- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ข้าจะขอเป็นมารสังหารสรรพชีวิตดั่งหมูหมา
- บทที่ 70 - ชาตินี้ ข้าจะเป็นผู้เปิดเตาหลอมฟ้าดินเอง
บทที่ 70 - ชาตินี้ ข้าจะเป็นผู้เปิดเตาหลอมฟ้าดินเอง
บทที่ 70 - ชาตินี้ ข้าจะเป็นผู้เปิดเตาหลอมฟ้าดินเอง
ลู่เฮิ่นเกอตวัดกระบี่ออกไป
ร่างจำแลงขั้วเซียนมารเบื้องหลังเลียนแบบท่าทางของลู่เฮิ่นเกอ ฟาดฟันกระบี่พลังปราณและกระบี่ปราณมารในมือออกไปพร้อมกัน
ฟึ่บ!
ชิ้ง ...
ทุกหนแห่งที่เจตจำนงกระบี่พาดผ่าน ล้วนถูกตัดขาดเป็นสองท่อน
เงาร่างนับไม่ถ้วนที่กำลังหลบหนีแข็งทื่อในฉับพลัน พลังปราณและกลิ่นอายบนร่างของพวกเขาหยุดชะงักลงกะทันหัน
ผ่านไปชั่วอึดใจ
ลู่เฮิ่นเกอไอออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะค่อยๆ รั้งกระบี่ฮวงกู่กลับมา
เมื่อเงยหน้ามอง
ศิษย์สำนักเต๋าสามพันราวกับถูกแช่แข็งให้อยู่กับที่ บนใบหน้าของทุกคนยังคงตราตรึงความหวาดกลัวและความสับสนในยามที่หลบหนี ทว่าเมื่อสัมผัสดูให้ดี กลิ่นอายของคนเหล่านี้ล้วนเลือนหายไปจนหมดสิ้น
กระบวนท่านี้แม้แต่กายาเซียนของเยี่ยเฟิงยังถูกฟันจนขาดสะบั้นได้ นับประสาอะไรกับผู้ฝึกตนที่ยังไม่เคยหล่อหลอมกายาเหล่านี้เล่า
สายลมพัดแผ่วเบา
หอบเอากลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นโชยมา
วินาทีต่อมา
บริเวณเอวของศิษย์สำนักเต๋าสามพันทุกคนก็ปรากฏรอยแผลเรียบกริบ ท่อนบนของร่างกายค่อยๆ ลื่นไถลร่วงหล่นลงมา แยกออกจากท่อนล่างโดยสมบูรณ์ เลือดสดๆ เพิ่งจะตอบสนองในวินาทีนี้ มันไหลทะลักรินรดลงบนพื้น ก่อตัวเป็นลำธารสายเลือดขนาดเล็กหลายสาย
ระหว่างฟ้าดิน
หลงเหลือเพียงเสียงสายลม
ไร้ซึ่งเสียงร้องโหยหวนแม้แต่แอะเดียว
ลู่เฮิ่นเกอลงมือรวดเร็วเกินไป เร็วเสียจนพวกเขายังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้อง ก็ถูกเจตจำนงกระบี่ฟันร่างจนขาดสะบั้น เหลือเพียงจิตวิญญาณที่ไร้สติสัมปชัญญะเอาไว้
ลู่เฮิ่นเกอใบหน้าซีดเผือด เขาใช้กระบี่ฮวงกู่ต่างไม้เท้าค้ำยันลงบนพื้นเพื่อพยุงร่างกายเอาไว้ แม้บนใบหน้าจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าหลังจากการใช้พลังจนหมดสิ้น ทว่าเขากลับพึงพอใจกับกระบี่กระบวนท่านี้เป็นอย่างมาก
"ถือว่ากวาดล้างได้สะอาดหมดจด"
ลู่เฮิ่นเกอกวาดสายตามองไปรอบๆ
ศิษย์สำนักเต๋าสามพันที่เหลือกว่าสองหมื่นคนแทบจะถูกกระบี่เดียวสังหารจนหมดสิ้น ทว่าก็ยังมีผู้อาวุโสจำนวนหยิบมือที่รอดชีวิตมาได้ ผู้อาวุโสระดับผสานร่างเหล่านี้แม้พลังตบะจะไม่สูงนัก ทว่าบนตัวกลับมีของวิเศษช่วยชีวิตแปลกประหลาดมากมาย
เมื่อตระหนักว่าไม่อาจหลบหนีพ้นรัศมีของกระบี่นี้ได้ พวกเขาจึงเริ่มควักของวิเศษคุ้มภัยออกจากแหวนมิติอย่างบ้าคลั่ง
ลู่เฮิ่นเกออยู่ในระดับก่อกำเนิดเท่านั้น
นี่ถือเป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียว
และเพราะจุดอ่อนนี้นี่เอง ที่มอบโอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งในสิบล้านให้กับบรรดาผู้อาวุโสเหล่านี้
ทว่า
ต่อให้จะโชคดีรอดชีวิตมาได้ไม่กี่คน แต่คนเหล่านี้ก็ล้วนบาดเจ็บสาหัส เหลือเพียงลมหายใจรวยรินเท่านั้น
ลู่เฮิ่นเกอไม่สนใจความเป็นตายของคนเหล่านี้เท่าใดนัก สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ คือความเป็นตายของเยี่ยเฟิงต่างหาก
หลังจากค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง
ลู่เฮิ่นเกอก็ขมวดคิ้ว
หายไปแล้วหรือ
กลิ่นอายของเยี่ยเฟิงหายไปแล้ว
สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เพียงสองกรณีเท่านั้น หนึ่งคือเยี่ยเฟิงตายไปแล้ว สองคือเยี่ยเฟิงหนีรอดไปได้
เมื่อเทียบกับกรณีแรก
ลู่เฮิ่นเกอกลับเชื่อว่าเป็นกรณีหลังมากกว่า
"เขาหนีไปได้อย่างไร"
ลู่เฮิ่นเกอคิดไม่ตก
"หรือว่าเจตจำนงแห่งสวรรค์จะเป็นฝ่ายลงมือ"
ลู่เฮิ่นเกอตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าในสำนักเต๋าสามพันไม่มีกลิ่นอายของเยี่ยเฟิงหลงเหลืออยู่แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะเย็นชา "ดวงแข็งเสียจริงนะ อุตส่าห์หนีไปได้ ทว่า ... "
หัวใจสีดำดวงหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของลู่เฮิ่นเกอ
วินาทีต่อมา
ปราณมารสายหนึ่งก็ทะลวงออกจากหัวใจ พุ่งทะยานหลบหนีไปในทิศทางอันห่างไกลอย่างรวดเร็ว
ลู่เฮิ่นเกอมองไปตามทิศทางที่ปราณมารสายนั้นหายไป หากเขาจำไม่ผิด ทิศทางนั้นคือที่ตั้งของสำนักเซียนหลันซาน ขอเพียงออกจากสำนักเต๋าสามพัน มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ เดินทางหลายล้านลี้ก็จะเข้าสู่อาณาเขตของสำนักเซียนหลันซาน
"ดูเหมือนจะไปหามู่นานเยียนสินะ"
ลู่เฮิ่นเกอหัวเราะเบาๆ
การปล่อยเยี่ยเฟิงไป อาจทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสำนักเต๋าสามพันวันนี้แพร่สะพัดไปยังสำนักเซียนต่างๆ ของเผ่ามนุษย์อย่างรวดเร็ว
ทว่าไม่เป็นไร!
หลังจากวันนี้ ลู่เฮิ่นเกอก็จะสามารถทะลวงขอบเขตระดับก่อกำเนิด ก้าวเข้าสู่ระดับแปลงวิญญาณได้แล้ว
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับแปลงวิญญาณ ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ได้ส่งยอดฝีมือระดับมหายานขั้นสูงสุดออกมา ลู่เฮิ่นเกอก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย
ส่วนเยี่ยเฟิงน่ะหรือ ...
ก็ปล่อยให้เขาหนีไปก่อนเถิด
เมื่อปราศจากการทุ่มเททรัพยากรของสำนักเต๋าสามพัน เยี่ยเฟิงก็ถือว่ากลายเป็นคนไร้ค่าไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ลู่เฮิ่นเกอรู้ดีว่า ในตอนนี้เขายังไม่อาจสังหารเยี่ยเฟิงได้ หากต้องการสังหารเยี่ยเฟิงก็มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น
หนึ่งคือลู่เฮิ่นเกอมีพลังทัดเทียมกับเจตจำนงแห่งสวรรค์ ต่อให้เจตจำนงแห่งสวรรค์จะปรากฏตัวออกมาช่วยเยี่ยเฟิง ลู่เฮิ่นเกอก็ยังสามารถสังหารเขาได้อย่างไร้ปรานี ส่วนอีกทางหนึ่งก็คือเจตจำนงแห่งสวรรค์ทอดทิ้งเยี่ยเฟิง แล้วไปเลือกบุตรแห่งโชคชะตาคนใหม่แทน
เมื่อใดที่สูญเสียสถานะบุตรแห่งโชคชะตาไป เยี่ยเฟิงก็อาจมีค่าด้อยยิ่งกว่าสุนัขตัวหนึ่งเสียอีก
ถึงเวลานั้น
ระบบในตัวของเขาก็จะทอดทิ้งเขาไปเช่นกัน
ภาพนั้น!
จะต้องงดงามไร้ที่ติอย่างแน่นอน!
ลู่เฮิ่นเกอดึงสายตากลับมา การที่เยี่ยเฟิงหนีไปสำนักเซียนหลันซานถือเป็นเรื่องดี ลู่เฮิ่นเกอต้องการจะกวาดล้างสำนักที่คอยคุ้มครองเยี่ยเฟิงให้สิ้นซากต่อหน้าต่อตาเยี่ยเฟิง เพื่อปลูกฝังฝันร้ายอันน่าหวาดกลัวให้หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจของเขา
เวลานี้
ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว
ลู่เฮิ่นเกอทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมาย สังหารผู้คนไปมากมายถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงเพื่อความสะใจเท่านั้น ทว่ายังมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่
"เปิดเตาหลอม!"
ลู่เฮิ่นเกอตวาดเสียงเบา
เตาหลอมโอสถที่เกิดจากการควบแน่นของปราณมารพลันปรากฏขึ้น
ชาติก่อน
เยี่ยเฟิงเป็นผู้เปิดเตาหลอมฟ้าดิน
ศึกตัดสินครั้งสุดท้ายระหว่างลู่เฮิ่นเกอและเยี่ยเฟิงก็ถูกขนานนามว่า มหาสงครามเตาหลอมฟ้าดิน
เตาหลอมฟ้าดินคือสิ่งใดกัน
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ
ก็คือการเปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นเตาหลอมโอสถ สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ล้วนกลายเป็นตัวยาในเตาหลอม
ใช้เลือดเนื้อหลอมรวมโอสถ
ใช้จิตวิญญาณสลักอักขระ
เยี่ยเฟิงอาศัยโอสถเม็ดนี้ บรรลุเป็นเซียนที่แท้จริง และเดินทางไปยังสถานที่ที่เรียกว่าแดนเซียน
ทว่าหากพูดถึงเรื่องการหลอมโอสถ ลู่เฮิ่นเกอสามารถทิ้งห่างเยี่ยเฟิงได้หลายสิบช่วงตัว ในฐานะนักหลอมโอสถระดับแปด ซ้ำในชาติก่อนยังทะลวงขึ้นเป็นนักหลอมโอสถระดับเก้า ลู่เฮิ่นเกอย่อมมีความเข้าใจเรื่องเตาหลอมลึกซึ้งยิ่งกว่า ด้วยวิชาการหลอมโอสถของลู่เฮิ่นเกอ สรรพคุณของโอสถเตาหลอมที่หลอมออกมาจะต้องดีกว่าหลายสิบเท่าอย่างแน่นอน
เพียงแต่
เยี่ยเฟิงใช้สิ่งมีชีวิตนับล้านล้านชีวิตเป็นตัวยาในการหลอมโอสถเตาหลอมฟ้าดิน
แต่ในยามนี้
ลู่เฮิ่นเกอทำได้เพียงใช้คนไม่กี่หมื่นคนของสำนักเต๋าสามพันเป็นตัวยา สรรพคุณของโอสถเตาหลอมที่ได้ย่อมด้อยกว่ามาก
พรึ่บ!
เปลวเพลิงสีดำลุกโชนขึ้น พุ่งเข้าไปใต้เตาหลอมโอสถ
เมื่อเปลวเพลิงสีดำแผดเผาอย่างต่อเนื่อง เตาหลอมโอสถก็เริ่มส่งเสียงแตกปริร้าวเบาๆ พร้อมกับกลุ่มควันสีดำที่ลอยคลุ้ง
"ลงเตา!"
สิ้นคำสั่ง!
ซากศพนับไม่ถ้วนก็ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะถูกโยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถ
บรรดาผู้อาวุโสที่ไม่ถูกกระบี่เดียวสังหารจนตกตายต่างพากันลืมส่งเสียงร้องโหยหวน พวกเขาพยายามจะลากสังขารที่พิการหลบหนีไป ทว่ากลับถูกปราณมารหลายสายรั้งตัวเอาไว้ และโยนเข้าไปในเตาหลอมโอสถ
วินาทีต่อมา
เสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนาก็ดังขึ้น
ฟ้าดินร่วมร่ำไห้
การตายพร้อมกันของยอดฝีมือระดับผสานร่างจำนวนมากเช่นนี้ ทำให้แม้แต่ฟ้าดินยังต้องหลั่งน้ำตา
ลู่เฮิ่นเกอมีสีหน้าราบเรียบ เขาโยนซากศพต่างๆ ลงไปอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังหยิบของวิเศษล้ำค่าจากในแหวนมิติโยนตามลงไปด้วย
พูดตามตรง
บรรดาผู้อาวุโสเหล่านี้สู้ตายไปตั้งแต่เมื่อครู่ยังจะดีกว่า
อย่างน้อยซากศพที่ถูกโยนลงเตาหลอมก็จะไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด
การหลอมโอสถด้วยเตาหลอม ไม่ใช่เพียงแค่การหลอมละลายร่างกาย ทว่ายังเป็นการหลอมรวมจิตวิญญาณเข้าไปด้วย และยิ่งผู้ฝึกตนมีพลังตบะสูงส่งมากเท่าใด การหลอมจิตวิญญาณของพวกเขาก็ยิ่งยากลำบากและใช้เวลายาวนานมากขึ้นเท่านั้น
สำหรับจิตวิญญาณที่ต้องกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในเตาหลอม นี่คือการทรมานอันแสนยาวนาน
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นหอมเย้ายวนใจก็เริ่มโชยออกมาจากเตาหลอมโอสถ
สำนักเต๋าสามพันว่างเปล่าไร้ผู้คน
เหลือเพียงลู่เฮิ่นเกอแต่เพียงผู้เดียว เขายืนเฝ้าอยู่ข้างเตาหลอมโอสถ คอยเติมสมุนไพรล้ำค่าลงไปอย่างไม่ขาดสาย