เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 460 - การชดเชยจากคุณอาแท้ๆ และหลังบ้านลุกเป็นไฟ

บทที่ 460 - การชดเชยจากคุณอาแท้ๆ และหลังบ้านลุกเป็นไฟ

บทที่ 460 - การชดเชยจากคุณอาแท้ๆ และหลังบ้านลุกเป็นไฟ


ในวันที่สามหลังจากจ้าวซานเหอและหานเซียนจิ้งเกิดเรื่อง ผังซิงชูก็เดินทางมาถึงซีอาน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จ้าวซานเหอเดินทางจากส่านเป่ยกลับมายังซีอาน

เจียงไท่หังร้อนรนอยากให้ผังซิงชูรีบมา แต่ตู้เหวินปินกลับกังวลว่าหากผังซิงชูมาปรากฏตัวเร็วเกินไป อาจจะทำให้คนอื่นจับสังเกตและโยงเรื่องนี้มาถึงตัวเขาได้ จึงให้ผังซิงชูชะลอการเดินทางมาซีอานออกไปอีกสองสามวัน

เมื่อผังซิงชูมาถึงซีอานเขาก็ตรงไปพบเจียงไท่หังทันที หลังจากหารือและตกลงกันในเรื่องต่างๆ ซึ่งก็เป็นไปตามที่เจียงไท่หังร้องขอ หลังจากนั้นเพื่อความปลอดภัย ผังซิงชูก็ไม่ได้พบเจียงไท่หังอีกเลย เขาอาศัยเส้นสายเพื่อติดต่อกับทางฝั่งของตาเฒ่าเกา และเฝ้ารอคอยอย่างใจเย็นจนกระทั่งตาเฒ่าเกายอมตกลงที่จะพบเขา

คืนนี้คือช่วงเวลาที่พวกเขาได้นัดพบกัน สถานที่นัดหมายผังซิงชูเป็นคนกำหนดเอง เขาไม่กล้าเดินทางไปที่คฤหาสน์เว่ยเหอของตาเฒ่าเกาโดยตรง เพราะกลัวว่าจะมีคนสืบรู้เบาะแส โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนแอบจับตาดูเขาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว

ณ ขณะนี้ ภายในห้องส่วนตัวของร้านอาหารสไตล์ไพรเวตไดนิ่งที่โดดเด่นด้วยอาหารสไตล์หวยหยาง ตาเฒ่าเกาและจิ่งซิ่นหยางกำลังนั่งหารือกับผังซิงชู ผังซิงชูได้ใช้เส้นสายของตระกูลตู้ ให้ผู้มีอำนาจระดับสูงในศาลากลางมณฑลต่อสายตรงมาเจรจากับตาเฒ่าเกา โดยผู้อาวุโสท่านนี้ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการให้ตาเฒ่าเกาตกลงร่วมมือกับผังซิงชู

หลังจากวางสาย ตาเฒ่าเกาก็รู้สึกลำบากใจอยู่ไม่น้อย เขาจำเป็นต้องไว้หน้าผู้อาวุโสท่านนี้ เพราะที่ผ่านมาความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ถือว่าแน่นแฟ้นดี แต่เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของผังซิงชู และแอบกังวลว่าผังซิงชูอาจจะเป็นหน้าม้าที่เจียงไท่หังส่งมา

ตาเฒ่าเกาจึงตัดสินใจถามออกไปตรงๆ "คุณผังครับ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี ทำไมตระกูลตู้ของคุณถึงสนใจกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมซีปู้ล่ะครับ"

ผังซิงชูเตรียมคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เขายกแก้วเหล้าขึ้นจิบก่อนจะตอบว่า "เพราะว่ามันมีผลประโยชน์ให้กอบโกยยังไงล่ะครับ"

ตาเฒ่าเกาและจิ่งซิ่นหยางสบตากันด้วยความคลางแคลงใจ

ตาเฒ่าเกาถามด้วยความสงสัย "ถ้าพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ ผมว่าโอกาสในแถบฉางซานเจี่ยวหรือเมืองชายฝั่งน่าจะมีมากกว่าตั้งเยอะ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาเล็งบริษัทเอกชนในส่านซีล่ะครับ"

ผังซิงชูหัวเราะเบาๆ พยายามพูดโน้มน้าวตาเฒ่าเกา "ที่นั่นเป็นตลาดที่อิ่มตัวแล้วครับ แถมขั้วอำนาจก็ซับซ้อนยุ่งเหยิง ถ้าเทียบกันแล้วเขตตะวันตกเฉียงเหนือดูมีอนาคตที่สดใสกว่า ตระกูลตู้ของเรากำลังวางแผนขยายธุรกิจเข้ามาในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ และซานฉินก็คือหัวหาดของเรา ประจวบเหมาะกับที่เจียงไท่หังแห่งกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมซีปู้เพิ่งจะสูญเสียแบ็คอัพไป หุ้นในบริษัทก็ถูกกระจายออกไป ทำให้ง่ายต่อการที่เราจะเข้าไปแทรกแซงพอดีครับ"

ตาเฒ่าเกาหรี่ตาแคบลง "ตระกูลตู้คิดจะเข้ามาสวมรอยแทนที่เจียงไท่หังงั้นเหรอ"

ผังซิงชูตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "พวกเราตั้งใจแบบนั้นแหละครับ"

