- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 80 - กระต่ายตัวนี้ยังไม่ตายอีกหรือ?
บทที่ 80 - กระต่ายตัวนี้ยังไม่ตายอีกหรือ?
บทที่ 80 - กระต่ายตัวนี้ยังไม่ตายอีกหรือ?
ศาลาไผ่ริมน้ำ
วารีแห่งวสันต์กระเพื่อมไหว
ทว่าอีกด้านหนึ่ง
เยี่ยเฟิงกลับรู้สึกนั่งไม่ติด
ยามนี้
เขากำลังเดินวนไปวนมาอยู่ภายในถ้ำพำนักของมู่นานเยียน
"พี่เยี่ย ท่านเป็นอะไรไปหรือ"
มู่นานเยียนเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
หลังจากกลับมาจากตำหนักหลัก เยี่ยเฟิงก็เอาแต่ใจลอย ซ้ำยังเมินเฉยต่อท่าทีเย้ายวนขอความรักของนาง หากเป็นเมื่อก่อน เพียงแค่นางยั่วยวนเยี่ยเฟิงสักนิด เขาก็คงถอดเสื้อผ้าขึ้นเตียงไปนานแล้ว
เยี่ยเฟิงไม่ได้ตอบ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
สติสัมปชัญญะบอกเขาว่า
ต้องหนี!
ลู่เฮิ่นเกอไม่เพียงแต่สังหารคนนับหมื่นของสำนักเต๋าสามพันจนหมดสิ้น ยามนี้ยังสามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นต้นได้อีกด้วย
หากระดับมหายานขั้นต้นคือขีดจำกัดของลู่เฮิ่นเกอ เยี่ยเฟิงก็คงไม่กังวลถึงเพียงนี้ ทว่าปัญหาคือ เยี่ยเฟิงกังวลว่าตอนที่ลู่เฮิ่นเกอสังหารผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นต้น เขาไม่ได้ใช้พลังเต็มที่เลยต่างหาก
หากเป็นเช่นนั้นจริง!
สำนักเซียนหลันซานก็ย่อมไม่ปลอดภัยเช่นกัน
ทว่าในใจเขากลับยังมีความหวังลมๆ แล้งๆ อยู่
แม้ลู่เฮิ่นเกอจะแข็งแกร่ง ทว่าผู้ฝึกตนระดับมหายานของสำนักเซียนหลันซานไม่ได้มีเพียงคนเดียว หากจะพูดให้ฟังดูแย่สักหน่อย กลุ่มผู้ฝึกตนระดับมหายานรุมตีลู่เฮิ่นเกอเพียงคนเดียว มันจะมีเหตุพลิกผันอะไรเกิดขึ้นได้อีกหรือ
ด้วยเหตุนี้
เยี่ยเฟิงจึงไม่อยากจะจากไป
ความรู้สึกขัดแย้งเช่นนี้ทำให้เขาไม่อาจสงบใจลงได้เลย
อย่างไรเสีย
ประสบการณ์จากสำนักเต๋าสามพันก็ทำให้เขาสูญเสียโชคชะตาไปแล้วถึงหนึ่งในสาม หากครั้งนี้สำนักเซียนหลันซานยังคุ้มครองเขาไว้ไม่ได้อีก สถานะบุตรแห่งโชคชะตาของเขาก็คงใกล้จะถูกเปลี่ยนมือแล้ว
"นานเยียน"
"เจ้าบอกความจริงกับข้ามา"
"สำนักเซียนหลันซานมีผู้ฝึกตนระดับมหายานอยู่กี่คนกันแน่"
เยี่ยเฟิงใช้สองมือจับไหล่ของมู่นานเยียนเอาไว้ สีหน้าจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้น
มู่นานเยียนก็เก็บท่าทีหยอกล้อเล่นสนุกไป นางเอ่ยตอบ "ผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นต้นมีแปดคน ในจำนวนนั้นเป็นผู้อาวุโสของสำนักห้าคน และเป็นผู้อาวุโสรับเชิญอีกสามคน ส่วนผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นสมบูรณ์มีสองคน คือท่านอาจารย์ของข้าและท่านปรมาจารย์เจ้าค่ะ"
นั่นก็หมายความว่า
สำนักเซียนหลันซานมีผู้ฝึกตนระดับมหายานอยู่ถึงสิบคน!
ขุมกำลังเช่นนี้!
เว้นเสียแต่ว่าลู่เฮิ่นเกอจะมีความแข็งแกร่งทัดเทียมกับระดับมหายานขั้นสูงสุด มิเช่นนั้นย่อมไม่มีทางรอดชีวิตออกไปจากสำนักเซียนหลันซานได้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้
สีหน้าของเยี่ยเฟิงก็ผ่อนคลายลงมาก
มู่นานเยียนกุมมือของเยี่ยเฟิงเอาไว้ นางช่วยนวดผ่อนคลายให้อย่างนุ่มนวล ซ้ำยังแอบสัมผัสจุดยุทธศาสตร์เป็นระยะๆ ทำให้ลมหายใจของเยี่ยเฟิงเริ่มหอบถี่ขึ้น
"ท่านก็กังวลเกินไป ข้ารู้ว่าเรื่องของสำนักเต๋าสามพันยังคงเป็นฝังใจท่าน ทว่าท่านก็พูดเองนี่ ว่าลู่เฮิ่นเกอเพียงแค่ฉวยโอกาสลงมือในตอนที่ประมุขสำนักเต๋าสามพันไม่อยู่"
"ต่อให้ตอนนี้เขาจะสามารถสังหารผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นต้นได้แล้วจะอย่างไรเล่า!"
"รากฐานของสำนักเซียนหลันซานของพวกเรา ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลยนะ!"
นี่เป็นความจริง!
หากไม่นับสำนักเต๋าสามพัน
สำนักเซียนหลันซานก็คือสำนักเซียนอันดับสองของเผ่ามนุษย์
แน่นอนว่า
ยามนี้สำนักเซียนหลันซานได้กลายเป็นสำนักเซียนอันดับหนึ่งไปแล้ว
อย่างไรเสีย
สำนักเต๋าสามพันก็ถูกลู่เฮิ่นเกอสังหารจนไม่เหลือใครแล้ว เหลือเพียงประมุขชราอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
"ครั้งนี้อาศัยโอกาสงานวิวาห์ของพวกเรา ท่านปรมาจารย์ต้องการดึงดูดความสัมพันธ์กับเผ่าสัตว์อสูร ดินแดนของเผ่าสัตว์อสูรเต็มไปด้วยสมุนไพรและของวิเศษล้ำค่ามากมาย ทว่าพวกเดรัจฉานเหล่านั้นกลับไม่รู้จักการหลอมโอสถ ปล่อยให้สรรพคุณทางยาต้องสูญเปล่าไปอย่างเปล่าประโยชน์ ช่างน่าเสียดายนัก!"
หากมองในมุมของเผ่ามนุษย์ มู่นานเยียนก็ไม่ได้ชื่นชอบเผ่าสัตว์อสูรเช่นกัน
ทว่าก็ช่วยไม่ได้!
ใครใช้ให้เผ่าสัตว์อสูรมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์กันเล่า!
ในอดีต
เผ่าสัตว์อสูรมักจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเผ่ามารมากกว่า
ทว่าครั้งนี้
เผ่าสัตว์อสูรกลับเป็นฝ่ายแสดงไมตรีต่อสำนักเซียนหลันซาน
นี่ถือเป็นโอกาสทองของสำนักเซียนหลันซาน ยามนี้สำนักเต๋าสามพันเหลือเพียงชื่อ นี่จึงเป็นจังหวะเหมาะที่สำนักเซียนหลันซานจะผงาดขึ้นมา หากสามารถดึงดูดความสัมพันธ์กับเผ่าสัตว์อสูร และเรียกขอของวิเศษจากเผ่าสัตว์อสูรได้ ย่อมต้องสามารถนั่งเก้าอี้สำนักเซียนอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์ได้อย่างมั่นคงแน่นอน
"เผ่าสัตว์อสูรจะมียอดฝีมือคนใดมาร่วมงานบ้างล่ะ"
เยี่ยเฟิงแอบสอดมือเข้าไปในสาบเสื้อของมู่นานเยียน ฝ่ามือเริ่มลงมือนวดเฟ้น
มู่นานเยียนหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาหยาดเยิ้มจนแทบจะยืนไม่อยู่ นางเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับก่อกำเนิดแท้ๆ ทว่าเยี่ยเฟิงกลับสามารถปลุกปั่นไฟตัณหาอันร้อนแรงของนางได้เสมอ ความรู้สึกสุขสมราวกับได้โบยบินเป็นเซียนนั้นทำเอานางแทบจะขึ้นสวรรค์
"บรรพบุรุษจิ้งจอกเก้าหางกลืนนภา จีชิว"
"และยังมีผู้นำเผ่า จีหู"
มู่นานเยียนทนไม่ไหวแล้ว
มือของบุรุษผู้นี้ ช่างว่องไวปราดเปรียวเหลือเกิน
ยามนี้!
ขึ้นเตียง!
ความรักระหว่างชายหญิงต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ทว่าเยี่ยเฟิงกลับหยุดมือที่กำลังซุกซนกะทันหัน เขาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ "จีหูผู้นี้ ... ใช่สตรีที่แต่งเข้ากับองค์จักรพรรดิเผ่ามารหรือไม่"
"... ใช่แล้ว~"
มู่นานเยียนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ
เยี่ยเฟิงมีแววตาเย็นชา
เป็นนาง!
นังแพศยานั่น!
คนที่แย่งชิงเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่และหัวใจเผ่ามารไป ทำให้การบำเพ็ญเพียรของเขาต้องหยุดชะงัก
โชคดีที่เขาทำภารกิจกลายเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเซียนหลันซานได้สำเร็จ ระบบจึงมอบคะแนนให้เขาไม่น้อย เขาใช้คะแนนเหล่านั้นยกระดับพลังตบะให้ไปถึงระดับก่อกำเนิดได้สำเร็จ มิเช่นนั้นตอนนี้เขาก็อาจจะยังเป็นเพียงระดับแก่นทองคำ ไม่มีความก้าวหน้าใดๆ เลย
"บัดซบเอ๊ย!"
เยี่ยเฟิงรู้สึกโกรธเคืองในใจ
อดไม่ได้ที่จะเพิ่มแรงบีบเค้นที่ฝ่ามือให้หนักหน่วงขึ้น
มู่นานเยียนเจ็บจนร้องครางออกมา "พี่เยี่ย ท่านออกแรงมากเกินไปแล้วนะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น
เยี่ยเฟิงก็ดึงสติกลับมาได้ทันที บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มหื่นกาม เขาช้อนร่างของมู่นานเยียนขึ้นอุ้มในท่าเจ้าหญิง "งานวิวาห์ใกล้จะถึงแล้ว มิสู้พวกเรามาทำเรื่องมงคลให้เป็นทวีคูณ รีบทำให้เจ้าตั้งครรภ์ลูกของข้าไวๆ ดีหรือไม่"
มู่นานเยียนซุกหน้าลงกับแผงอกของเยี่ยเฟิง โดยไม่เอ่ยคัดค้านแต่อย่างใด
...
"ลองคำนวณเวลาดู"
"น่าจะใกล้ได้ที่แล้ว"
ลู่เฮิ่นเกอแหงนมองท้องฟ้า
เวลาเพิ่งจะยังไม่พลบค่ำ!
ทว่าสตรีอย่างชู่ฉิงน่าจะทนต่อไฟตัณหาในใจไม่ไหวแล้ว ยามนี้นางคงกำลังคลุกวงในอยู่กับศิษย์เอกของตนเองบนเตียงเป็นแน่
ไฟตัณหาของชู่ฉิงนั้นรุนแรงมาก
ไม่ใช่ว่าสตรีผู้นี้จะมีนิสัยร่านสวาทมาแต่กำเนิด ทว่าเกิดจากข้อผิดพลาดในเคล็ดวิชาที่นางบำเพ็ญเพียรต่างหาก และด้วยจุดนี้นี่เอง ที่ทำให้ในชาติก่อนเยี่ยเฟิงฉวยโอกาสในช่วงค่ำคืนที่มืดมิดและลมพัดแรง ครอบครองสตรีงามผู้สูงวัยอายุห้าพันกว่าปีผู้นี้ได้สำเร็จ
หากว่ากันตามตรรกะปกติ ชู่ฉิงสมควรจะสังหารเยี่ยเฟิงทิ้งหลังจากเกิดเรื่อง
ทว่าคำว่าบุตรแห่งโชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เรียกขานเฉยๆ
เพียงแค่คืนเดียว!
ชู่ฉิงก็ตั้งครรภ์สายเลือดของเยี่ยเฟิงเสียแล้ว
จากนั้นก็เป็นไปตามพล็อตเรื่องที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี
ชู่ฉิงใจหนึ่งก็อยากจะสังหารเยี่ยเฟิงเพื่อระบายความแค้น ทว่าอีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้ลูกของตนเกิดมาโดยไม่มีพ่อ
ในระหว่างความขัดแย้งยื้อยุดฉุดดึงเช่นนี้ ภายในใจของชู่ฉิงก็ค่อยๆ ยอมรับเยี่ยเฟิง และกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกฮาเร็มที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา ซ้ำบางครั้งนางยังมักจะหยิบยกเรื่องที่ตนเองตั้งครรภ์ลูกคนแรกของเยี่ยเฟิงมาโอ้อวดต่อหน้าสตรีคนอื่นๆ อีกด้วย
ทำได้เพียงบอกว่า ช่างไร้ยางอายจริงๆ!
ทว่า
สิ่งนี้ก็กลายเป็นช่องโหว่ที่ลู่เฮิ่นเกอสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
ยามนี้ชู่ฉิงยังไม่เคยลิ้มรสความหฤหรรษ์ระหว่างบุรุษและสตรี หากนางต้องการปลดปล่อยไฟตัณหาในร่างกาย ก็ทำได้เพียงเรียกหาศิษย์หญิงภายในสำนักมาช่วยเสียดสีบรรเทาความต้องการเท่านั้น
เพื่อให้แน่ใจว่าชู่ฉิงจะติดพิษอย่างแน่นอน ลู่เฮิ่นเกอยังได้ผสมน้ำยาปลุกกำหนัดชนิดต่างๆ ลงไปในสระน้ำ โดยผสมรวมกับกายาพิษแต่กำเนิดของตี๋จีด้วย
การลอบวางยาพิษไม่ใช่วิสัยของวิญญูชน
ทว่าลู่เฮิ่นเกอก็ไม่ใช่วิญญูชนอยู่แล้ว
เขาผู้เป็นถึงนักหลอมโอสถระดับแปด หนึ่งในปรมาจารย์ด้านพิษอันดับต้นๆ ของโลกหล้า มีวิชาวางยาพิษแล้วไม่ยอมใช้ นั่นไม่เรียกว่าโง่เง่าเฮงซวยหรอกหรือ
ทันใดนั้น
แหวนมิติของเขาก็ขยับเล็กน้อย
ลู่เฮิ่นเกอชะงักไปครู่หนึ่ง เขาแผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในแหวนมิติ และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่ากระต่ายขนเพลิงที่เขาขอมาจากลู่เซิง กลับยังมีชีวิตอยู่ ...
นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว
กระต่ายตัวนี้กลับยังไม่ตายอีกหรือ