เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 706 - พายุตั้งเค้า

บทที่ 706 - พายุตั้งเค้า

บทที่ 706 - พายุตั้งเค้า


บทที่ 706 - พายุตั้งเค้า

ในสนามรบเต็มไปด้วยบรรยากาศอันหดหู่

"ส่งสัญญาณเรียกทหารม้ากลับมา ไม่ต้องไล่ตามต่อแล้ว!"

"ทิ้งพลปืนไฟไว้หนึ่งร้อยนายเพื่อเฝ้าระวัง คนที่เหลือไปทำความสะอาดสนามรบ! และช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ!"

"ส่วนพวกชาวยุทธที่บาดเจ็บ ให้เข้าไปปลิดชีพทิ้งให้หมด!"

ในระหว่างการไล่ตาม มีทหารม้าได้รับบาดเจ็บจนตกจากหลังม้าเช่นกัน ซึ่งทำให้ซูเฉิงรู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นสำหรับพวกชาวยุทธในสนามรบที่ได้รับบาดเจ็บแต่ยังไม่ตาย เขาจึงสั่งให้สังหารทิ้งทันที

ชาวยุทธเหล่านี้คิดจะทำร้ายเขาอยู่แล้ว เขาจึงไม่มีความจำเป็นต้องช่วยชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้เขาช่วยไว้ คนพวกนี้ก็ไม่มีวันสำนึกบุญคุณ มีแต่จะยิ่งเคียดแค้นเขา

หลัวเซียงเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพราะคนเหล่านี้เป็นฝ่ายถือดาบมาหาเรื่องเอง การถูกฆ่าตายจึงถือเป็นเรื่องปกติ

ทันทีที่คำสั่งของซูเฉิงประกาศออกไป ทุกคนก็เริ่มวุ่นวายกับการทำงาน ทว่าเซวี่ยเหรินกุ้ยยังคงติดตามอยู่ข้างกายซูเฉิงไม่ห่าง

เขากำลังเฝ้าระวังเจ้าอวี้เฉิงอยู่อย่างต่อเนื่อง

ชิ่งอู่และชิ่งกงสองพี่น้องต่างพากันมึนงง รู้สึกราวกับกำลังฝันไป ทุกอย่างมันต่างจากที่พวกเขาสรุปแผนการไว้โดยสิ้นเชิง

ตอนนี้จะทำอย่างไรดี? ทหารม้าที่ออกไปไล่ตามยังกลับมาไม่ครบ พลปืนไฟส่วนใหญ่ก็กระจายตัวไปทำความสะอาดสนามรบ เหลือเพียงหนึ่งร้อยนายที่เฝ้าระวังอยู่

นี่ดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด!

ชิ่งอู่และชิ่งกงหันไปมองอาจารย์ แววตาเต็มไปด้วยคำถาม ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงยังคงวนเวียนอยู่ตรงหน้า จะมีใครบ้างที่ไม่หวั่นไหว?

นี่เป็นโอกาสดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาจริงๆ แม้แต่ในใจของเจ้าอวี้เฉิงเองก็หวั่นไหวไม่แพ้กัน

เขากำลังชั่งน้ำหนักในใจ ทั้งอยากลงมือแต่ก็ยังลังเล

สำหรับไอ้เจ้ายักษ์โง่ที่คอยตามซูเฉิงอยู่ตลอดเวลา เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ก็แค่คนที่มีแต่แรงควายเท่านั้น!

ส่วนซูเฉิง เขายิ่งไม่เห็นหัวเข้าไปใหญ่ ก็แค่ปัญญาชนที่ทำได้เพียงแต่งบทกวีเท่านั้น การจับตัวจึงง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

แต่อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือศิษย์น้องของเขา หลัวเซียงเฟิ่ง

เขารู้ดีว่าหากเขาลงมือจับตัวซูเฉิง ศิษย์น้องของเขาจะต้องเข้ามาขัดขวางอย่างไร้ความปรานีแน่นอน!

บางทีในสายตาของศิษย์น้อง พี่ชายที่เติบโตและร่ำเรียนวิชามาด้วยกันกว่ายี่สิบปีอย่างเขา อาจเทียบไม่ได้เลยกับซูเฉิงที่เพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เคยปริปากบอกศิษย์น้องเลยว่าต้องการจับตัวซูเฉิงไปแลกทองคำหมื่นตำลึง เพราะเขามั่นใจว่าหากพูดออกไป ศิษย์น้องจะต้องพลิกพักตร์กับเขา หรือถึงขั้นกลายเป็นศัตรูกันทันที

"

เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าซูเฉิงคนนี้ นอกจากจะแต่งบทกวีเน่าๆ ได้ไม่กี่บทแล้วมันมีดีตรงไหนกัน ศิษย์น้องถึงได้พร่ำเพ้อถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน?

เพียงเพราะบทกวีเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ?

