- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 110 - คนที่ข้าอยากฆ่า ไม่มีผู้ใดขวางได้!
บทที่ 110 - คนที่ข้าอยากฆ่า ไม่มีผู้ใดขวางได้!
บทที่ 110 - คนที่ข้าอยากฆ่า ไม่มีผู้ใดขวางได้!
บุรุษที่ชื่อฉู่เกอผู้นี้ ไม่ใช่ผู้ฝึกตนของโลกใบนี้
พลังในร่างกายและเคล็ดวิชาที่เขาใช้ล้วนอยู่เหนือระดับของโลกใบนี้
ด้วยเหตุนี้เอง
ระดับตบะมหายานขั้นสูงสุดของประมุขเฒ่าจึงดูน่าขันถึงเพียงนี้
ไม่ใช่เพราะประมุขเฒ่าอ่อนแอ
แต่เป็นเพราะฉู่เกอแข็งแกร่งจนเกินไป
"ข้าจะพูดอีกครั้ง"
"มาเป็นข้ารับใช้ของข้า"
"หากไม่ยินยอมก็ตายซะ!"
ฉู่เกอออกแรงที่เท้าเล็กน้อย
ชั่วพริบตา
ร่างกายของประมุขเฒ่าก็เกิดสัญญาณของการดับสูญแตกสลาย
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ประมุขเฒ่าก็รีบตะโกนเสียงหลง "ข้ายินยอม ข้ายินยอม! ต่อไปนี้ข้าคือสุนัขของท่าน ท่านสั่งอะไรข้าก็พร้อมจะทำตาม!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ฉู่เกอก็ยกเท้าขึ้น
"ไปตามหาสิ่งของชิ้นหนึ่งให้ข้า"
"หากหาพบ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาให้เจ้าหนึ่งเล่ม"
ประมุขเฒ่าคุกเข่าอยู่บนพื้น ไม่มีมาดของยอดฝีมือระดับสูงเลยแม้แต่น้อย "นายท่านโปรดสั่งมาได้เลย"
"เตาหลอมใบหนึ่ง"
"มีแปดขา"
"ขาแต่ละข้างแกะสลักสัตว์เทพที่แตกต่างกันเอาไว้"
ฉู่เกอเอ่ยเสียงเบา เขาได้ข่าวมาว่าเตาหลอมเซียนในตำนานอยู่ในโลกใบเล็กแห่งนี้ มีคนจำนวนมากกำลังตามหาเตาหลอมใบนี้ นอกจากเขาแล้ว ยังมีผู้ฝึกตนจากโลกใบเล็กอื่นๆ หรือแม้แต่คนจากดินแดนเซียนก็กำลังตามหาอยู่เช่นกัน
เตาหลอมใบนี้มีประโยชน์มหาศาล!
ดังนั้น
ฉู่เกอจะต้องหามันให้พบ!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
ประมุขเฒ่าก็โขกศีรษะเสียงดังหลายครั้ง "ทาสเฒ่าผู้นี้จะไปตามหาเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!"
จากนั้น
ฉู่เกอก็ฝังหนอนกู่แม่ลูกลงในร่างกายของประมุขเฒ่า
คราวนี้
ความเป็นความตายของประมุขเฒ่าก็ตกอยู่ในกำมือของผู้อื่นโดยสมบูรณ์แล้ว
ประมุขเฒ่าเพิ่งจะขยับตัวเตรียมจะจากไป ภายในใจของฉู่เกอก็เกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้น เขาหันไปมองตำแหน่งหนึ่งกลางอากาศ "มีคนมา"
ประมุขเฒ่ามองตามไป
วินาทีต่อมา
เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เส้นผมยาวสีขาวดุจน้ำตกทิ้งตัวสยายอยู่เบื้องหลังอย่างอิสระ ดวงตาที่ไร้ความยินดีและไร้ความโศกเศร้ามองดูทุกสรรพสิ่งด้วยความเย็นชาถึงขีดสุด แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือรูปโฉมอันหล่อเหลา ช่างคู่ควรกับคำกล่าวที่ว่าบุรุษงามดั่งหยก คุณชายหล่อเหลาไร้ผู้ทัดเทียมอย่างแท้จริง
ในขณะนี้
ลู่เฮิ่นเกอหลุบตาลงต่ำ มองเห็นฉู่เกอกับประมุขเฒ่า
"บุตรแห่งโชคชะตาอย่างนั้นหรือ"
ลู่เฮิ่นเกอปรายตามองประมุขเฒ่าเพียงแวบเดียว จากนั้นก็ทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่ฉู่เกอ
วินาทีต่อมา
ดวงตาของลู่เฮิ่นเกอก็ลึกล้ำขึ้น ราวกับครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ภาพลวงตาทุกรูปแบบไม่อาจซ่อนเร้นจากดวงตาคู่นี้ได้ เพียงแค่มองแวบเดียว ลู่เฮิ่นเกอก็มองเห็นโชคชะตาอันหนาแน่นถึงขีดสุดบนร่างของฉู่เกอ อีกทั้งโชคชะตายังคงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น
ลู่เฮิ่นเกอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขายังมองเห็นพลังภายในร่างกายของฉู่เกอด้วย
ไม่ใช่พลังปราณ
ไม่ใช่ปราณมาร
แต่เป็นพลังที่บริสุทธิ์และลึกล้ำยิ่งกว่าพลังทั้งสองชนิดนี้
ในเวลาเดียวกัน
ฉู่เกอก็กำลังพิจารณาลู่เฮิ่นเกอเช่นกัน
ลู่เฮิ่นเกอเอ่ยขึ้นเสียงเบา "ประมุขเฒ่า ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ"
ประมุขเฒ่าได้ยินเสียงของลู่เฮิ่นเกอ แววตาก็ฉายแววอาฆาตแค้นและจิตสังหาร หากไม่ใช่เพราะลู่เฮิ่นเกอไปก่อกวนที่สำนักเซียนหลันซาน เขาคงพาตัวเยี่ยเฟิงไปตั้งนานแล้ว และป่านนี้ก็คงแย่งชิงโชคชะตาบนร่างของเยี่ยเฟิงมาได้แล้วด้วย
การที่เขาต้องมาคอยกลืนกินเลือดเนื้อเพื่อต่ออายุขัยอยู่อย่างนี้ ล้วนเป็นผลงานของลู่เฮิ่นเกอทั้งสิ้น!
ฉู่เกอเลิกคิ้วขึ้น
ดูเหมือนว่า
ข้ารับใช้คนใหม่ของเขากับชายหนุ่มผู้นี้จะรู้จักกัน
ฉู่เกอไม่คุ้นชินกับการต้องแหงนหน้ามองผู้อื่น เขาลอยตัวขึ้นช้าๆ จนอยู่ในระดับเดียวกับลู่เฮิ่นเกอ "เจ้าหนุ่ม เจ้าดูไม่เลวเลยนี่ สนใจมาเป็นข้ารับใช้ของข้าด้วยหรือไม่"
"เจ้าไม่คู่ควร"
ลู่เฮิ่นเกอส่ายหน้า
ลู่เฮิ่นเกอมองไม่ทะลุระดับตบะของคนผู้นี้
แต่ว่า
การที่สามารถทำให้ประมุขเฒ่ายอมจำนนได้ อย่างน้อยก็ต้องมีระดับตบะครึ่งก้าวระดับเซียนเป็นอย่างต่ำ
ฉู่เกอไม่ได้โกรธเคือง บนใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มมั่นใจ "เมื่อครู่ตาเฒ่าผู้นี้ก็มีท่าทีเช่นเดียวกับเจ้านี่แหละ ผู้ฝึกตนจากดินแดนเบื้องล่างอย่างพวกเจ้าล้วนเป็นพวกกระดูกอ่อน ต้องโดนสั่งสอนสักรอบถึงจะเข้าใจว่าช่องว่างระหว่างเจ้ากับข้ามันห่างกันเพียงใด"
ลู่เฮิ่นเกอปรายตามองประมุขเฒ่า
เหอะ
เพื่อเอาชีวิตรอด
ถึงกับยอมเป็นสุนัขเชียวหรือ!
