- หน้าแรก
- ยอดกวีขยี้บัลลังก์
- บทที่ 305 - การมาเยือน
บทที่ 305 - การมาเยือน
บทที่ 305 - การมาเยือน
บทที่ 305 - การมาเยือน
เรื่องที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันในนครฉางอันเมื่อวานนี้ซูเฉิงได้รับรู้หมดแล้ว เขาไม่คาดคิดเลยว่าบอลลูนลมร้อนจะสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าราษฎรในฉางอันได้ถึงเพียงนี้
ถึงขั้นที่เหล่าทหารรักษาการณ์เมืองฉางอันต้องลั่นระฆังเตือนภัย!
ไม่หนำซ้ำยังมีราษฎรจำนวนมากถึงกับคุกเข่าโขกศีรษะให้เขาบนพื้นอีกด้วย!
หลังจากซูเฉิงฟังจบ เขาก็รู้สึกพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ในขณะเดียวกันเขาก็คิดว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้อย่าเพิ่งเข้าเมืองฉางอันจะดีกว่า แม้เขาจะไม่กลัวใครมาดักตีหัว แต่ถ้าเกิดมีใครเอาใบไม้เน่าหรือไข่เน่ามาเขวี้ยงใส่เขาจะทำอย่างไร?
ก็แค่บอลลูนลมร้อนลูกเดียวเองไม่ใช่หรือ? ดูเอาเถอะว่าพวกเจ้าแต่ละคนมีสภาพอย่างไร!
ตอนนี้ซูเฉิงไม่กังวลแล้วว่าจะไม่มีใครมาเข้าเรียน เขากลับกังวลว่าคนที่แห่กันมาขอเข้าเรียนจะมากเกินไปจนทำประตูพังเสียมากกว่า
ซูเฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกด้วยท่าทางหยิ่งยโสไม่เบา
บนถนนนอกคฤหาสน์คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นตลบจากฝีเท้าม้าศึกที่ควบตะบึงมา ทั้งเฉิงฉู่มั่ว เว่ยฉื่อเป่าหลิน และคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบุตรหลานขุนนางหรือบุตรหลานตระกูลใหญ่ต่างก็มากันครบทุกคน
เฉิงฉู่มั่วแผดเสียงตะโกน "เร็วเข้า เตรียมอาหารเช้าก่อนเถอะ ออกมาด้วยความรีบร้อน ข้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยเนี่ย!"
เมื่อเช้ามืดเขาถูกตาแก่ที่บ้านควงไม้ตะพดไล่กวดออกมาจากบ้าน ช่างลำบากแท้ๆ!
ซูเฉิงกล่าวอย่างจนใจ "ค่าเล่าเรียนก็ไม่ได้สักแดงเดียว แต่กลับต้องมาดูแลเรื่องอาหารการกินของพวกเจ้าอีก!"
เฉิงฉู่มั่วได้ยินดังนั้นก็ร้องลั่น "ค่าเล่าเรียนอะไรกัน เจ้าซูเฉิงยังจะขาดแคลนเงินทองเพียงไม่กี่กวั้นนั่นอีกหรือ?"
เว่ยฉื่อเป่าหลินก็ร้องตาม "ใช่แล้วๆ เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว พวกเราก็เป็นได้แค่ยาจกขอทานเท่านั้นแหละ เจ้ายังจะมาเก็บค่าเล่าเรียนอะไรอีกล่ะ!"
หลี่ฉงอี้โบกมือกล่าว "เอาเถอะ อย่างมากพรุ่งนี้ข้าจะหิ้วเนื้อมาฝากเจ้าสักก้อนหนึ่งแล้วกัน!"
ข้าขาดแคลนเนื้อของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน! ซูเฉิงแทบอยากจะพ่นลมหายใจใส่พวกเขาให้ตายไปเสีย ช่างเถอะๆ ถือเสียว่าเป็นการกระจายเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาให้แก่ต้าถังแล้วกัน
ในทางกลับกัน บรรดาบุตรหลานตระกูลใหญ่กลับรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ทว่าพวกเขาก็ลำบากใจเช่นกัน
จะส่งค่าเล่าเรียนให้ซูเฉิงอย่างไรดี?
โดยปกติแล้วอาจารย์ทั่วไปเงินไม่กี่กวั้นก็ถือว่ามากแล้ว แต่สำหรับซูเฉิงนั้น ต่อให้ส่งไปหลายหมื่นกวั้นเขาก็คงไม่เห็นอยู่ในสายตา
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องแก้วหรือเหล้าแรง แค่ชาตระกูลซูในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ก็ขายดีจนถล่มทลาย! ผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย!
นั่นแหละถึงจะเป็นบ่อเงินบ่อทองที่แท้จริง!
ซูเฉิงกวาดสายตามองไปรอบๆ ปรากฏว่ามากันครบทุกคนจริงๆ ไม่เพียงแต่ไม่มีใครขาดหายไป แต่ยังมีคนเพิ่มมาอีก ทั้งเฉิงฉู่เลี่ยง ฝางอี๋อ้าย และคนอื่นๆ ต่างก็พากันแห่มาด้วย
ในเมื่อเลี้ยงแกะตัวเดียวก็เหมือนเลี้ยงทั้งฝูง ซูเฉิงจึงรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร
บทเรียนที่เดิมทีควรจะเริ่มขึ้นต้องถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง เพราะมีกลุ่มองครักษ์จำนวนมากกำลังคุ้มกันขบวนรถม้าหรูหราหลายคันมุ่งหน้าตรงมายังที่นี่
ฮองเฮาจางซุนเสด็จมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเฉิงฉู่มั่วและกลุ่มบุตรหลานขุนนาง หรือหวังชิงหยุนและบรรดาบุตรหลานตระกูลใหญ่ ต่างก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
แต่เพียงไม่นานพวกเขาก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะวีรกรรมที่บินขึ้นฟ้าเมื่อวานนี้นั้นช่างน่าประทับใจเกินไปจริงๆ
ไม่เพียงแต่ฮองเฮาจางซุนเท่านั้น ยังมีจิ้นอ๋องหลี่จื้อ องค์หญิงฉางเล่อ และองค์หญิงอวี้จางอีกด้วย เมื่อเว่ยฉื่อเป่าหลิน เฉิงฉู่มั่ว และคนอื่นๆ ทำความเคารพเสร็จก็ถอยออกไป ซูเฉิงจึงเชิญทั้งหมดเข้าไปยังห้องรับแขก
"จื้อหนูรบเร้าอยากจะมาเล่นที่นี่นัก แม่จึงต้องหาข้ออ้างออกมาพักผ่อนหย่อนใจเสียหน่อย คฤหาสน์แห่งนี้ให้ความรู้สึกเป็นกันเองจริงๆ หวังว่าแม่คงไม่ได้มารบกวนเจ้าหรอกนะ!" ฮองเฮาจางซุนกล่าวด้วยความสนพระทัยยิ่ง
"ไม่กล้าๆ พระนางอยากมาเมื่อไหร่ก็มาได้ตลอดเวลาพะยะค่ะ กระหม่อมยินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง!" ซูเฉิงรีบกล่าวประจบพร้อมรอยยิ้ม
"โอ้ ยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้างนะ แม่ก็นึกว่าเจ้าจะเป็นคนใจคอเด็ดเดี่ยวเสียอีก พออารมณ์ขึ้นมาก็ไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม คำพูดเหลวไหลอะไรก็พูดออกมาได้ เรื่องบ้าๆ อะไรก็ทำลงไปได้ พอเรื่องผ่านไปก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น" ฮองเฮาจางซุนกล่าวเชิงหยอกเย้า
"
"ในท้องกระหม่อมไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายใดๆ ตั้งแต่เล็กจนโตก็เคยชินกับการทำตามใจตัวเองพะยะค่ะ" ซูเฉิงยิ้มเจื่อนๆ "ดังนั้น กระหม่อมจึงอาจจะเหมาะกับการหลบมาใช้ชีวิตอย่างสงบและอิสระในคฤหาสน์แห่งนี้มากกว่า"
"พวกเจ้าพ่อตาเจ้าลูกเขยแง่งอนกัน แม่ล่ะขี้เกียจจะยุ่งจริงๆ!" ฮองเฮาจางซุนรับสั่งอย่างขบขัน เพียงคำพูดสั้นๆ ก็เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิกับขุนนางให้กลายเป็นพ่อตากับลูกเขยไปเสียแล้ว
"เมื่อวานนี้สิ่งที่บินอยู่บนฟ้านั่นคืออะไรกันแน่? เจ้าเด็กคนนี้ก็ไม่ส่งคนไปรายงานเสียบ้าง ทำเอาแม่ตกใจแทบแย่" ฮองเฮาจางซุนกล่าวต่อ
ซูเฉิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา "กระหม่อมเองก็ไม่คิดว่ามันจะสร้างความวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้ มันก็แค่บอลลูนลมร้อนลูกหนึ่งที่แขวนตะกร้าไว้ด้านล่างพะยะค่ะ"
สาวใช้ยกชาเข้ามาถวาย เดิมทีฮองเฮาจางซุนไม่ได้คิดจะขยับตัว แต่พลันนั้นจมูกโด่งรั้นของพระนางกลับขยับเล็กน้อย
"เอ๊ะ ชานี้ดูเหมือนจะมีกลิ่นหอมที่ไม่เหมือนกับชาตระกูลซูที่ขายในตลาด
ฮองเฮาจางซุนยกชาขึ้นดมกลิ่นก่อน จากนั้นจึงจิบเบาๆ เพียงจิบเดียวดวงตาก็พลันเป็นประกาย ชานี้แตกต่างกับชาตระกูลซูในตลาดอย่างสิ้นเชิง!
ชาตระกูลซูที่วังหลวงจัดซื้อมาถือว่าเป็นเกรดที่ดีที่สุดในตลาดแล้ว แต่กลับไม่อาจเทียบกับชาในถ้วยที่พระนางถืออยู่ในมือได้เลย
ดวงตาหงส์ของฮองเฮาจางซุนจ้องมองซูเฉิงเขม็ง "ทำไมชานี้ถึงดูแตกต่างจากชาในตลาดล่ะ?"
นั่นมันแน่อยู่แล้ว นี่คือหลงจิ่งหมิงเฉียนเกรดสูงสุด จะเอาไปเทียบกับชาตระกูลซูทั่วไปในตลาดได้อย่างไร?
ซูเฉิงพลันรู้สึกใจกระตุก แย่แล้ว สาวใช้เห็นฮองเฮาเสด็จมาคงจะเอาชาที่ดีที่สุดออกมาแน่นอน
การให้ฮองเฮาจางซุนดื่มชานี้ไม่ได้น่าเสียดายอะไรนัก แต่ถ้าเกิดต้องให้หลี่ซื่อหมินดื่มด้วย ซูเฉิงคงรู้สึกเสียดายแย่
"
ปัญหาคือเมื่อมอบให้ฮองเฮาจางซุนแล้ว ด้วยนิสัยที่มีเมตตาของพระนาง มีหรือจะไม่แบ่งให้หลี่ซื่อหมินดื่มด้วย?
องค์หญิงฉางเล่อและองค์หญิงอวี้จางที่นั่งเงียบๆ อยู่ด้านล่าง เมื่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสงสัย จึงยกชาขึ้นมาลิ้มรสดูบ้าง ทันใดนั้นดวงตาของทั้งสองก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ชานี้แตกต่างจากชาในวังเป็นอย่างมาก
ซูเฉิงหัวเราะแห้งๆ "นี่คือชาหลงจิ่งหมิงเฉียนชั้นยอดพะยะค่ะ มีจำนวนน้อยมาก ดังนั้นจึงไม่มีขายในตลาด"
ฮองเฮาจางซุนยิ้มแย้มกล่าวว่า "อย่างนั้นหรือ? แม่รู้สึกว่าหลงจิ่งหมิงเฉียนนี้มีกลิ่นหอมอบอวลและรสชาติที่ติดลิ้นไม่รู้ลืม ถูกปากแม่ยิ่งนัก"
"ฮ่าๆ อย่างนั้นหรือพะยะค่ะ ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะยอมตัดใจส่งกระปุกเล็กๆ นี้ให้พระนางแล้วกันพะยะค่ะ!" ซูเฉิงหยิบกระปุกชาเล็กๆ ออกมาด้วยท่าทางขี้งก ความจริงเขายังมีหลงจิ่งหมิงเฉียนเหลืออยู่อีกไม่น้อย แต่เขาก็แค่ไม่อยากให้หลี่เอ้อดื่มเท่านั้นเอง
หึ ก็แค่หยิ่งยโสนิดหน่อย
ฮองเฮาจางซุนรับชามาด้วยความยินดีและให้สาวใช้เก็บรักษาไว้อย่างดี ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มว่า "แล้วไอ้บอลลูนของเจ้ามันเป็นมาอย่างไรกันแน่? ทำไมมันถึงบินขึ้นมาได้?"
"อธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ อากาศร้อนจะลอยตัวขึ้นสูงพะยะค่ะ" ซูเฉิงอธิบายด้วยรอยยิ้ม
เมื่อฮองเฮาจางซุนได้ยินดังนั้นก็นึกถึงภาพตอนที่น้ำเดือดขึ้นมาทันที พระนางจึงทรงเข้าใจได้ในพริบตา แต่หลังจากเข้าใจแล้วพระนางกลับรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้มีความลึกลับซับซ้อนอย่างที่พระนางจินตนาการไว้
"แล้วบอลลูนลมร้อนนั่นจะบินไปถึงดวงจันทร์ได้หรือไม่?" ฮองเฮาจางซุนถามด้วยความใส่ใจ
ซูเฉิงยิ้มพลางส่ายหน้า "บอลลูนลมร้อนย่อมไม่มีทางบินไปถึงดวงจันทร์ได้พะยะค่ะ!"
ฮองเฮาจางซุนถามด้วยความฉงน "แต่เจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือว่าเคยเห็นคนบินไปถึงดวงจันทร์ด้วยตาตัวเอง? ใช่ท่านอาจารย์ของเจ้าหรือไม่?"
ซูเฉิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "กระหม่อมเคยเห็นคนบินไปถึงดวงจันทร์มาแล้วจริงๆ พะยะค่ะ"
แม้แต่ฮองเฮาจางซุนผู้สุขุมและเฉลียวฉลาด เมื่อได้ยินคำนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหายใจติดขัด "ซูเฉิง เจ้าเองก็ทำได้เช่นนั้นหรือ? เจ้าเองก็สามารถบินไปถึงดวงจันทร์ได้เหมือนกันหรือ?"
ซูเฉิงส่ายหน้า "นั่นมันยากพะยะค่ะ ยากมากจริงๆ! กระหม่อมรู้เพียงทิศทางคร่าวๆ แต่ไม่รู้ความรู้เฉพาะเจาะจง ดังนั้นกระหม่อมจึงทำได้เพียงชี้ทางให้ และให้ทุกคนพยายามมุ่งหน้าไปในทิศทางนี้ สักวันหนึ่งเราจะสามารถขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้แน่นอน เพียงแต่ในชั่วชีวิตของกระหม่อมอาจจะไม่ได้เห็นมันพะยะค่ะ"
(จบแล้ว)