ในตอนนั้นเองจิ่งซิ่นหยางก็พูดแทรกขึ้นมา "คุณผังครับ เบื้องหลังของเจียงไท่หังยังมีตระกูลเฉียนหนุนอยู่นะครับ ผมว่าโอกาสของพวกคุณคงริบหรี่"

ผังซิงชูหันไปมองจิ่งซิ่นหยางพลางแค่นเสียงอย่างดูแคลน "คุณจิ่งครับ คุณคงประเมินพวกเราต่ำไปหน่อยล่ะมั้ง ถ้าไม่มีแผนการที่รัดกุมและรอบคอบ พวกเราคงไม่บุกมาหาพวกคุณถึงที่นี่หรอกครับ"

จิ่งซิ่นหยางพูดด้วยท่าทีหยอกล้อ "งั้นผมก็อยากรู้จริงๆ ว่าแผนของพวกคุณคืออะไร"

ผังซิงชูตอบอย่างไม่สบอารมณ์ "คุณบารมียังไม่ถึง ยังไม่คู่ควรที่จะรู้หรอก"

จิ่งซิ่นหยางรู้สึกโกรธเคือง แต่ในเมื่อผังซิงชูมีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง เขาก็ต้องยอมจำนน

สีหน้าของตาเฒ่าเกาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่ค่อยพอใจกับความหยิ่งยโสของผังซิงชูนัก จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "คุณผังครับ พวกเรามาเปิดอกคุยกันตรงๆ ดีกว่า เราสองฝ่ายไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน แต่ในเมื่อรองเลขาธิการเจิ้งเอ่ยปากมา ผมก็จะพยายามร่วมมือกับพวกคุณให้ได้มากที่สุด อีกอย่างหุ้นของกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมซีปู้สำหรับพวกเราตอนนี้มันก็เป็นเหมือนซี่โครงไก่ ทิ้งไปก็เสียดาย เก็บไว้ก็ไร้รสชาติ เรายินดีที่จะขายมันออกไป แต่มีข้อแม้ว่าพวกคุณต้องไม่ใช่กำลังเสริมที่เจียงไท่หังเรียกมา เพราะผมกับเจียงไท่หังนั้นเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับไฟ ถ้าคุณจะเล่นงานเจียงไท่หัง เราก็เป็นเพื่อนกัน แต่ในทางกลับกัน ต่อให้ต้องผิดใจกับรองเลขาธิการเจิ้ง ผมก็ไม่มีวันร่วมมือกับพวกคุณเด็ดขาด"

ตาเฒ่าเกาแสดงจุดยืนชัดเจน ผังซิงชูก็ตอบกลับอย่างไม่ลังเล "คุณเกาพูดจาตรงไปตรงมาดี ผมก็ชอบทำงานกับคนที่ตรงไปตรงมาเหมือนกัน ขอเพียงแค่พวกเราตกลงความร่วมมือกันในครั้งนี้ได้ ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะต้องมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกแน่นอน บารมีของตระกูลตู้เป็นยังไงคุณเกาก็น่าจะรู้ดี โดยเฉพาะในแวดวงตลาดทุน"

ถ้าไม่ใช่เพราะเบื้องหลังของตระกูลตู้และการที่รองเลขาธิการเจิ้งออกหน้า ตาเฒ่าเกาคงไม่เสียเวลามานั่งคุยกับผังซิงชูหรอก

ผังซิงชูพูดต่อไปว่า "ส่วนเรื่องที่คุณเกากังวลว่าเราจะเป็นกำลังเสริมของเจียงไท่หัง คุณเกาคิดว่าเจียงไท่หังมีคุณสมบัติพอไหมล่ะครับ เขาก็เป็นได้แค่เบี้ยตัวหนึ่งของเราเท่านั้นแหละ"

ตระกูลตู้ไม่กังวลเลยสักนิดว่าตาเฒ่าเกาจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเจียงไท่หัง ขอเพียงแค่ได้หุ้นมาอยู่ในมือก่อน ถึงตอนนั้นต่อให้ตาเฒ่าเการู้ความจริง ก็ค่อยหาทางชดเชยให้ทีหลังก็ยังได้

พอได้ยินแบบนี้ ตาเฒ่าเกาก็เริ่มไว้ใจผังซิงชูขึ้นมาบ้าง เขาคิดว่าเจียงไท่หังคงไม่มีปัญญาไปเชิญตระกูลตู้มาช่วยเหลือหรอก ถ้ามีความสามารถขนาดนั้น กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมซีปู้คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้

"ตกลงครับ ในเมื่อคุณผังพูดแบบนี้ งั้นผมจะกลับไปพิจารณาดูให้ดี แล้วจะรีบให้คำตอบคุณผังโดยเร็วนะครับ" ตาเฒ่าเกาไม่ได้ตอบตกลงในทันที แต่ขอเวลาเพื่อชั่งน้ำหนักดูก่อน

ผังซิงชูไม่ได้บีบคั้น เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ "งั้นผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณเกานะครับ"

เมื่อคุยธุระสำคัญเสร็จสิ้น พวกเขาก็ร่วมดื่มสังสรรค์และพูดคุยเรื่องสัพเพเหระต่อไป งานเลี้ยงคงไม่จบลงง่ายๆ ผังซิงชูถือโอกาสหยิบยกเรื่องของตระกูลตู้มาเล่าให้ฟังพอหอมปากหอมคอ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญของตระกูลตู้ในตลาดทุน ซึ่งจะสามารถนำผลประโยชน์และความร่วมมือมากมายมาให้ฝั่งตาเฒ่าเกาได้ในอนาคต

ความสามารถเหล่านี้คือสิ่งที่ตระกูลตู้มีอย่างล้นเหลือ และตาเฒ่าเกาก็สามารถไปสืบเสาะความจริงได้ไม่ยาก

หลังจากรับฟัง ตาเฒ่าเกาก็มีความเข้าใจในศักยภาพของตระกูลตู้มากขึ้น และในใจก็เริ่มโอนเอียงไปทางการตอบตกลงแล้ว

ทางฝั่งของจ้าวซานเหอ เมื่อกลับมาถึงวิลล่าในเขตหางเทียนเฉิง เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่มแล้ว ป่านนี้หลินรั่วอิ่งคงจะอยู่ที่บ้าน จ้าวซานเหอจึงตัดสินใจที่จะโทรศัพท์หาหลินรั่วอิ่ง

เว่ยเจิ้นถิงได้ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มาให้จ้าวซานเหอแล้ว พร้อมกับเปิดเบอร์ใหม่ให้ด้วย ส่วนซิมการ์ดเบอร์เดิมไม่ได้ไปขอทำใหม่

จ้าวซานเหอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็กดโทรออกไปยังเบอร์ของหลินรั่วอิ่ง เขาไม่ได้เป็นฝ่ายส่งเสียงทักทายก่อน แต่ให้หลี่เป่ยเฟิงศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนพูด เพื่อให้แน่ใจว่าทางฝั่งของหลินรั่วอิ่งไม่มีคนนอกอยู่ด้วย

จ้าวซานเหอบอกหลี่เป่ยเฟิงว่าจะโทรหาแฟนสาวอย่างหลินรั่วอิ่ง หลี่เป่ยเฟิงยังไม่รู้เลยว่าศิษย์น้องเล็กมีแฟนแล้ว จ้าวซานเหอจึงอธิบายไปว่าเป็นรักแรกสมัยเรียนมัธยมปลาย หลี่เป่ยเฟิงเหมือนจะพอมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่ก็จำรายละเอียดไม่ได้แน่ชัด

ที่บ้านพักในเขตศาลากลางมณฑล หลินรั่วอิ่งได้กลับมาอยู่ที่บ้านตึกสองชั้นของหลินหย่งเสียน วันนี้เธอตั้งใจจะพูดคุยกับเจ๊หมิ่นให้มากขึ้น แต่นึกไม่ถึงว่าเจ๊หมิ่นจะมีธุระด่วนต้องออกไปข้างนอกเสียก่อน นี่ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

เฉาจือเวยก็พักอยู่ที่นี่ด้วยความเป็นห่วงลูกสาว กลัวว่าเธอจะคิดสั้น จึงขอลางานหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนลูก โดยทิ้งภาระงานทุกอย่างไปจนหมด

ต่อให้ลูกสาวจะไม่อยากเผชิญหน้าหรือพูดคุยด้วย เฉาจือเวยก็จำยอมทนอยู่ในซีอานต่อไป ถึงอย่างไรจ้าวซานเหอก็เสียชีวิตไปแล้ว หลังจากนี้เธอเพียงแค่ต้องอดทนพยายามประสานรอยร้าวกับลูกสาว สักวันความสัมพันธ์ของพวกเธอจะต้องดีขึ้น เธอเป็นแม่ของรั่วอิ่งนะ ยิ่งไปกว่านั้นการตายของจ้าวซานเหอก็ไม่ได้เป็นฝีมือของเธอสักหน่อย

เดิมทีหลินรั่วอิ่งตั้งใจจะกลับไปพักที่คอนโดเทียนตี้หยวนตานเซวียนฝาง แต่หลินหย่งเสียนไม่ยอมให้เธอไปอยู่คนเดียวเด็ดขาด เพราะกลัวว่าเธอจะเกิดอันตราย หลินรั่วอิ่งไม่มีทางเลือกจึงต้องจำใจพักอยู่ที่นี่ต่อไป แต่เธอก็ไม่ยอมพูดคุยกับแม่ของเธออย่างเฉาจือเวยเลยสักคำ

เวลานี้หลินรั่วอิ่งเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอนอนอยู่บนเตียงพลางเลื่อนดูรูปถ่ายที่เคยถ่ายคู่กับจ้าวซานเหอ นี่เป็นวิธีเดียวที่ช่วยบรรเทาความเศร้าโศกและความเจ็บปวดของเธอในตอนนี้

ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลินรั่วอิ่งพบว่าเป็นเบอร์แปลกและมีรหัสพื้นที่เป็นของเมืองซีอาน เธอสงสัยว่าใครกันที่โทรมาหาเธอในเวลาดึกดื่นป่านนี้

หลินรั่วอิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็กดรับสาย เผื่อว่าจะเป็นเพื่อนของจ้าวซานเหอโทรมา หรืออาจจะมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับจ้าวซานเหอ

เมื่อรับสาย เสียงทุ้มต่ำของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา "ฮัลโหล ใช่รั่วอิ่งไหมครับ"