หรือเพียงเพราะเรื่องเล่าที่ฟังต่อๆ กันมา?

ในใจของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคือง เขาหลงรักศิษย์น้องมานานหลายปี แต่นางนอกจากจะไม่ยอมรับรักแล้ว ในใจกลับเต็มไปด้วยชายที่นางไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้าค่าตามาก่อน!

หากเขามีศิษย์น้องคอยช่วยเหลือ โอกาสที่จะสำเร็จย่อมมีสูงมาก

ทว่า สิ่งที่เขาเกรงกลัวที่สุดในตอนนี้คือปืนไฟ

ปืนไฟได้สร้างความสะพรึงกลัวให้แก่เขาอย่างยิ่ง!

เขารู้สึกว่าวรยุทธ์ของตนเองก็ไม่ได้สูงส่งไปกว่าจ้าวอินทรีหรือกระบี่เหล็กเป่ยเหอสักเท่าไร ดังนั้นเขาจึงไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสามารถหลบพ้นปืนไฟได้หรือไม่

ต่อให้เขาจับตัวซูเฉิงได้แล้ววิ่งหนีอย่างรวดเร็วเพียงใด ก็ไม่มีทางเร็วกว่าปืนไฟแน่นอน!

ทองคำหนึ่งหมื่นตำลึงแม้จะยั่วยวนใจเพียงใด แต่ก็ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อใช้มันด้วย!

อีกอย่างซูเฉิงเองก็ตั้งรางวัลนำจับไว้เหมือนกัน แม้ตอนนี้จะขับไล่ชาวยุทธไปได้แล้ว และไม่รู้ว่ารางวัลของซูเฉิงยังจะมีผลอยู่หรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความเป็นไปได้

เจ้าอวี้เฉิงส่ายหน้าเล็กน้อย เป็นสัญญาณบอกศิษย์ทั้งสองว่าห้ามวู่วาม ให้รอคอยโอกาสต่อไป

บนรถม้ายังมีแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อที่เป็นสินค้าขึ้นชื่อของตระกูลซู และมียาสมานแผลจำนวนมากที่ท่านนักพรตซูเตรียมไว้ให้

ในเวลานี้สนามรบเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวน พวกชาวยุทธถูกสังหารซ้ำจนตายสนิทไปหมดแล้ว

เสียงร้องที่ดังอยู่ตอนนี้มาจากเหล่าทหารม้าที่บาดเจ็บ เมื่อแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อสูตรลับเฉพาะของซูเฉิงถูกนำออกมาใช้ ต่อให้เป็นชายอกสามศอกใจเพชรแค่ไหนก็ต้องแผดเสียงร้องออกมาอย่างเสียกิริยา

แม้จะเจ็บจนร้องโหยหวน แต่กลับไม่มีใครปริปากตำหนิ เพราะทุกคนรู้ดีว่าแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อนี้แม้จะแสบทรวงแต่ก็ได้ผลชะงัดนัก!

เหล่าพลปืนไฟที่ยืนคุมเชิงอยู่ต่างมองดูพี่น้องทหารม้าที่ร้องลั่น แต่ไม่มีใครคิดจะหัวเราะเยาะเลยแม้แต่น้อย เพราะอานุภาพของแอลกอฮอล์นั้นพวกเขาต่างรู้ซึ้งกันดีทุกคน

การฝึกซ้อมในค่ายทหารจนได้รับบาดเจ็บเป็นเรื่องปกติ และหากแผลไม่ฉกรรจ์นักก็จะถูกหมอทหารใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลให้ รสชาตินั้น... ใครไม่ลองไม่รู้!

แม้ภายนอกค่ายทหารแอลกอฮอล์จะมีค่าดั่งทองคำ แต่สำหรับพี่น้องในค่ายทหารแล้ว พวกเขาหวาดกลัวสิ่งนี้จับใจจริงๆ

หลัวเซียงเฟิ่ง เสิ่นเสี่ยว และองค์หญิงเจินจูต่างพากันยืนอึ้ง หากไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในตัวของซูเฉิง พวกนางคงนึกสงสัยไปแล้วว่าซูเฉิงจงใจจะใช้ยาพิษฆ่าทหารที่บาดเจ็บเหล่านั้นทิ้งหรือไม่

"

ทว่าดูแล้วก็ไม่เหมือน เพราะหากเป็นการวางยาพิษจริงๆ ทหารคนอื่นๆ รอบกายควรจะรู้สึกโศกเศร้าที่เห็นพวกพ้องตายลง แต่นี่พวกเขากลับมีท่าทางกึ่งสงสารกึ่งนึกสนุกเสียมากกว่า

ซูเฉิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ไม่ต้องมองข้าแบบนั้น นี่คือการล้างแผลฆ่าเชื้อให้พวกเขา แม้จะเจ็บไปหน่อย แต่เมื่อล้างแผลแล้ว แผลจะไม่ติดเชื้อหรือเน่าเฟะ จากนั้นค่อยพอกด้วยยาสมานแผลที่ท่านนักพรตซูเตรียมไว้!"

แค่เจ็บไปหน่อยเองงั้นหรือ? พวกหลัวเซียงเฟิ่งมองดูแล้วรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปตามๆ กัน

ทางด้านพลปืนไฟยังคงเร่งขุดหลุมกันอย่างแข็งขัน ทรัพย์สินที่ได้จากการรบถูกนำมากองรวมกันไว้ พวกเขาต้องขุดหลุมเพื่อฝังซากศพชาวยุทธเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นท่ามกลางอากาศร้อนเช่นนี้ ศพจะเน่าส่งกลิ่นเหม็นในไม่ช้า

ซูเฉิงเงยหน้ามองดูท้องฟ้า เมื่อครู่ยังอากาศแจ่มใสดีอยู่ ทว่าหลังจบศึกกลับมีเมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

"ดูจากสภาพอากาศแล้ว เห็นทีคงกลับไปขึ้นเรือไม่ทันแน่!" ซูเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าว

เจ้าอวี้เฉิงเองก็เงยหน้ามองฟ้าแล้วพยักหน้าเห็นด้วย "นั่นสินะ ดูจากเมฆฝนแล้ว ไม่เกินหนึ่งชั่วยามฝนคงจะตก อากาศทางใต้นี่แปรปรวนจริงๆ เมื่อฝนตกถนนจะเปียกแฉะลื่นจนเดินลำบาก พอฟ้ามืดก็คงกลับไปไม่ถึง!"

ในเวลานี้เหล่าทหารต่างพากันโหยหาถนนปูนซีเมนต์ยิ่งนัก!

เมื่อฟ้ามืดคงกลับไปขึ้นเรือลำบาก อีกทั้งยังมีทหารที่บาดเจ็บ หากทหารที่บาดเจ็บต้องตากฝนจะทำให้แผลติดเชื้อและเป็นไข้ได้ง่าย และถ้าเป็นไข้ขึ้นมาด้วยระดับการรักษาในตอนนี้คงจะยุ่งยากลำบากนัก

หลี่อวิ๋นที่เพิ่งกลับมารายงานรีบกล่าวว่า "ท่านกง ทางโน้นมีวัดร้างอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนที่ดอนน่าจะพอหลบฝนได้ครับ!"

ซูเฉิงสั่งการอย่างเด็ดขาดทันที "รีบเคลื่อนย้ายไปตั้งค่ายที่นั่น อย่าปล่อยให้พี่น้องที่บาดเจ็บต้องตากฝนเด็ดขาด!"

หลี่อวิ๋นรีบนำทหารม้าล่วงหน้าไปก่อนเพื่อตัดไม้มาเตรียมตั้งค่าย

ดังคำที่ว่าคนมากพลังเยอะ ท่อนไม้ที่ตัดมาถูกฝังลงดินจนแน่นหนา ผ้าใบกันน้ำถูกกางคลุมทับไม้ซุงแล้วมัดด้วยเชือกปออย่างแน่นหนา กระโจมหลายหลังพลันผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

จากนั้นกิ่งไม้ที่เหลือก็ถูกนำมาเหลาจนแหลมคมปักลงในดินรอบๆ เพื่อทำเป็นแนวกั้นป้องกันภัยแบบง่ายๆ

ไม่นานนัก ค่ายพักแรมไม้แบบเรียบง่ายที่ล้อมรอบวัดร้างก็เสร็จสมบูรณ์

เมฆดำบนท้องฟ้ากดต่ำลง เสียงสายฟ้าฟาดและฟ้าผ่าดังสนั่น อีกไม่ช้าฝนคงจะเทลงมาอย่างหนัก

เดิมทีซูเฉิงตั้งใจจะให้ทหารบาดเจ็บเข้าไปพักในวัดร้าง ทว่าวัดร้างแห่งนี้กลับเล็กจนเกินไป

ซูเฉิงนำเซวี่ยเหรินกุ้ยและหลี่อวิ๋นเดินตรวจตราไปรอบค่ายพักแรม

"ต้องดูแลทหารบาดเจ็บให้ดี ประเดี๋ยวทำอาหารร้อนๆ ให้พวกเขาทานด้วย" ซูเฉิงสั่งการ ส่วนทหารคนอื่นๆ ก็คงต้องทานเสบียงกรังแก้ขัดไปก่อน

หลี่อวิ๋นรีบรับคำบัญชา

ซูเฉิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "แม้พี่น้องทหารจะเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ก็ต้องตื่นตัวอยู่เสมอ คอยระวังพวกชาวยุทธที่ยังไม่ยอมแพ้อาจจะมาลอบโจมตีค่ายในตอนกลางคืนได้"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 706 - พายุตั้งเค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว