนั้น จ้าวซานเหอจึงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แล้วพูดว่า "ได้ครับน้า งั้นผมกลับห้องไปนอนก่อนนะครับ น้าก็รีบพักผ่อนนะครับ"

โจวอวิ๋นจิ่นทำเพียงแค่ส่งเสียงอืมเบาๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก

จ้าวซานเหอค้อมตัวเล็กน้อย หันหลังเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เขารู้สึกได้ว่าน้าโจวยังคงยืนอยู่ที่เดิม และสายตาของเธออาจจะกำลังมองตามแผ่นหลังของเขาอยู่ สิ่งที่แฝงอยู่ในสายตานั้นช่างหนักอึ้งเหลือเกิน

ค่ำคืนนี้ ชะตาลิขิตไว้แล้วว่าต้องไม่สงบสุขแน่

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อจ้าวซานเหอตื่นนอนและเดินออกมา ก็เห็นน้าโจวนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นแล้ว เธอกำลังถือโทรศัพท์คุยกับใครบางคน แต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก

พอเห็นจ้าวซานเหอเดินออกมา โจวอวิ๋นจิ่นก็พูดตัดบทสั้นๆ กับปลายสายว่า "ฉันรู้แล้ว เดี๋ยวไปคุยกันที่บริษัท" แล้วก็กดวางสายทันที

จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืน สายตาพุ่งตรงมาที่จ้าวซานเหอ น้ำเสียงเด็ดขาดสั่งการว่า "ไปบริษัท"

จ้าวซานเหอชะงักไปนิดหน่อย ถามด้วยสัญชาตญาณ "ตอนนี้เลยเหรอครับ"

เขาอุตส่าห์คิดว่าพอผ่านไปหนึ่งคืน สภาพจิตใจของน้าโจวน่าจะดีขึ้นบ้าง แต่พอเห็นสีหน้าของน้าโจวในตอนนี้ ทำไมมันถึงดูแย่กว่าเมื่อคืนอีกนะ แถมยังรีบไปบริษัทตั้งแต่ไก่โห่ นี่เพิ่งจะเจ็ดโมงกว่าเอง หรือว่าจะมีเรื่องด่วนอะไรเกิดขึ้นอีก

"ใช่ ตอนนี้แหละ" โจวอวิ๋นจิ่นไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม ลุกเดินมุ่งหน้าไปที่ประตู

จ้าวซานเหอไม่กล้าถามมาก รีบเดินตามไปติดๆ เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนเลยว่า บรรยากาศรอบตัวมันอึดอัดและตึงเครียดยิ่งกว่าเมื่อคืนเสียอีก

เมื่อจ้าวซานเหอและโจวอวิ๋นจิ่นเดินทางมาถึงบริษัทจงซูแคปิตอล เวลาเพิ่งจะแปดโมงเช้าเท่านั้น

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าก็คือ บรรดาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเกือบทั้งหมดมาถึงกันพร้อมหน้าแล้ว

หวงเทียนเลวี่ย หนิงจือ รวมถึงเหยียนเจี้ยนชิงและคนอื่นๆ ต่างก็มายืนรออยู่ที่หน้าห้องทำงานของโจวอวิ๋นจิ่นแล้ว บนใบหน้าของพวกเขาไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่น บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความอึดอัดราวกับพายุใหญ่กำลังจะก่อตัว

และสิ่งที่ทำให้จ้าวซานเหอประหลาดใจที่สุดก็คือ เฝิงซีก็อยู่ที่นี่ด้วย

เฝิงซีกลับมาเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้เพื่อจัดการโปรเจกต์ซื้อกิจการที่สำคัญนั่น ตามหลักแล้วเขาไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับงานประจำวันในประเทศเลย แต่ตอนนี้เขากลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ แถมสีหน้าของเขาก็ดูย่ำแย่ที่สุดในบรรดาทุกคน ขอบตาดำคล้ำ ตาขาวเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ริมฝีปากเม้มสนิท ท่าทางเหมือนคันธนูที่ถูกน้าวไว้จนสุด แฝงไปด้วยแรงตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ เห็นได้ชัดเลยว่าเมื่อคืนเขาคงนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ

ใจของจ้าวซานเหอกระตุกวูบ เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในเสี้ยววินาที

เรื่องที่ทำให้เฝิงซีเสียอาการได้ขนาดนี้ แถมยังรีบตาลีตาเหลือกมาตั้งแต่เช้าตรู่ ความเป็นไปได้มากที่สุดก็คือทางฝั่งเขาเกิดเรื่องขึ้นแล้ว และต้องไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่

บรรยากาศในตอนนี้เงียบกริบจนน่าขนลุก ไม่มีใครปริปากพูดอะไร ราวกับทุกคนกำลังรอคอยการมาถึงของโจวอวิ๋นจิ่น ราวกับว่าเธอคือที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียว

โจวอวิ๋นจิ่นกวาดตามองทุกคนด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก้าวเท้าเดินตรงไปที่ห้องทำงานของตัวเองโดยไม่หยุดพัก

วินาทีที่เฝิงซีเห็นโจวอวิ๋นจิ่น ก็เหมือนกับพบที่ระบายอารมณ์ เขารีบก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเจือความโกรธเกรี้ยว "พี่โจว ... "

ทว่ายังไม่ทันที่เฝิงซีจะพูดจบ โจวอวิ๋นจิ่นก็ยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ห้ามปรามอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังมาก แต่กลับแฝงพลังที่ช่วยเรียกสติ และมาพร้อมกับความน่าเกรงขามที่ไม่อาจขัดขืนได้ "เข้าไปคุยกันข้างใน"

ความโกรธที่แทบจะพุ่งปรี๊ดของเฝิงซี ถูกคำพูดสั้นๆ เพียงสามคำของโจวอวิ๋นจิ่นกดทับลงไปอย่างจัง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามฝืนให้ตัวเองใจเย็นลง แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ครับ"

เหยียนเจี้ยนชิงรีบก้าวเข้าไปเปิดประตูไม้เนื้อแข็งบานหนาของห้องทำงานให้โจวอวิ๋นจิ่นและเฝิงซี ทุกคนต่างก็มองตามหลังทั้งสองคนที่เดินตามกันเข้าไปในห้อง

ในเสี้ยววินาทีที่เหยียนเจี้ยนชิงค่อยๆ ปิดประตูลง ทุกคนที่อยู่ข้างนอกก็ได้ยินเสียงของเฝิงซีที่อดกลั้นอารมณ์โกรธและความอัดอั้นไว้ไม่อยู่ดังแทรกออกมาอย่างชัดเจน "พี่โจว นี่มันครั้งที่สองแล้วนะ พวกมัน ... "

ประโยคหลังจากนั้นถูกตัดขาดไว้หลังบานประตู แต่เพียงแค่ประโยคครึ่งท่อนนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่อยู่ข้างนอกรู้สึกตกใจอย่างรุนแรง

จ้าวซานเหอเพิ่งจะสบโอกาสเข้าไปใกล้หวงเทียนเลวี่ยที่มีสีหน้าตึงเครียดไม่แพ้กัน เขาลดเสียงลงแล้วถามด้วยความสงสัยเต็มประดา "ประธานหวง นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ"

หวงเทียนเลวี่ยเหลือบมองประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทอย่างระแวดระวัง ก่อนจะดึงจ้าวซานเหอหลบไปด้านข้าง และกระซิบตอบด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน "โปรเจกต์ที่ประธานเฝิงรับผิดชอบน่ะ โปรเจกต์ซื้อกิจการแบรนด์ยุโรปอันนั้นน่ะ พังไม่เป็นท่าแล้ว"