หลินรั่วอิ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "สวัสดีค่ะ ฉันหลินรั่วอิ่งค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือใครคะ"

น้ำเสียงของหลินรั่วอิ่งนุ่มนวลมาก หลี่เป่ยเฟิงจำได้ว่าเคยพบกับหลินรั่วอิ่งสองครั้ง เป็นหญิงสาวที่สวยน่ารักมากทีเดียว เดาว่าตอนนี้คงโตเป็นสาวสะพรั่งแล้ว

เขาตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า "รั่วอิ่ง พี่คือหลี่เป่ยเฟิง ศิษย์พี่ใหญ่ของซานเหอนะ มีเรื่องของซานเหออยากจะบอกเธอหน่อย ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แล้วมีใครอยู่ด้วยหรือเปล่า"

หลินรั่วอิ่งไม่คาดคิดว่าจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ของจ้าวซานเหอ เธอเคยฟังจ้าวซานเหอเล่าเรื่องราวเหล่านี้ และรู้ว่าเขามีศิษย์พี่ศิษย์น้องอยู่สี่ห้าคน

เมื่อยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายได้แล้ว หลินรั่วอิ่งก็รีบตอบด้วยความเกรงใจ "สวัสดีค่ะศิษย์พี่ใหญ่ ตอนนี้หนูอยู่ที่บ้านค่ะ ไม่มีใครอยู่ด้วย มีอะไรพี่บอกมาได้เลยค่ะ"

หลี่เป่ยเฟิงพูดดักคอไว้ล่วงหน้า "รั่วอิ่ง เดี๋ยวพี่จะให้เขาคุยกับเธอนะ แต่พอฟังแล้วเธอต้องคุมสติให้อยู่ล่ะ ห้ามตื่นเต้นโวยวายเด็ดขาดนะ"

หลินรั่วอิ่งได้ยินเช่นนั้นใจก็หล่นวูบ หรือว่าเรื่องของซานเหอจะได้ข้อสรุปแล้ว

หลินรั่วอิ่งรู้สึกหวาดกลัว เธอตอบกลับอย่างกระสับกระส่าย "ได้ค่ะ"

จังหวะนั้นเอง หลี่เป่ยเฟิงก็ยื่นโทรศัพท์ให้จ้าวซานเหอ ก่อนจะปลีกตัวเดินออกไป เพื่อเปิดพื้นที่ส่วนตัวให้คู่รักได้พูดคุยกัน เขารู้ดีว่าจ้าวซานเหอหายตัวไปหลายวัน หลินรั่วอิ่งคงจะเป็นห่วงมากแน่ๆ

เมื่อจ้าวซานเหอรับโทรศัพท์มา เขาถอนหายใจลึกก่อนจะค่อยๆ เอ่ยปาก "รั่วรั่ว นี่ผมเอง ผมไม่เป็นไรนะ ทำให้คุณต้องมานั่งเป็นห่วงซะแล้ว"

เพียงคำพูดง่ายๆ สั้นๆ สี่คำ ก็ทำเอาหลินรั่วอิ่งถึงกับสมองขาวโพลน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกคาถาสะกดนิ่ง โทรศัพท์ในมือร่วงหล่นลงบนที่นอน

เมื่อประโยค "รั่วรั่ว นี่ผมเอง ผมไม่เป็นไรนะ ทำให้คุณต้องมานั่งเป็นห่วงซะแล้ว" ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท หลินรั่วอิ่งก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

น้ำเสียงนั้นแหบพร่าเล็กน้อย เจือความเหนื่อยล้า ทว่ากลับคุ้นเคยอย่างเหลือเกิน คุ้นเคยจนเหมือนสลักลึกลงไปในจิตวิญญาณของเธอ

นี่คือเสียงของซานเหอ

เขายังไม่ตาย เธอรู้มาตลอดว่าเขาต้องปลอดภัยแน่ๆ

การรอคอยอันแสนยาวนาน ความกังวลที่ไม่สิ้นสุด ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดตลอดหลายวัน มลายหายไปจนสิ้นในวินาทีนี้ เธอรู้สึกเพียงว่าทุกสิ่งที่ผ่านมานั้นมันคุ้มค่าเหลือเกิน

ขณะนี้หลินรั่วอิ่งหายใจหอบถี่ เธอถึงกับสงสัยว่าตัวเองคิดถึงเขามากไปจนเกิดอาการหูแว่วไปเองหรือเปล่า

ช่วงหลายคืนที่ผ่านมา เธอมักจะฝันเห็นเขาเรียกชื่อเธออยู่บ่อยครั้ง แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมากลับพบเพียงความมืดมิดที่ว่างเปล่า

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่หูแว่ว

มันคือเรื่องจริง

เมื่อดึงสติกลับมาได้ หลินรั่วอิ่งก็ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผ้าห่มร่วงหล่นลงจากบ่า เธอเม้มริมฝีปากแน่นพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่น้ำตากลับร่วงผล็อยราวกับสร้อยไข่มุกที่ขาดวิ่น หยดแหมะลงบนหน้าจอโทรศัพท์ที่เพิ่งเก็บขึ้นมาจนเป็นรอยคราบน้ำพร่ามัว

"ซานเหอ คุณ ... " หลินรั่วอิ่งอ้าปากพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลำคอกลับตีบตัน มีเพียงเสียงสะอื้นที่ถูกกดทับเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก

ความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง ความคิดถึงตลอดหลายวันที่ผ่านมา รวมถึงความเจ็บปวดราวกับถูกควักหัวใจตอนที่รู้ข่าวว่าเขาเกิดเรื่อง ทุกอย่างถูกกระตุ้นออกมาพร้อมกับคำพูดเพียงประโยคเดียว มันถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองมาตลอด ในที่สุดวินาทีนี้เธอก็สามารถระบายมันออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด แท้จริงแล้วน้ำตาเหล่านั้นเพียงแค่เฝ้ารอเหตุผลที่จะปล่อยให้มันไหลรินออกมาอย่างอิสระก็เท่านั้นเอง

"รั่วรั่ว อย่าร้องนะ" จ้าวซานเหอได้ยินเสียงสะอื้นของหลินรั่วอิ่งก็รีบเอ่ยปลอบโยน

น้ำเสียงของจ้าวซานเหอเต็มไปด้วยความปวดใจ "รั่วรั่ว ผมขอโทษนะ เป็นความผิดของผมเองที่ทำให้คุณต้องมานั่งเป็นห่วง"

หลินรั่วอิ่งปาดน้ำตาพร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้าง เธอพรั่งพรูความอัดอั้นออกมา "คุณมันคนบ้า ทำไมคุณถึงไม่รับโทรศัพท์ฉัน ทำไมถึงหายตัวไปนานขนาดนี้ คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน"

จ้าวซานเหอพอจะจินตนาการได้เลยว่าหลินรั่วอิ่งต้องใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาได้อย่างไร ถ้าเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับหลินรั่วอิ่ง เขาเองก็คงจะเป็นห่วงมากกว่าหลินรั่วอิ่งด้วยซ้ำ

จ้าวซานเหอยังคงง้อหลินรั่วอิ่งต่อไป "ใช่ๆ เป็นความผิดของผมเอง เป็นความผิดของผมเอง ไว้ถ้าเราเจอกันเมื่อไหร่ คุณจะตีจะด่าผมยังไงผมก็ยอมทั้งนั้น"

หลินรั่วอิ่งทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกัน รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังฝันไป ใครใช้ให้เซอร์ไพรส์นี้มันมาเร็วเกินไปล่ะ ในจังหวะที่เธอเกือบจะสิ้นหวัง ทุกอย่างก็พลิกผันกลับตาลปัตรอย่างเงียบๆ

จ้าวซานเหอคอยปลอบประโลมหลินรั่วอิ่งแบบนี้ต่อไป ไม่ว่าหลินรั่วอิ่งจะต่อว่าอะไรเขาก็ยอมรับผิดและง้อเธอสารพัด จนกระทั่งอารมณ์ของหลินรั่วอิ่งเริ่มสงบลง

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลินรั่วอิ่งที่ร้องไห้จนเจ็บตาไปหมดก็เริ่มตั้งคำถาม "ซานเหอ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน แล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ"

จ้าวซานเหอตอบอย่างมีนัย "ตอนนี้ผมอยู่ที่ซีอานครับ ส่วนเรื่องที่เกิดอะไรขึ้น เอาไว้เจอกันแล้วผมค่อยเล่าให้คุณฟังนะ คุณแค่รู้ว่าผมปลอดภัยก็พอแล้ว"

แต่หลินรั่วอิ่งกลับไม่ยอมเชื่อ เธอพูดด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง "ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนคะ ฉันอยากเจอคุณ"

จ้าวซานเหอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ต้องจำใจพูดว่า "รั่วอิ่ง ตอนนี้ผมยังมีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะ ช่วงนี้เราอาจจะยังเจอกันไม่ได้นะ รอให้ผมเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเราค่อยเจอกันนะ หวังว่าคุณจะเข้าใจผม"

เพื่อไม่ให้หลินรั่วอิ่งคิดมาก จ้าวซานเหอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้ เขาไม่อยากให้หลินรั่วอิ่งต้องมาเป็นกังวล

อีกอย่างคือ ตู้เหวินปินจะต้องให้คนคอยจับตาดูรั่วอิ่งอยู่แน่นอน จ้าวซานเหอไม่อาจปล่อยให้ตู้เหวินปินรู้ตัวในตอนนี้ได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่

คำพูดของจ้าวซานเหอทำให้หลินรั่วอิ่งรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่พอคิดถึงเรื่องราวใหญ่โตที่จ้าวซานเหอต้องเผชิญ ก็คงจะมีเรื่องมากมายให้เขาต้องสะสางจริงๆ

เธอช่วยอะไรจ้าวซานเหอไม่ได้ ทำได้เพียงพยายามไม่ทำตัวให้จ้าวซานเหอต้องเป็นห่วงก็พอ

แม้เธอจะอยากพบจ้าวซานเหอมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมอดกลั้น และทำตามในสิ่งที่จ้าวซานเหอบอก "ก็ได้ค่ะ งั้นคุณต้องระวังตัวให้มากๆ นะคะ คุณต้องโทรหาฉันเพื่อรายงานความปลอดภัยทุกวันด้วย ฉันไม่อยากต้องมาทนรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียคุณไปอีกแล้ว"