แต่ว่า
นี่ก็สอดคล้องกับนิสัยของประมุขเฒ่าดี
ถึงอย่างไร
เขาก็พยายามอย่างหนักเพื่อเอาชีวิตรอดมาตั้งนาน คงไม่มีทางยอมทิ้งความพยายามที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปอย่างสูญเปล่าเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน
"เจตจำนงแห่งสวรรค์อยู่ที่ใด"
ลู่เฮิ่นเกอเอ่ยถาม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
แววตาของฉู่เกอก็ทอประกายวูบไหว ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบถอยหลังกลับไปอย่างช้าๆ แล้วออกคำสั่งประมุขเฒ่าที่อยู่เบื้องล่าง "เจ้าไปฆ่ามันซะ"
ประมุขเฒ่ารู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
แม้เขาจะอยากฆ่าลู่เฮิ่นเกอมากเพียงใด แต่ไม่ได้พบกันมาปีกว่า ผีเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่าตอนนี้ระดับตบะของลู่เฮิ่นเกออยู่ในขั้นใดแล้ว ในอดีตตอนที่อยู่เพียงระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดก็สามารถต่อกรกับเขาได้แล้ว หากลู่เฮิ่นเกอก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น เขาคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลู่เฮิ่นเกอแน่
ประมุขเฒ่าลอบสังเกตลู่เฮิ่นเกอ และพบว่าเขาไม่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายระดับตบะของลู่เฮิ่นเกอได้อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้เอง
ประมุขเฒ่าจึงยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ
เขาเป็นคนรักตัวกลัวตาย
เพื่อเอาชีวิตรอด เขาย่อมยินดีที่จะเป็นสุนัขรับใช้ให้ฉู่เกอ และเพื่อเอาชีวิตรอด เขาก็ย่อมไม่อยากไปหาเรื่องลู่เฮิ่นเกอเช่นกัน
"ข้ารับใช้คนใหม่ ดูจะไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่เลยนะ"
แววตาของฉู่เกอฉายแววเย็นเยียบ
ชั่วพริบตา
ทั่วทั้งร่างของประมุขเฒ่าก็รู้สึกราวกับมีแมลงนับหมื่นกำลังกัดกิน หนังมนุษย์ที่เหี่ยวย่นกระเพื่อมขึ้นลงตามอาการชักกระตุกไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดนี้ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก ส่งตรงไปถึงดวงวิญญาณ ไม่อาจต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือการข่มเหงอย่างเด็ดขาดจากระดับพลังที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"ทาสเฒ่าผู้นี้จะเชื่อฟังแล้ว!"
"ไม่กล้าอีกแล้วขอรับ!"
"ไว้ชีวิตทาสเฒ่าด้วยเถิด!!"
ประมุขเฒ่าไม่สนใจความเจ็บปวด รีบคุกเข่าโขกศีรษะไม่หยุด เลือดสดๆ ไหลรินลงมาจากหน้าผาก แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ในที่สุดฉู่เกอก็หยุดความคิดที่จะทรมานเขา
ความเจ็บปวดบนร่างกายของประมุขเฒ่าค่อยๆ ทุเลาลง แต่ความหวาดกลัวนี้ได้สลักลึกลงไปในใจของเขาแล้ว ขอเพียงแค่นึกถึงประสบการณ์เมื่อครู่นี้ ในแววตาก็จะเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
ลู่เฮิ่นเกอไม่ได้เอ่ยปากเลยแม้แต่น้อย
เขาเอาแต่เฝ้าสังเกตการณ์
เมื่อครู่นี้
เขาจงใจเอ่ยถึงเจตจำนงแห่งสวรรค์
ปฏิกิริยาของฉู่เกอก็ช่างละเอียดอ่อน ลู่เฮิ่นเกอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำว่าเจตจำนงแห่งสวรรค์ออกมา ฉู่เกอตั้งใจจะลงมือด้วยตนเอง ทว่าพอได้ยินคำว่าเจตจำนงแห่งสวรรค์ เขากลับไม่อยากลงมือด้วยตนเองเสียแล้ว แต่กลับผลักประมุขเฒ่าออกมารับหน้าแทน
ประมุขเฒ่าฝืนรวบรวมสติ ปลดปล่อยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวออกมา แม้บนร่างกายของเขาจะไม่มีโชคชะตาหลงเหลืออยู่แล้ว แต่ระดับตบะก็ยังคงเป็นของจริง
"ลู่เฮิ่นเกอ ไปตายซะ!"
ชั่วพริบตา!
ฟ้าดินมืดมิด!
ยังคงเป็นเคล็ดวิชาสายธารสิ้นสุด
พลังปราณระหว่างฟ้าดินถูกสูบไปจนหมดสิ้น แม้แต่มหาเต๋าก็กดทับลงมาที่ลู่เฮิ่นเกอ
ลู่เฮิ่นเกอมีสีหน้าเรียบเฉย ในตอนนี้การที่เขาจะจัดการกับประมุขเฒ่า ไม่จำเป็นต้องจงใจเรียกใช้พลังปราณ และไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนท่าใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อระดับตบะสูงขึ้น ความน่าสะพรึงกลัวของการสังหารอย่างฝืนลิขิตสวรรค์ของผู้ฝึกวิถีกระบี่ก็ยิ่งเด่นชัดและน่ากลัวมากขึ้น
ต้องรู้เอาไว้ว่า
ในอดีตลู่เฮิ่นเกอเคยอยู่ระดับครึ่งก้าวระดับเซียนอย่างแท้จริง
เมื่อระดับตบะสามารถตามทันความรู้และประสบการณ์ในชาติก่อนของลู่เฮิ่นเกอได้ เมื่อทั้งสองสิ่งผสานเข้าด้วยกัน นั่นจึงจะเป็นลู่เฮิ่นเกอที่แท้จริง
จากนั้น
ลู่เฮิ่นเกอก็ใช้นิ้วชี้ออกไปเบาๆ
ในเวลานี้
สรรพสิ่งล้วนเป็นกระบี่
ใบไม้ใบหนึ่งร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบ ลอยล่องพลิ้วไหวท่ามกลางสายธารสิ้นสุดอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับเรือลำน้อยที่ล่องลอยอย่างมุ่งมั่นตรงไปยังประมุขเฒ่า
ประมุขเฒ่าไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าฉู่เกอหรี่ตาลง แล้วตวัดพู่กันในมือออกไป
ฉัวะ ~
เสียงเบาๆ ดังขึ้น
ขนพู่กันส่วนปลายถูกตัดขาดไปหลายเส้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น
ฉู่เกอก็รู้สึกตกใจอยู่ในใจ เพิ่งจะคิดเรียกใช้พลัง ทว่าวินาทีต่อมา ใบไม้ก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน มันหายวับไปกลางอากาศ ประมุขเฒ่ารู้สึกเพียงแค่คันที่ลำคอ ราวกับถูกอะไรบางอย่างกัดเข้า
ฉู่เกอมีสีหน้าย่ำแย่
แม้เขาจะยื่นมือเข้าแทรกแซงแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจหยุดยั้งเจตจำนงกระบี่กระบวนท่านี้ของลู่เฮิ่นเกอได้อยู่ดี
ประมุขเฒ่าเพิ่งจะอ้าปากเตรียมส่งเสียงข่มขู่ ทว่ากลับมีรสชาติคาวเลือดตีตื้นขึ้นมาที่ลำคอ เขารู้สึกราวกับว่าร่างทั้งร่างกำลังลอยขึ้นไป สติสัมปชัญญะล่องลอยร่ายรำอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ...
มืดมิดลงเรื่อยๆ ...
จนกระทั่งมองไม่เห็นสิ่งใดอีกเลย