"พังแล้วเหรอครับ" จ้าวซานเหอสีหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา "ไม่ใช่ว่ากำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนการอนุมัติแล้วเหรอครับ ทำไมจู่ๆ ถึงพังล่ะครับ"

หวงเทียนเลวี่ยถอนหายใจยาว แต่ในแววตากลับแฝงความสะใจที่ยากจะอธิบายและแทบจะสังเกตไม่เห็น เพียงแต่เขาเก็บซ่อนมันไว้อย่างแนบเนียน

"นั่นสิครับ เดิมทีทุกอย่างก็กำลังไปได้สวย แต่จู่ๆ เมื่อตอนรุ่งสาง กองทุนไพรเวทอิควิตี้ที่ฮ่องกงเจ้านั้น ก็ประกาศยกเลิกความร่วมมือกับเราฝ่ายเดียวเฉยเลย พวกเขาทิ้งเราแล้วหันไปจับมือกับพาร์ตเนอร์เจ้าอื่นแทน" หวงเทียนเลวี่ยอธิบายอย่างจนใจ

การที่พาร์ตเนอร์หักหลังกันดื้อๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้ มันไม่ใช่การแข่งขันทางธุรกิจแบบปกติแน่ๆ จ้าวซานเหอฟันธงอย่างไม่ลังเลเลย "นี่ต้องมีคนตั้งใจเล่นงานเราแน่ๆ จงใจสกัดดาวรุ่งโปรเจกต์ของจงซูแคปิตอลชัดๆ"

ความจริงไม่ต้องให้จ้าวซานเหอพูด หวงเทียนเลวี่ยกับหนิงจือที่อยู่ข้างๆ ก็เดาได้อยู่แล้ว

ตอนนั้นเองหนิงจือก็เสริมข่าวร้ายที่ยิ่งกว่าเข้ามาอีก "ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ เมื่อกี้ตอนที่รอคุณน้าโจว ฉันได้ยินประธานเฝิงหลุดปากมาอีกเรื่อง โปรเจกต์ที่อเมริกาเหนือที่เขากำลังเจรจาอยู่ ซึ่งสเกลใหญ่ไม่แพ้กัน ทางนั้นก็ท่าทีดีมากมาตลอด แต่จู่ๆ เมื่อคืนก็ส่งอีเมลมาบอกว่า หลังจากพิจารณาแล้ว พวกเขาขอระงับความร่วมมือไว้ก่อนค่ะ"

โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่สองโปรเจกต์ถูกเบรกกะทันหัน แถมยังมาถูกเบรกในช่วงเวลาสำคัญทั้งคู่ จ้าวซานเหอฟังแล้วยิ่งมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเอง เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญเด็ดขาด

จ้าวซานเหอพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะวางแผนมาอย่างดีแล้วล่ะครับ เป้าหมายชัดเจนมาก ก็คือต้องการจะถล่มธุรกิจของจงซูแคปิตอลเราจากทุกทิศทุกทาง"

แม้ลึกๆ แล้วหวงเทียนเลวี่ยจะแอบอิจฉาเฝิงซีอยู่บ้าง แต่ในเวลานี้เขาก็ตระหนักดีถึงความรุนแรงของปัญหา นี่มันส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์และชื่อเสียงของเครือจงซูทั้งหมด เขาเลิกทำตัวเป็นคนดูเรื่องสนุกอยู่ห่างๆ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น "ใครกันที่กล้ามาเล่นงานเราโต้งๆ แบบนี้ งานนี้เล่นใหญ่ไม่เบาเลยนะ"

หนิงจือยิ่งแสดงความกังวลมากขึ้นไปอีก "ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็แปลว่าผู้มาเยือนย่อมไม่ประสงค์ดี แถมยังมีอำนาจล้นฟ้า พวกเราคงต้องระวังตัวให้ดีแล้วล่ะ หลังจากนี้ชีวิตพวกเราคงจะไม่ง่ายแน่ๆ"

จ้าวซานเหอพูดต่อทันที "ประธานหวง ประธานหนิง ไม่ว่าจะเป็นการสกัดดาวรุ่งอย่างจงใจหรือไม่ พวกเราก็ต้องเตรียมรับมือล่วงหน้าเอาไว้ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ก็คือ รีบตรวจเช็กโปรเจกต์สำคัญๆ ทั้งหมดที่กำลังดำเนินอยู่ หรือที่กำลังจะเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ เราต้องรีบผลักดันให้เร็วที่สุด พยายามปิดดีลและล็อกความร่วมมือให้ได้มากที่สุด ก่อนที่อีกฝ่ายจะขยายวงการโจมตีให้กว้างขึ้น เพื่อลดตัวแปรและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตครับ"

คำพูดของจ้าวซานเหอนั้นมีหลักการชัดเจนและตรงประเด็น ทำเอาหวงเทียนเลวี่ยและหนิงจืออดไม่ได้ที่จะต้องมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ เขากลับสามารถมองทะลุถึงจุดสำคัญ และเสนอแนวทางแก้ไขที่ใช้ได้จริง ความเยือกเย็นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลระดับนี้ มันเกินกว่าที่คนวัยและประสบการณ์ระดับเขาจะแสดงออกมาได้จริงๆ

และนี่ก็เป็นสิ่งที่เร่งด่วนที่สุดที่พวกเขาต้องทำในตอนนี้ ขืนปล่อยให้โดนเล่นงานรอบทิศทางอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ล่ะก็ ถึงตอนนั้นหากตั้งรับไม่ทัน ความเสียหายมันจะมหาศาลจนประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว

หวงเทียนเลวี่ยกับหนิงจือสบตากันอย่างรวดเร็ว ต่างฝ่ายต่างก็เห็นด้วยและสัมผัสได้ถึงความเร่งด่วน หวงเทียนเลวี่ยตัดสินใจทันที "ซานเหอพูดถูก เรื่องนี้ชักช้าไม่ได้แล้ว เดี๋ยวผมจะรีบสั่งให้เรียกประชุมด่วนระดับผู้บริหารทันที"

เหยียนเจี้ยนชิงที่ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย เฝ้ามองดูพวกเขาสามคนหารือกันเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่สายตาของเธอก็บ่งบอกว่า เธออาจจะรู้ข้อมูลวงในมากกว่าหวงเทียนเลวี่ยและหนิงจือ ในฐานะหนึ่งในผู้รับผิดชอบองค์กรอู๋หมิงจือเป้ย เธออาจจะได้รับเบาะแสความเคลื่อนไหวเบื้องลึกผ่านช่องทางพิเศษมาแล้วก็ได้

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังรอคอยอย่างร้อนใจ บรรยากาศก็ยิ่งทวีความตึงเครียด จู่ๆ โทรศัพท์ของจ้าวซานเหอก็สั่นขึ้นมา

เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอโชว์ชื่อของคุนหลุน

จ้าวซานเหอนึกว่าเป็นเรื่องของรถพราโด้สีดำที่เขาสั่งให้คุนหลุนไปสืบเมื่อคืน เขาจึงหยิบโทรศัพท์และรีบเดินเลี่ยงไปรับสายที่ห้องพักรับรองด้านข้าง

พอจ้าวซานเหอกดรับสายและเพิ่งจะพูดคำว่า "ฮัลโหล" เสียงทุ้มหนักและร้อนรนของคุนหลุนก็ดังสวนมาทันที ความนิ่งสงบแบบที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความร้อนใจ "ถูโก่ว เกิดเรื่องแล้ว"

เมื่อได้ยินคำว่า 'เกิดเรื่องแล้ว' หัวใจของจ้าวซานเหอก็กระตุกวูบ ลางสังหรณ์อันตรายทำให้เขารู้สึกใจคอไม่ดี หรือว่าจะเป็นเรื่องของเผยอวิ๋นซู อีกฝ่ายลงมือไวขนาดนี้เลยเหรอ

จ้าวซานเหอเผลอโพล่งถามออกไปโดยสัญชาตญาณ "เผยอวิ๋นซูเป็นอะไรไป"

ทางฝั่งคุนหลุนเหมือนจะชะงักไปนิดหน่อย คงไม่คิดว่าจ้าวซานเหอจะถามถึงเรื่องนี้ก่อน เขาจึงรีบอธิบาย "ไม่ใช่ฝั่งเผยอวิ๋นซูครับ ทางฝั่งนั้นพวกเรายังตามสืบอยู่ ตอนนี้ยังไม่เจออะไรผิดปกติ แต่เป็นทางฝั่งตระกูลซูต่างหากที่เกิดเรื่อง"

"ตระกูลซูเหรอ" จ้าวซานเหอหน้าเหวอไปชั่วขณะ สมองตามไม่ทัน ถามกลับด้วยความสงสัย "ตระกูลซูเกิดเรื่องอะไรขึ้น"

คุนหลุนสูดลมหายใจเข้าลึก รายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดสุดๆ "เมื่อกี้พวกเราเพิ่งได้รับข่าวจากทางหนานจิง ซูเลี่ยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่หนานจิงครับ อาการสาหัสมาก ตอนนี้กำลังยื้อชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล ยังไม่พ้นขีดอันตรายเลยครับ"

"อะไรนะ ซูเลี่ยรถชนเหรอ" จ้าวซานเหออุทานด้วยความตกใจ

นี่เป็นเรื่องที่จ้าวซานเหอคาดไม่ถึงจริงๆ

ซูเลี่ยคนนั้นคือทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลซู เป็นพ่อของซูจิ่งเฉินเชียวนะ ถึงแม้ว่าตัวซูเลี่ยเองจะมีนิสัยปล่อยวางและหลงใหลในศิลปะวัฒนธรรม แต่ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ทรัพยากรและเส้นสายในอนาคตของตระกูลซู ก็ย่อมต้องถูกส่งต่อไปยังซูจิ่งเฉินที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างราบรื่น ซูเลี่ยอาจจะไม่ยุ่งเรื่องงาน แต่ตำแหน่งนี้ยังไงก็ต้องยกให้ลูกชายอย่างซูจิ่งเฉินอยู่ดี

การที่อีกฝ่ายเลือกเล่นงานซูเลี่ยในจังหวะเวลานี้ เป้าหมายมันชัดเจนจนแทบไม่ต้องเดา ก็คือต้องการจะถล่มตระกูลซูให้บาดเจ็บสาหัส ทำให้ตระกูลซูตกอยู่ในความวุ่นวาย เพื่อจะได้บั่นทอนอำนาจของขั้วอำนาจฝั่งน้าโจวนั่นเอง

จ้าวซานเหอกำโทรศัพท์แน่น ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ เสียงของคุนหลุนยังคงดังก้องอยู่ในหู แต่สมองของเขากลับเริ่มอื้ออึงเพราะข่าวร้ายที่ถาโถมเข้ามาติดๆ กัน

โปรเจกต์ของเฝิงซีถูกสกัดดาวรุ่งรัวๆ ตระกูลสวี่ประกาศฉีกหน้าท้าทายอำนาจ และตอนนี้ทายาทตระกูลซูก็มาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเป็นตายเท่ากัน ...

เรื่องราวทั้งหมดนี้ ปะทุขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างกับนัดกันมา นี่ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญเด็ดขาด

จ้าวซานเหอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย สัมผัสได้ถึงวิกฤตและความกดดันอันมหาศาลที่กำลังก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึนและทับถมลงมา

พายุฝนตั้งเค้า ...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 580 - พายุฝนตั้งเค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว