- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 190 เน้นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว! ลู่เฮิ่นเกอมีวาสนาแล้ว!
บทที่ 190 เน้นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว! ลู่เฮิ่นเกอมีวาสนาแล้ว!
บทที่ 190 เน้นความแตกต่างอย่างสุดขั้ว! ลู่เฮิ่นเกอมีวาสนาแล้ว!
"เป็นไปได้อย่างไร!"
"ซ่งเข่อเพิ่งจะข้ามพ้นเป็นตายมาได้ไม่นานมิใช่หรือ?"
"ตระกูลซ่งปิดบังเอาไว้ได้มิดชิดจริงๆ!"
"ซ่งเข่ออายุเพิ่งจะสองร้อยปีเองกระมัง อายุแค่สองร้อยปีก็ทะลวงถึงระดับเข้าสู่วัฏสงสารแล้ว มันจะโอเวอร์เกินไปแล้ว"
"หากซ่งเข่อไม่ตาย ในอนาคตตระกูลซ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเซียน"
"มิน่าล่ะนางถึงกล้ายั่วยุหวังชิ่ง ที่แท้ความมั่นใจก็อยู่ที่นี่เอง"
...
แววตาของผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ตระกูลซ่งทำให้ผู้คนหวาดกลัวก็จริงอยู่ ทว่าพรสวรรค์อันร้ายกาจที่ซ่งเข่อแสดงออกมานั้น กลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตระกูลซ่งเสียอีก
ยอดฝีมือระดับเข้าสู่วัฏสงสารอายุสองร้อยปี
หากมองดูตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนเซียน ก็สามารถจัดอันดับได้อย่างสบายๆ
กลางอากาศ
หมัดของหวังชิ่งไม่อาจกดทับลงไปได้
ระดับตบะเข้าสู่วัฏสงสารของซ่งเข่อบวกเข้ากับเคล็ดวิชาเด็ดบุปผาแห่งตระกูลซ่ง วันนี้หากคิดจะสังหารซ่งเข่อ ก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว
มหาเต๋าหลักที่ตระกูลซ่งบำเพ็ญเพียรนั้นพิเศษเป็นอย่างมาก
วิถีบุปผา
ไม่ผิด!
มันก็คือมวลหมู่บุปผานานาพันธุ์นั่นเอง
มหาเต๋าประเภทนี้เป็นที่นิยมน้อยมาก ทว่าด้วยการมีอยู่ของตระกูลซ่ง ทำให้มหาเต๋าประเภทนี้ปรากฏความมีชีวิตชีวาที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา
และเคล็ดวิชาเด็ดบุปผาก็คือวิชาเทพไร้เทียมทานที่รู้แจ้งมาจากวิถีบุปผา ใช้ความงดงามอันเป็นที่สุดในการเข่นฆ่าผู้คน ผู้ที่ถูกฆ่ามักจะไม่ทันได้สัมผัสถึงความเจ็บปวด ก็จะตกตายไปท่ามกลางทะเลดอกไม้อันไร้ที่สิ้นสุด
โดยทั่วไปแล้ว
มีเพียงประมุขตระกูลซ่งคนปัจจุบันเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติในการเรียนรู้เคล็ดวิชาเด็ดบุปผา
ซ่งเข่อถือเป็นข้อยกเว้น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้
จิตสังหารภายในใจของหวังชิ่งก็จางหายไปมากแล้ว
ผู้ฝึกกายาเชี่ยวชาญในการต่อสู้ข้ามระดับก็จริง ทว่าเคล็ดวิชาเด็ดบุปผาก็มิได้อ่อนแอไปกว่ากันเลย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยพรสวรรค์ที่ซ่งเข่อแสดงออกมา ตระกูลซ่งย่อมไม่มีทางวางใจปล่อยให้ซ่งเข่อเดินทางมาที่นี่เพียงลำพังอย่างแน่นอน อีกไม่นาน คนของตระกูลซ่งจะต้องตามมาอีกแน่
เขาสังหารซ่งเข่อไม่ได้
อย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่ยังสังหารไม่ได้
หวังชิ่งตั้งใจจะรั้งมือและประนีประนอม ทว่าซ่งเข่อกลับไม่ต้องการเช่นนั้น
"เจ้าอยากจะสู้ก็สู้ อยากจะหยุดก็หยุด เห็นตระกูลซ่งของข้าเป็นตัวอะไรกัน?!" ซ่งเข่อแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา นิ้วมือที่ทำท่าเด็ดบุปผาสะบัดออก ทะเลดอกไม้นับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าล้อมรอบตัวหวังชิ่ง ในชั่วขณะนั้น หวังชิ่งรู้สึกคันยิบๆ ตามร่างกาย ราวกับมีมดนับสิบล้านตัวกำลังไต่ยั้วเยี้ย
วินาทีต่อมา
เสียงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงก็ดังระงม
เมื่อเพ่งมองดูให้ดี
บนร่างกายของหวังชิ่งมีดอกไม้เล็กๆ สีสันสดใสผุดขึ้นมาทีละดอก
ดอกไม้เหล่านี้ใช้เลือดเนื้อของหวังชิ่งเป็นสารอาหาร และเริ่มเจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่ง
หวังชิ่งลุกลี้ลุกลนแล้ว
คัน!
คันมาก!
หวังชิ่งต้องการจะใช้พลังเซียนทั้งหมดขับไล่ดอกไม้เหล่านี้ออกไปจากร่างกาย ทว่าหลังจากกระตุ้นพลังเซียน เขากลับพบว่าดอกไม้เหล่านี้ยิ่งเติบโตเร็วขึ้นไปอีก เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ พวกมันก็ปกคลุมร่างกายของเขาเอาไว้จนมิด มองไม่เห็นผิวหนังที่ปกติธรรมดาอยู่ด้านล่างเลย
ภายใต้ความร้อนรน
หวังชิ่งกำก้านดอกไม้เอาไว้ แล้วออกแรงกระชาก
แคว่ก ...
ดอกไม้ถูกกระชากหลุดออกมาแล้ว
ทว่ารากของดอกไม้นั้นเชื่อมต่ออยู่กับเลือดเนื้อของเขา ส่งผลให้ก้อนเนื้อขนาดใหญ่ถูกกระชากหลุดติดมาด้วย เผยให้เห็นกระดูกสีขาวโพลนที่อยู่ภายใต้กองเลือดเนื้อ
ต้องรู้ก่อนว่า
ร่างกายของผู้ฝึกกายาที่บรรลุเป็นเซียนนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเซียนทั่วไปมากนัก
พลังปราณโลหิตและร่างกายของพวกเขาสามารถทัดเทียมกับอาวุธเซียนที่แท้จริงได้เลย การโจมตีทั่วไปไม่จำเป็นต้องตั้งรับด้วยซ้ำ สามารถใช้ร่างกายรับการโจมตีไปตรงๆ ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ
ทว่าในขณะนี้
ร่างกายของหวังชิ่งกลับเปราะบางเป็นพิเศษ
รากของดอกไม้เหล่านี้เติบโตออกมาจากกระดูกของเขา เชื่อมโยงเข้ากับทุกสัดส่วนของเลือดเนื้อ หรือแม้กระทั่งเส้นชีพจรทุกเส้นในเลือดเนื้อ การกระชากดอกไม้เหล่านี้ให้ขาด ก็เท่ากับการฉีกทึ้งกระดูกและเฉือนเลือดเนื้อของตนเอง
ผู้คนต่างก็แตกตื่นตกใจ!
น่ากลัว!
เคล็ดวิชาเด็ดบุปผาของตระกูลซ่ง มันจะน่าสะพรึงกลัวเกินไปหน่อยแล้ว!
ในวินาทีนี้
ผู้คนทั้งหมดต่างก็มีความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับซ่งเข่อ
สตรีผู้นี้มิได้ใช้เพียงชื่อเสียงของตระกูลซ่งมาแสร้งวางมาดข่มขู่ผู้คนอยู่ภายนอกเท่านั้น ทว่านางมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองคอยหนุนหลังอยู่อย่างแท้จริง ...
เคล็ดวิชาเด็ดบุปผามิได้ไร้เทียมทาน
ทว่าความน่ารำคาญของวิชาเทพประเภทนี้ก็คือ มันไม่อาจป้องกันได้
ก็เหมือนกับหวังชิ่ง
เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตนเองโดนเล่นงานไปตั้งแต่เมื่อใด รอจนกระทั่งดอกไม้งอกเงยออกมาจากร่างกาย มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
บนใบหน้าของหวังชิ่งไม่เพียงแต่ไม่มีความเจ็บปวดจากการถูกฉีกทึ้งเลือดเนื้อ ทว่ากลับเผยให้เห็นถึงความรู้สึกผ่อนคลายและเบิกบานใจ นี่ก็คือความแปลกประหลาดของเคล็ดวิชาเด็ดบุปผา มันจะไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกเจ็บปวด ซ้ำยังมีความรู้สึกซาบซ่านชวนให้เสพติดอีกต่างหาก หากต้องการคลี่คลายเคล็ดวิชาเด็ดบุปผา มีเพียงสองหนทางเท่านั้น
หนทางแรกก็คือให้คนตระกูลซ่งเป็นคนลงมือแก้ไข
หนทางที่สองก็คือละทิ้งกายเนื้อ แล้วเปลี่ยนร่างใหม่เสีย
"ซาบซ่าน!"
"สบายเหลือเกิน!"
หวังชิ่งร้องตะโกนลั่น
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความปลอดโปร่ง
สิ้นคำกล่าว หวังชิ่งก็เริ่มกระชากดอกไม้บนร่างกายอีกครั้ง เมื่อดอกไม้ถูกดึงหลุดออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของหวังชิ่งก็หดเล็กลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
"ผู้อาวุโสหวัง!"
"นังมารร้ายหยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
ในชั่วขณะนั้น
มีอยู่สองสามคนส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมา
วันนี้สำนักป้าหวางส่งคนมาไม่น้อย เมื่อเห็นว่าบนตัวของหวังชิ่งไม่เหลือเนื้อดีๆ อยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว ในที่สุดคนของสำนักป้าหวางเหล่านี้ก็เริ่มร้อนรนแล้ว
ดวงตาอันงดงามของซ่งเข่อกลอกกลิ้งไปมา นางหันไปมองกลุ่มคนที่ส่งเสียงพูด "เกือบจะลืมพวกเจ้าไปเสียสนิทเลย"
วินาทีต่อมา
บนร่างกายของคนสำนักป้าหวางทุกคนก็มีดอกไม้ผุดขึ้นมา
เมื่อเห็นดังนั้น
คนที่เหลือก็พากันทิ้งระยะห่าง เพื่อเป็นการแสดงออกว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสำนักป้าหวาง
ล้อเล่นหรือไง!
แม้กระทั่งยอดฝีมือระดับเข้าสู่วัฏสงสารอย่างหวังชิ่งยังป้องกันเคล็ดวิชาเด็ดบุปผาไม่ได้ นับประสาอะไรกับเซียนระดับสร้างสะพานเซียนและข้ามผ่านทะเลเซียนอย่างพวกเขากันล่ะ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย
คนของสำนักป้าหวางเริ่มลงมือกระชากดอกไม้บนร่างของตนเองเช่นเดียวกัน ทว่าผลลัพธ์กลับเหมือนกับหวังชิ่งไม่มีผิด เลือดเนื้อของตนเองค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ พวกเขาอยากจะหยุดมือ ทว่าความรู้สึกซาบซ่านอันชวนให้เสพติดนี้กลับควบคุมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ขอเพียงแค่ได้เริ่มต้น ก็ไม่มีทางหยุดหย่อนได้อีก ต้องรอจนกว่าเลือดเนื้อทั่วทั้งร่างจะถูกกระชากออกมาจนหมดสิ้น จึงจะสามารถหยุดลงได้
ดังนั้น
กลางอากาศจึงบังเกิดภาพเหตุการณ์อันแปลกประหลาดพิสดารอย่างถึงที่สุดขึ้น
คนนับสิบกว่าคนต่างพากันส่งเสียงครางด้วยความสุขสมซาบซ่าน พลางกระชากฉีกทึ้งเลือดเนื้อบนร่างกายของตนเองไปด้วย หากฟังเพียงแค่เสียง ก็คงจะรู้สึกว่าพวกเขากำลังดื่มด่ำกับประสบการณ์อันแสนวิเศษที่สุดในโลก ทว่าเมื่อได้เห็นความจริง กลับรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ค่อยๆ ผ่านไป
เสียงของคนนับสิบกว่าคนนั้นก็อ่อนแรงลงเรื่อยๆ
เนิ่นนานให้หลัง
เสียงก็จางหายไปจนหมดสิ้น
ถัดจากนั้น
โครงกระดูกสีขาวโพลนนับสิบกว่าร่างก็ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ กระแทกเข้ากับพื้นดินอย่างแรง
หลังจากกลายเป็นเซียนแล้วก็ยากที่จะตายสนิท ทว่านั่นก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีวันตาย คนของสำนักป้าหวางที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ ตายสนิทอย่างแท้จริง เลือดเนื้อและวิญญาณเซียนของพวกเขากลายเป็นสารอาหารให้กับเคล็ดวิชาเด็ดบุปผาไปจนหมดสิ้น ไร้ซึ่งโอกาสที่จะกลับชาติมาเกิดใหม่ได้อีกต่อไป
โครงกระดูกสีขาวโพลนนับสิบกว่าร่างบนพื้นดินสะท้อนแสงแดดเจิดจ้า ดูแล้วชวนให้แสบตาอยู่บ้าง
รอบด้านเงียบสงัด
ไม่มีผู้ใดเอ่ยถ้อยคำอันใดออกมา
ครู่ต่อมา น้ำเสียงของซ่งเข่อก็เรียกสติของคนเหล่านี้ให้กลับคืนมา "ยังมีใครคิดจะแย่งชิงลู่เฮิ่นเกอกับข้าอยู่อีกหรือไม่?"
แย่งชิงงั้นหรือ?
ผู้ใดจะกล้าแย่งชิงอีกกันล่ะ?
คุณหนูใหญ่ตระกูลซ่งผู้นี้ พอลงมือต่อสู้ก็กะเอาให้ตายกันไปข้าง มองดูภายนอกมีรูปลักษณ์ที่ดูว่านอนสอนง่ายน่าเอ็นดู ทว่าลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งกว่าใครเพื่อน ...
เยาปู้รั่วและชิงเอ๋อร์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็ตกตะลึงไปเช่นเดียวกัน
คุณหนูใหญ่ตระกูลซ่งผู้นี้พูดจาอ่อนหวานนุ่มนวล อ่อนโยนดั่งสายน้ำ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเน้นความแตกต่างอย่างสุดขั้วได้ถึงเพียงนี้!
หลังจากนี้หากผู้ใดได้แต่งงานกับซ่งเข่อล่ะก็ คงจะเป็นเพราะสุสานบรรพชนพ่นควันเขียวออกมาอย่างแท้จริง
ไม่ถูกสิ!
แววตาของเยาปู้รั่วดูแปลกประหลาด
ซ่งเข่อผู้นี้คงจะไม่ได้มีใจให้ลู่เฮิ่นเกอหรอกนะ?
จากท่าทีของนาง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มุ่งเป้ามาเพื่อสังหารลู่เฮิ่นเกอ ยิ่งไปกว่านั้น โดยพื้นฐานแล้วตระกูลซ่งก็ไม่รับคนนอก การที่ซ่งเข่อมาตามหาลู่เฮิ่นเกอจึงมีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียวเท่านั้น นั่นก็คือต้องการให้ลู่เฮิ่นเกอแต่งงานเข้าตระกูลซ่ง
ทำเอาเสียเวลาคิดไปตั้งครึ่งค่อนวัน!
คนที่สุสานบรรพชนพ่นควันเขียวออกมาก็คือลู่เฮิ่นเกอนี่เอง ...