- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 100 - องค์หญิงจู้จู๋ ลู่เฮิ่นเกอได้ยินชื่อติ่งเซียนเป็นครั้งแรก
บทที่ 100 - องค์หญิงจู้จู๋ ลู่เฮิ่นเกอได้ยินชื่อติ่งเซียนเป็นครั้งแรก
บทที่ 100 - องค์หญิงจู้จู๋ ลู่เฮิ่นเกอได้ยินชื่อติ่งเซียนเป็นครั้งแรก
"แบบนี้ยังปล่อยให้ไอ้แก่หน้าเหม็นนั่นหนีไปได้อีกหรือ"
"เจ้ามันไร้ประโยชน์จริงๆ!"
"หากมอบกระบี่ฮวงกู่ให้ข้า ไอ้แก่นั่นคงตายหยังเขียดไปนานแล้ว"
มัวตี้เทียนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
สิ้นคำกล่าวนั้น
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายขององค์หญิงเผ่ามารก็ตวัดมองมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น
มัวตี้เทียนก็แค่นเสียงหัวเราะด้วยความโมโห "นังหนู พวกเราเป็นพวกเดียวกันนะ เจ้าต้องตระหนักถึงฐานะองค์หญิงเผ่ามารของตนเองเอาไว้ด้วย"
องค์หญิงเผ่ามารไม่สนใจ นางปล่อยมือขวาของลู่เฮิ่นเกอ แล้วเอ่ยถามเสียงอ่อนโยนว่า "เจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่"
ลู่เฮิ่นเกอมีแววตาสงสัย "พวกเรารู้จักกันด้วยหรือ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
องค์หญิงเผ่ามารก็ดูเศร้าสลดลงเล็กน้อย
มัวตี้เทียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ เป็นถึงองค์หญิงแห่งเผ่ามาร กลับวิ่งแล่นไปประจบประแจงผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ นึกไม่ถึงเลยว่าเผ่ามนุษย์ผู้นี้จะจำนางไม่ได้เลยสักนิด
ลู่เฮิ่นเกอจำไม่ได้จริงๆ ว่าตนเองเคยติดต่อข้องแวะกับองค์หญิงเผ่ามารมาก่อน
ก่อนจะเกิดใหม่
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างลู่เฮิ่นเกอกับเผ่ามารที่ใกล้ชิดที่สุดก็คือผ่านเยี่ยเฟิง
"ข้าจำเจ้าได้"
"เจ้าจำข้าไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ"
องค์หญิงเผ่ามารยิ้มปลอบใจตนเอง
มัวตี้เทียนชักจะรอไม่ไหวแล้ว "ไอ้หนู ส่งกระบี่ฮวงกู่ในมือเจ้ามาให้ข้า เรื่องที่เจ้าฟันเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของข้าในหลุมศพกระบี่ ข้าจะไม่เอาความ"
อันที่จริงแล้ว
ตามนิสัยของมัวตี้เทียน
ต่อให้วันนี้ลู่เฮิ่นเกอยอมส่งมอบของวิเศษทุกชิ้นที่ได้มาจากหลุมศพกระบี่ เขาก็ต้องลงมือสังหารลู่เฮิ่นเกออยู่ดี
ทว่าตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้
องค์หญิงเผ่ามารมีท่าทีสนิทสนมกับลู่เฮิ่นเกออย่างเห็นได้ชัด
ขืนแตกหักกันไป สำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก
"เจ้าไม่คู่ควร"
ลู่เฮิ่นเกอไม่ได้หวาดกลัวมัวตี้เทียนมากนัก
ประการแรก
มัวตี้เทียนเพิ่งใช้กระบวนท่าพันกรมารพุทธะไปหมาดๆ ย่อมสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล และคงไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้น
ประการที่สอง
เขาเองก็มีวิชาหลบหนีเอาตัวรอดอยู่ไม่น้อย
ในกรณีเลวร้ายที่สุด
ก็ยังมีกระบี่ฮวงกู่
กระบี่ฮวงกู่สามารถถ่วงเวลาให้ลู่เฮิ่นเกอหลบหนีได้มากพอสมควร
เพียงแต่ลู่เฮิ่นเกอยังเดาความคิดขององค์หญิงเผ่ามารไม่ออก แม้สตรีผู้นี้จะไม่ได้แสดงเจตนาร้ายใดๆ ออกมา แต่ลู่เฮิ่นเกอก็ยังแอบถอยรักษาระยะห่างจากนางอย่างแนบเนียน
"กำเริบเสิบสาน!"
มัวตี้เทียนโกรธจัดขึ้นมาทันที
ชั่วพริบตาเดียว
ร่างจำแลงพันกรมารพุทธะก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลัง
เพียงแต่
ร่างจำแลงนี้ดูทรุดโทรมเป็นอย่างมาก จากท่อนแขนพุทธะนับพันข้าง ตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งถึงสองร้อยข้างเท่านั้น รอยแตกร้าวทั่วทั้งร่างชวนให้รู้สึกสยดสยองยิ่งนัก
ปราณมารของมัวตี้เทียนเสียหายอย่างหนัก
แม้กลิ่นอายของมัวตี้เทียนจะยังอยู่ในระดับมหายานขั้นสูงสุด ทว่าพลังต่อสู้ในตอนนี้ของเขาเหนือกว่าระดับมหายานขั้นสมบูรณ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
องค์หญิงเผ่ามารก็มีสภาพไม่ต่างกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้
ลู่เฮิ่นเกอก็เบาใจลงไปเปราะหนึ่ง
หากเขาคิดจะหนีจริงๆ สองคนนี้ก็รั้งเขาไว้ไม่ได้แน่
"หากเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะครอบครองกระบี่ฮวงกู่ วันนั้นในหลุมศพกระบี่ เจ้าก็คงคว้ามันไปได้ตั้งนานแล้ว คงไม่ตกมาถึงมือข้าหรอก" ลู่เฮิ่นเกอยิ้มบางๆ ไม่ได้ใส่ใจคำขู่ของมัวตี้เทียนเลยแม้แต่น้อย
มัวตี้เทียนมีแววตาวูบไหว "รนหาที่ตายนก!"
จากนั้น
มัวตี้เทียนก็คิดจะลงมือ
ในสายตาของมัวตี้เทียน ลู่เฮิ่นเกอก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนระดับแปลงวิญญาณขั้นสูงสุดเท่านั้น
หากเขาได้เห็นฉากที่ลู่เฮิ่นเกอใช้กระบี่เดียวสังหารประมุขสำนักกระบี่เอกะ บางทีมัวตี้เทียนอาจจะไม่คิดเช่นนี้
ลู่เฮิ่นเกอมีแววตาเย็นชา
กระบี่ฮวงกู่ส่งเสียงร้องคำราม
วินาทีต่อมา
องค์หญิงเผ่ามารก็เอ่ยเสียงเย็นชา "หากเจ้าลงมือกับลู่เฮิ่นเกอ ข้าก็จะลงมือเช่นกัน เพียงแต่เป้าหมายที่ข้าจะลงมือก็คือเจ้า"
มัวตี้เทียนมีสีหน้าตกตะลึง "เจ้าจะยอมลงมือกับเผ่าพันธุ์เดียวกัน เพียงเพื่อเผ่ามนุษย์คนเดียวนั้นหรือ"
องค์หญิงเผ่ามารไม่ตอบคำถาม
ทว่า
สายตาขององค์หญิงเผ่ามารกลับดูมุ่งมั่นยิ่งนัก
ทันใดนั้น
บรรยากาศก็เริ่มดูแปลกประหลาดขึ้นมา
ลู่เฮิ่นเกอมององค์หญิงเผ่ามารด้วยความประหลาดใจ สตรีผู้นี้แสดงความเป็นมิตรต่อเขามากกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีก
"หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะรีบกลับไปยังสำนักเต๋าสามพัน อาศัยจังหวะที่เผ่ามนุษย์ยังไม่ทันตั้งตัว รีบไปตามหาร่องรอยของติ่งเซียนให้พบ ระหว่างกระบี่เล่มหนึ่งกับติ่งเซียน เจ้าคิดว่าสิ่งใดสำคัญกว่ากัน" คำพูดขององค์หญิงเผ่ามารทำให้มัวตี้เทียนฉุกคิด
กระบี่ฮวงกู่ล้ำค่าก็จริง
ทว่าติ่งเซียนคือกุญแจสำหรับเปิดเส้นทางสู่ดินแดนเซียนเชียวนะ
หากแม้แต่ดินแดนเซียนยังกลับไปไม่ได้ การได้ครอบครองกระบี่ฮวงกู่จะมีประโยชน์อันใด
เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว
ติ่งเซียนย่อมสำคัญกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนี้
ร่างจำแลงเบื้องหลังของมัวตี้เทียนก็ค่อยๆ เลือนหายไป
แรงดึงดูดของการได้กลับไปยังดินแดนเซียนมีมากกว่า มัวตี้เทียนไม่อยากทนอยู่ในโลกใบเล็กแห่งนี้อีกต่อไปแล้วแม้แต่นาทีเดียว
"ไอ้หนู ติ่งเซียนอยู่ในมือเจ้าหรือไม่"
มัวตี้เทียนหรี่ตาลง
สถานที่ที่ลึกลับที่สุดในสำนักเต๋าสามพันก็คือหลุมศพกระบี่ หากจะบอกว่าติ่งเซียนน่าจะถูกซ่อนไว้ที่ใดมากที่สุด ก็น่าจะเป็นหลุมศพกระบี่นี่แหละ และในเมื่อลู่เฮิ่นเกอกวาดของดีจากหลุมศพกระบี่ออกมามากมาย ติ่งเซียนก็อาจจะอยู่กับเขาก็เป็นได้
ลู่เฮิ่นเกอส่ายหน้า "ข้าไม่รู้ว่าติ่งเซียนคืออะไร"
ฟังจากชื่อแล้ว
น่าจะเป็นเตาหลอมขนาดใหญ่กระมัง
ทว่า
ลู่เฮิ่นเกอไม่เคยเห็นของวิเศษรูปร่างคล้ายเตาหลอมในหลุมศพกระบี่เลย
มัวตี้เทียนยังไม่ค่อยยอมแพ้นัก "เปิดแหวนมิติของเจ้าออกสิ ข้าจะดูเอง"
ลู่เฮิ่นเกอกลอกตาบน
เขายังขอยืนยันคำเดิม
มัวตี้เทียนไม่คู่ควร!
ลู่เฮิ่นเกอไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร หากเขาบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ท่าทีที่เป็นมิตรขององค์หญิงเผ่ามาร ลู่เฮิ่นเกอคงขี้เกียจแม้แต่จะตอบคำถาม
องค์หญิงเผ่ามารช่วยพูดเสริมให้ลู่เฮิ่นเกอว่า "ผู้ที่ถือครองติ่งเซียน จะมีสัญลักษณ์สุริยันจันทราปรากฏขึ้นที่กลางหว่างคิ้ว มองดูคล้ายกับดวงตาที่สาม หว่างคิ้วของลู่เฮิ่นเกอเกลี้ยงเกลาไร้ร่องรอย ข้าเชื่อว่าติ่งเซียนไม่ได้อยู่ในมือของเขา"
มัวตี้เทียนยิ่งรู้สึกจนปัญญา
ดูจากท่าทีขององค์หญิงเผ่ามาร ต่อให้ระหว่างคิ้วของลู่เฮิ่นเกอมีสัญลักษณ์สุริยันจันทราปรากฏขึ้นมาจริงๆ นางก็คงหาข้ออ้างมาช่วยพูดให้ลู่เฮิ่นเกออยู่ดี
ในบรรดาสามคนนี้
มัวตี้เทียนต่างหากที่เป็นคนนอก
อย่างไรก็ตาม
การครอบครองติ่งเซียนมักจะทำให้เกิดลักษณะพิเศษบางอย่างที่แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งเขาก็ไม่พบสิ่งเหล่านั้นบนร่างของลู่เฮิ่นเกอจริงๆ
มัวตี้เทียนแผ่ปราณมารออกจากร่างเพื่อลอยตัวขึ้นไปในอากาศ "ไอ้หนู เก็บรักษากระบี่ฮวงกู่เอาไว้ให้ดี สักวันหนึ่งข้าจะมาเอาคืน"
กล่าวจบ
ร่างของเขาก็กลายเป็นกลุ่มควันสีดำและหายวับไป
ตอนนี้
เหลือเพียงลู่เฮิ่นเกอกับองค์หญิงเผ่ามารเท่านั้น
แน่นอนว่า
ยังมีเยี่ยเฟิงที่นอนสติแตกเหม่อลอยอยู่บนพื้นอีกคน
ลู่เฮิ่นเกอถอยห่างจากองค์หญิงเผ่ามารพลางขมวดคิ้ว "เจ้าเคยเจอข้าที่ใด"
องค์หญิงเผ่ามารทัดปอยผมที่ปรกหน้าไว้ทัดหู ปราณมารทั้งหมดถูกรั้งเก็บเข้าไปในร่างกาย มองไม่ออกเลยว่าเป็นคนเผ่ามาร ท่าทางของนางดูราวกับหญิงสาวผู้อ่อนโยนและดูโตเป็นผู้ใหญ่ "เมื่อหกปีก่อน ในแดนลับเหยากวง เจ้าได้ช่วยชีวิตคนสองคนจากเงื้อมมือของเผ่ามารกลุ่มหนึ่ง เป็นหญิงชราหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน"
เดี๋ยวก่อน!
ขอเวลาลู่เฮิ่นเกอนึกสักประเดี๋ยว
เพราะถึงอย่างไร
แดนลับเหยากวงสำหรับเขาแล้ว ถือเป็นสถานที่ที่ห่างไกลและเลือนรางในความทรงจำมาก
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดลู่เฮิ่นเกอก็นึกออก "มีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ ด้วย"
ในตอนนั้น
แดนลับเหยากวงเปิดออก
ในฐานะบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเต๋าสามพัน ลู่เฮิ่นเกอมีหน้าที่นำกลุ่มศิษย์เข้าไปค้นหาวาสนาภายในนั้น ทว่าระหว่างทางกลับบังเอิญพบกับพวกเผ่ามาร ทำให้เขาพลัดหลงกับศิษย์คนอื่นๆ ในสำนัก
และในระหว่างนั้นเอง ลู่เฮิ่นเกอก็ได้ช่วยชีวิตคนกลุ่มหนึ่งจากเงื้อมมือของเผ่ามาร
ตอนนั้นเขาช่วยคนไว้ไม่น้อย
นอกจากหญิงชรากับเด็กหญิงแล้ว ก็ยังมีเด็กคนอื่นๆ อีกสองสามคน
หลังจากนั้น
เมื่อลู่เฮิ่นเกอพาคนเหล่านี้ออกจากแดนลับเหยากวง เขาก็มอบโอสถให้คนละสองสามเม็ดแล้วเรื่องก็จบลงเพียงแค่นั้น
เรื่องทำนองนี้ ลู่เฮิ่นเกอเคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน เขาจึงไม่ได้จดจำรายละเอียดเอาไว้ เพราะเขาไม่มีทางจำทุกคนที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ได้หรอก
"จู้จู๋"
"คือชื่อของข้า"
องค์หญิงเผ่ามารยิ้มหวานหยดย้อย
ลู่เฮิ่นเกอถึงบางอ้อทันที
ที่แท้นางก็คือเด็กหญิงคนนั้นในตอนนั้นนี่เอง
ทว่า
เวลาผ่านไปเพียงหกปี นึกไม่ถึงเลยว่าจากเด็กหญิงตัวเล็กๆ จะเติบโตกลายเป็นหญิงสาวที่อวบอิ่มและงดงามถึงเพียงนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ในความทรงจำเมื่อหกปีก่อน ลู่เฮิ่นเกอจำได้ว่านางไม่มีพลังตบะใดๆ เลย เขาจึงนึกว่าเป็นเพียงคนธรรมดาที่หลงเข้าไปในแดนลับ เขาจึงยื่นมือเข้าช่วย
หากเขารู้ว่าสตรีผู้นี้คือเผ่ามาร ลู่เฮิ่นเกอคงไม่ชายตาแล หรือเผลอๆ อาจจะลงมือสังหารนางไปแล้วด้วยซ้ำ
[จบแล้ว]