จ้าวซานเหอรู้สึกผิดลึกๆ ครั้งนี้เขาทำให้รั่วอิ่งต้องทนทุกข์ทรมานและเสียใจมากเกินไปจริงๆ ไว้มีโอกาสเขาจะต้องชดเชยให้รั่วอิ่งอย่างสาสม

จังหวะนั้นเองจ้าวซานเหอก็ถามขึ้น "ตอนนี้คุณพักอยู่ที่คอนโดเทียนตี้หยวนตานเซวียนฝาง หรืออยู่ที่บ้านพักข้าราชการของพ่อล่ะ"

หลินรั่วอิ่งตอบตามความจริง "อยู่ที่บ้านพักของพ่อค่ะ พ่อมาอยู่เป็นเพื่อนฉันหลายวันแล้ว แม่เองก็บินมาจากเซี่ยงไฮ้เหมือนกัน"

เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตไปแล้ว ทางฝั่งตระกูลหลินคงจะรู้ข่าวกันหมดแล้ว และคงจะกำลังจับตามองเรื่องนี้อยู่อย่างใกล้ชิดแน่ๆ นี่ทำให้จ้าวซานเหอรู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดหน่อย

เพราะหลินหย่งเสียนเคยกำชับเขาไว้หลายเรื่อง และเฉาจือเวยเองก็มีอคติกับเขาอย่างหนักอยู่แล้ว

ถึงกระนั้น จ้าวซานเหอก็ยืนกรานที่จะแก้แค้นต่อไป ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งเขาได้

"รั่วอิ่ง คุณอย่าเพิ่งบอกเรื่องที่ผมปลอดภัยกับคุณพ่อคุณแม่นะ ซีอานตอนนี้อันตรายเกินไป พรุ่งนี้คุณหาข้ออ้างกลับเซี่ยงไฮ้ไปก่อนเถอะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งกลับมาซีอาน รอผมจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วคุณค่อยกลับมา ผมสัญญาว่าจะโทรหาคุณ ส่งวิดีโอหาคุณทุกวันเลย ตกลงไหม" จ้าวซานเหอจัดการวางแผนอย่างเสร็จสรรพ

แม้หลินรั่วอิ่งจะมีเรื่องสงสัยอยู่เต็มอก แต่เธอก็เชื่อว่าการที่จ้าวซานเหอทำแบบนี้ย่อมมีเหตุผลของเขา เธอจึงได้แต่ทำตามที่จ้าวซานเหอบอก

ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยเธอก็ได้รู้แล้วว่าจ้าวซานเหอยังปลอดภัยดี สำหรับเธอแล้วนี่แหละคือข่าวดีที่สุด

เมื่อหลินรั่วอิ่งดึงสติกลับมาได้เธอก็พูดว่า "ตกลงค่ะ งั้นพรุ่งนี้ฉันจะกลับไปก่อน ไม่ว่ายังไง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณต้องจำไว้นะคะว่ายังมีฉันอยู่"

จ้าวซานเหอพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คุณวางใจเถอะ ผมรู้ดี"

หลังจากปลอบใจหลินรั่วอิ่งอยู่พักใหญ่ และหลินรั่วอิ่งก็กำชับจ้าวซานเหอซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาจึงยอมวางสายไป

หลังจากวางสาย จ้าวซานเหอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขามักจะทำให้หลินรั่วอิ่งต้องคอยหวาดกลัวอยู่เสมอ

เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจชั้นดี ทำให้เขาได้รับบทเรียนราคาแพงและสูญเสียอย่างหนักหน่วง ต่อจากนี้ไปเขาจะต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าจะไม่ยอมทำผิดพลาดซ้ำรอยแบบนี้อีก จะไม่ยอมพาตัวเองไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังอีก และยิ่งไปกว่านั้นคือจะไม่ยอมให้คนรอบข้างต้องมาคอยเป็นห่วงและหวาดกลัวอีกต่อไป

หลินรั่วอิ่งที่เพิ่งวางสายไป ความตึงเครียดที่เกาะกินจิตใจมาหลายวันในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อยเสียที เธอนอนคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ อยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นนอน หลินรั่วอิ่งก็กินข้าวเช้าและบอกหลินหย่งเสียนกับเฉาจือเวยว่า เธอยอมรับข่าวการเกิดเรื่องของจ้าวซานเหอได้แล้ว เธอไม่อยากต้องมานั่งทนรออย่างทรมานอีกต่อไป จึงตั้งใจจะเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ในช่วงบ่าย

ท่าทีที่ผิดปกติของหลินรั่วอิ่ง ทำเอาหลินหย่งเสียนและเฉาจือเวยตกใจไปตามๆ กัน หลินหย่งเสียนรีบพยายามพูดจาปลอบประโลมหลินรั่วอิ่งว่า ทางส่านเป่ยเริ่มมีเบาะแสบ้างแล้ว ขอให้หลินรั่วอิ่งอย่ากังวลไปเลย จ้าวซานเหอจะต้องปลอดภัยแน่ๆ

ที่หลินหย่งเสียนพูดแบบนี้ ก็เพราะรู้ดีว่าในยามนี้ความหวังคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ขอเพียงความหวังยังไม่ดับสูญ จิตใจของคนก็จะไม่พังทลายลงมา

แม้แต่เฉาจือเวยในเวลานี้ ก็ยังเอ่ยปากบอกว่าเธอเชื่อว่าจ้าวซานเหอยังปลอดภัยดี และขอให้หลินรั่วอิ่งอย่าเพิ่งคิดฟุ้งซ่านไปไกล

หลินรั่วอิ่งบอกว่าเธอไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน แต่เธอแค่ไม่อยากทนรออีกต่อไปแล้ว การอยู่ที่ซีอานมีแต่จะทำให้คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ เธออยากกลับไปบ้างานที่เซี่ยงไฮ้เพื่อทำให้ตัวเองเลิกคิดเรื่องนี้ ถ้ามีข่าวอะไรก็ให้หลินหย่งเสียนโทรไปบอกเธอ

เมื่อหลินรั่วอิ่งยืนกรานเช่นนั้น หลินหย่งเสียนและเฉาจือเวยก็หมดหนทางเกลี้ยกล่อม ทำได้เพียงยอมให้หลินรั่วอิ่งกลับเซี่ยงไฮ้ โดยมีเฉาจือเวยร่วมเดินทางกลับไปด้วย

เงื่อนไขเดียวที่พวกเขาขอคือ ห้ามหลินรั่วอิ่งอยู่คนเดียวเด็ดขาด เธอต้องกลับไปพักที่คอนโดลวี่เฉิงหวงผู่วานเท่านั้น

หลินรั่วอิ่งไม่มีปัญหาอะไร เธอตอบตกลงอย่างว่าง่าย

ดังนั้น ในช่วงบ่ายหลินรั่วอิ่งและแม่ของเธอ เฉาจือเวย ก็เดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ ก่อนออกเดินทางเธอก็ไม่ลืมที่จะส่งข้อความไปหาจ้าวซานเหอ

ทางฝั่งจ้าวซานเหอก็เริ่มลงมือยุ่งอยู่กับการเตรียมการ หลังจากยืนยันว่าตู้เหวินปินได้ติดต่อกับตาเฒ่าเกาแล้ว จ้าวซานเหอก็ต้องหาทางขัดขวางให้ได้

ช่วงเที่ยง จี้หมิ่นได้มาหาจ้าวซานเหออีกครั้ง เมื่อวานเธอลืมบอกเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือลืมบอกจ้าวซานเหอว่าพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวกลับมาแล้ว

วันนี้เธอจึงพาพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวมาพบจ้าวซานเหอโดยตรง เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวเธอหรือจ้าวซานเหอ พวกเขาต่างก็ไว้ใจพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์

วันนี้จ้าวซานเหอเรียกจี้หมิ่นมา ก็เพื่ออยากให้จี้หมิ่นออกหน้าไปเจรจากับตาเฒ่าเกา จี้หมิ่นต้องหาทางเปิดโปงแผนชั่วของตู้เหวินปินให้ได้ และต้องไม่ยอมให้หุ้นของตาเฒ่าเกาตกไปอยู่ในมือของตู้เหวินปินเด็ดขาด

สรุปก็คือ พวกเขาจะสามารถฮุบหุ้นของตาเฒ่าเกามาได้หรือไม่นั้นค่อยว่ากันทีหลัง แต่จะยอมให้ตู้เหวินปินได้หุ้นของตาเฒ่าเกาไปไม่ได้เด็ดขาด และต้องไม่ให้ตาเฒ่าเกาให้การสนับสนุนตู้เหวินปินด้วย

เมื่อจี้หมิ่นพาพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวเดินเข้ามาในห้องรับแขก จ้าวซานเหอชะงักไปชั่วขณะด้วยความตกตะลึง เขาไม่คาดคิดเลยว่าพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวจะกลับมา

ในเวลานี้ เมื่อได้พบกับพวกเขาทั้งสอง จ้าวซานเหอก็รู้สึกหลากหลายอารมณ์ ทั้งดีใจและละอายใจในเวลาเดียวกัน

ใครใช้ให้ตอนที่พี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวจากไป พวกเขาฝากฝังให้จ้าวซานเหอดูแลพี่หานให้ดีๆ แต่ตอนนี้พี่หานกลับมาเกิดเรื่องเพราะเขา

จ้าวซานเหอค่อยๆ เดินเข้าไปหาพวกเขาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง "พี่เซี่ย เหมียวเหมี่ยว ผมขอโทษ ผมดูแลพี่หานได้ไม่ดี ทำให้พวกคุณต้องผิดหวังแล้ว"

ตอนที่จี้หมิ่นบอกพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวว่าจ้าวซานเหอยังไม่ตาย พวกเขายังแอบไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก จ้าวซานเหอจะรอดมาได้ยังไง แล้วถ้าจ้าวซานเหอรอดมาได้ พี่หานล่ะจะรอดมาด้วยไหม

ใครจะไปรู้ว่าจี้หมิ่นกลับบอกว่า นอกจากจ้าวซานเหอแล้ว คนอื่นๆ ตายกันหมด

เมื่อพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวได้ยินเช่นนั้น ความหวังที่เพิ่งจุดประกายขึ้นมาก็ถูกดับมอดลงไปในพริบตา

แต่อย่างน้อยจ้าวซานเหอก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายกันไปจนหมด

เมื่อได้พบจ้าวซานเหอในเวลานี้ พี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวก็ปักใจเชื่อความจริงข้อนี้อย่างสนิทใจ

พี่เซี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าทว่าหนักแน่น "ซานเหอ นายไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เจ๊หมิ่นเล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเราฟังแล้ว"

เหมียวเหมี่ยวก็ช่วยปลอบใจจ้าวซานเหอเช่นกัน "ลูกพี่ อย่างน้อยนายก็ยังปลอดภัยดี นายยังมีชีวิตอยู่ พวกเราจะได้มีโอกาสแก้แค้นให้พี่หานไงล่ะ"

พี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวเข้าใจจ้าวซานเหอเป็นอย่างดี เพราะรู้ว่าในช่วงเวลานี้คนที่เจ็บปวดและเศร้าเสียใจที่สุดก็คือจ้าวซานเหอ ใครใช้ให้คนที่ตายไปทั้งสามคนต่างก็เป็นพี่น้องร่วมสาบานที่แสนดีที่สุดของเขาล่ะ

พี่หานน่ะไม่ต้องพูดถึง นั่นคือผู้มีพระคุณที่คอยสนับสนุนจ้าวซานเหอมาตลอด

เฉินเฉียนคือศิษย์พี่ของจ้าวซานเหอ เรื่องนี้ยิ่งไม่ต้องอธิบายให้มากความ

จ้าวเจียงเทาคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่จ้าวซานเหอได้รู้จักในซีอาน ก็ไม่ต้องพูดอะไรให้ยืดยาวเช่นกัน

สี่คนร่วมเดินทางไปด้วยกัน สุดท้ายมีเพียงจ้าวซานเหอคนเดียวที่รอดชีวิตหนีกลับมาได้ จ้าวซานเหอจะไม่เจ็บปวดทรมานได้อย่างไร

จ้าวซานเหอกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น "พวกคุณวางใจเถอะ ผมจะแก้แค้นให้พี่หานอย่างแน่นอน"

เหมียวเหมี่ยวมองใบหน้าที่ซีดเซียวของจ้าวซานเหอก็รู้สึกปวดใจไม่น้อย "ลูกพี่ พวกเราเชื่อใจนายนะ แล้วพวกเราก็จะร่วมมือกับนายเพื่อแก้แค้นด้วย"

พี่เซี่ยเข้าเรื่องทันที "ซานเหอ หลังจากนี้พวกเราจะฟังคำสั่งของนาย นายแค่สั่งมาว่าให้ทำอะไร พวกเราขอรับประกันว่าจะทำตามที่นายสั่งทุกอย่างให้สำเร็จ"

การกลับมาของพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยว ทำให้จ้าวซานเหอมีความมั่นใจในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ มากยิ่งขึ้น

หลังจากนั้นจ้าวซานเหอก็เริ่มอธิบายงานที่มอบหมายให้พวกเขาทั้งสองคนอย่างละเอียด จี้หมิ่นจะต้องไปเจรจากับตาเฒ่าเกา ส่วนวิธีการเจรจานั้นจ้าวซานเหอได้แนะแนวทางให้จี้หมิ่นหมดแล้ว

ส่วนพี่เซี่ยและเหมียวเหมี่ยวจะต้องไปติดต่อกับตระกูลหยาง เพื่อโน้มน้าวให้ตระกูลหยางยอมมอบหลักฐานการทำผิดของเจียงไท่หังให้ โดยมีจ้าวซานเหอคอยบัญชาการอยู่เบื้องหลัง

เหลือเวลาอีกเพียงแค่สามวันเท่านั้น การควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมซีปู้และกลุ่มบริษัทฮั่นถังโฮลดิ้งก็จะเสร็จสิ้นลง

ณ กรุงปักกิ่ง ทางฝั่งของจ้าวอู๋จี๋ เมื่อได้รับรู้ข่าวว่าจ้าวซานเหอเริ่มลงมือแก้แค้น เพื่อเป็นการชดเชยให้กับหลานชายแท้ๆ ของเขา จ้าวอู๋จี๋จึงชิงมอบของขวัญชิ้นใหญ่ที่เตรียมไว้เป็นพิเศษให้ล่วงหน้า

ของขวัญชิ้นนี้ก็คือ การที่ตู้เผิงเฟยคุณอาของตู้เหวินปินถูกตรวจสอบอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

ทว่าของขวัญชิ้นนี้ไม่ได้ส่งมาจากน้ำมือของจ้าวอู๋จี๋โดยตรง แต่เป็นการส่งผ่านมือของจ้าวซานไห่ หลานชายอีกคนของเขา เพราะพ่อตาของจ้าวซานไห่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการของหน่วยงานที่พิเศษที่สุดแห่งนั้น

ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งของโจวอวิ๋นจิ่นก็เริ่มหาเรื่องสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลตู้ เธอไม่ได้ทำไปเพื่อแก้แค้นให้จ้าวซานเหอ แต่เพื่อเป็นการระบายความโกรธแค้นแทนคุณปู่โจว

ทางฝั่งตระกูลตู้จู่ๆ หลังบ้านก็เกิดลุกเป็นไฟขึ้นมากะทันหัน ตู้เหวินปินจึงไม่มีเวลาว่างพอจะมาสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองซีอานอีกต่อไป

จบบทที่ บทที่ 460 - การชดเชยจากคุณอาแท้ๆ และหลังบ้านลุกเป็นไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว