เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49 ช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจ

ตอนที่ 49 ช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจ

ตอนที่ 49 ช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจ


ตอนที่ 49 ช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจ

ห้องนั่งเล่นกว้างขวางในคฤหาสน์ เปิดเพียงโคมไฟตั้งพื้นสีเหลืองสลัว

หลินเฟิง เอนตัวนอนกึ่งนั่งอยู่บนโซฟา ไม่ได้ดูทีวีและไม่ได้เล่นมือถือ

ระหว่างนิ้วของเขาลูบคลำป้ายคำสั่งสีดำที่เย็นเฉียบ สัมผัสรอยสลักตัวอักษร ‘หลิน’ และลวดลายดอกปี่อั้นฮวา (ดอกฮิกันบานะ) แววตาหม่นหมองอ่านไม่ออก

รังสีอำมหิตและจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากกระดูกดำ ทำให้บรรยากาศทั้งห้องนั่งเล่นดูอึดอัด

สิบห้าปีแล้ว

เขาคิดว่าตัวเองเคยชินกับการใช้ชีวิตเหมือนวิญญาณเร่ร่อน และกดทับความแค้นเลือดล้างเลือดนั้นไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมาตั้งนานแล้ว

แต่ป้ายคำสั่งชิ้นนี้ กลับเป็นเหมือนกุญแจที่ไขเปิดกล่องแพนโดร่าออกอย่างง่ายดาย

กริ๊ก…

เสียงหมุนลูกบิดประตูเบาๆ ดึง หลินเฟิง กลับมาจากความทรงจำอันโหดร้ายดั่งขุมนรกทันที

เขาพลิกมือตามสัญชาตญาณ ป้ายคำสั่งหายวับไป ถูกยัดเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงขาสั้นอย่างมิดชิด

เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ความหม่นหมองบนใบหน้าก็มลายหายไปจนสิ้น กลับมาสวมรอยยิ้มกะล่อนกวนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์

ประตูคฤหาสน์ถูกผลักออก

คนที่เดินเข้ามาคือ ซู ชิงเสวี่ย

เธอยังคงสวมชุดสูททำงานทะมัดทะแมงชุดเดียวกับเมื่อกลางวัน เพียงแค่ถอดเสื้อคลุมออก ในอ้อมแขนอุ้มช่อกุหลาบแดงเพลิงช่อใหญ่

สีแดงอันร้อนแรงนั้น ช่างขัดแย้งกับบุคลิกเย็นชาของเธออย่างชัดเจน

สี่ตาประสานกัน บรรยากาศเงียบงันไปชั่วขณะ

ซู ชิงเสวี่ย อุ้มช่อดอกไม้ ยืนอยู่ตรงโถงทางเข้า ใบหูแดงระเรื่อขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เธอเหมือนอยากจะซ่อนดอกไม้ไว้ด้านหลัง แต่ช่อใหญ่ขนาดนั้น ซ่อนยังไงก็ไม่มิด

“อะแฮ่ม” หลินเฟิง กระแอมไอทำลายความอึดอัด “ที่รัก คุณไปปล้นร้านดอกไม้ที่ไหนมาเนี่ย”

บนใบหน้าเย็นชาของ ซู ชิงเสวี่ย ปรากฏความประหม่าให้เห็นซึ่งหาได้ยาก

เธอก้าวรองเท้าส้นสูงเดินเข้ามา ยัดช่อดอกไม้ใส่อ้อมอกหลินเฟิง สายตาเสมองไปทางอื่น น้ำเสียงยังคงเย็นชา แต่แฝงไปด้วยความเก้อเขินที่จับสังเกตได้ยาก

“เดินผ่านร้านดอกไม้ เห็นใกล้จะปิดแล้ว ลดราคา ก็เลยเก็บติดมือมา”

“เก็บมาเหรอ”

หลินเฟิง ก้มมองกุหลาบคาร่าแดงเกรดพรีเมียมที่กำลังบานสะพรั่งแถมยังมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่บนกลีบดอก สลับกับมองใบหน้าของภรรยาที่เขียนแปะไว้ว่า ‘ฉันสูงส่ง ฉันไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก’ แล้วแทบจะหลุดขำ

“เก็บมาได้ดี! ที่รัก รสนิยมการเก็บขยะของคุณนี่สูงปรี๊ดเลยนะเนี่ย”

เขาอุ้มช่อดอกไม้ ทำท่าสูดดมอย่างโอเวอร์ สีหน้าเคลิบเคลิ้มสุดๆ

“หอม! โคตรหอมเลย! ดอกไม้ที่เมียให้ ต่อให้เก็บมา ก็ต้องเอาไปใส่กรอบ แล้วจุดธูปสามดอกบูชาทุกวันแล้ว”

“คุณ...” ซู ชิงเสวี่ย ถูกท่าทางกะล่อนของเขาทำเอาโกรธจนหน้าแดงกว่าเดิม อยากจะด่าสักสองสามประโยค แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก สายตาตกลงบนตัวหลินเฟิง เตรียมจะเปลี่ยนเรื่อง

แต่พอมอง ม่านตาเธอกลับหดแคบลง

เสื้อยืดบนตัว หลินเฟิง มีรอยขาดชัดเจนตรงหัวไหล่ ชายเสื้อเปื้อนฝุ่นผงและคราบสกปรกที่แห้งกรังเป็นวงกว้าง

แม้เขาจะปกปิดได้ดี แต่ ซู ชิงเสวี่ย ก็ยังได้กลิ่นเหม็นไหม้และกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยปะปนอยู่ในอากาศ

หัวใจของเธอ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดอย่างแรง

เมื่อคืนนี้ เธอรู้ว่าตระกูลจ้าวเกิดเรื่อง รู้ว่า จ้าว เซี่ยวเทียน สองพ่อลูกตายแล้ว

เธอไม่รู้กระบวนการ แต่รู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเกี่ยวข้องกับผู้ชายตรงหน้า

เขาจัดการปัญหาทั้งหมดให้เธอ ทำให้เธอได้เฉิดฉายในงานแถลงข่าววันนี้อย่างสมภาคภูมิ แต่ตัวเองกลับไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่เสื้อผ้าที่สะอาดสักชุด

ขอบตาของ ซู ชิงเสวี่ย แดงก่ำขึ้นมาทันที

เธอขบริมฝีปากล่างแน่น ไม่ได้เอ่ยถามอะไร

ไม่ใช่ไม่อยากถาม แต่ไม่กล้าถาม เธอแค่กลัวว่าจะได้ยินรายละเอียดที่ทำให้เธอต้องปวดใจ

เธอเพียงแค่หันหลัง เดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องน้ำ

“เอ๊ะ ที่รัก อย่าเพิ่งไปสิ ผมจะเล่าเรื่องตลกให้ฟัง...” หลินเฟิง ยังคงอุ้มดอกไม้พูดจ้อไม่หยุด

ไม่นาน ซู ชิงเสวี่ย ก็ยกกะละมังน้ำร้อนกรุ่นเดินออกมา บนผิวน้ำยังมีใบสมุนไพรที่ไม่รู้จักลอยอยู่สองสามใบ

เธอเดินมาที่หน้าโซฟา วางกะละมังน้ำลงแทบเท้า หลินเฟิง เสียงดังปึ้ก

หลินเฟิง งงเป็นไก่ตาแตก

“ที่รัก นี่คุณจะ...”

ซู ชิงเสวี่ย ไม่พูดอะไร เพียงย่อตัวลง ยื่นมือเรียวงามออกไป ถอดรองเท้าแตะหูคีบคู่นั้นของเขาออกดื้อๆ

“เฮ้ย”

หลินเฟิง ตกใจจนสะดุ้งเฮือก หดเท้ากลับรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบราวกับถูกไฟดูด

“ที่รัก ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด อายุขัยผมจะสั้นเอานะ”

หลินเฟิง อย่างเขาไม่เคยกลัวฟ้ากลัวดิน แต่กลัวเรื่องนี้แหละ ให้จักรพรรดินีภูเขาน้ำแข็งอันดับหนึ่งแห่งเจียงไห่มาล้างเท้าให้เนี่ยนะ

เรื่องนี้ถ้าลอยไปเข้าหูตาแก่ล่ะก็ ตาแก่นั่นคงบินลงมาจากเขา แล้วเอาส้นรองเท้าฟาดเขาสามวันสามคืน พร้อมด่าว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงแน่ๆ

“นั่งดีๆ”

ซู ชิงเสวี่ย เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาเย็นชาแฝงไปด้วยคำสั่งที่ไม่อาจขัดขืน

เธอคว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของ หลินเฟิง เรี่ยวแรงเยอะอย่างน่าประหลาด

“อยู่นิ่งๆ” น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย “วันนี้ในที่ประชุมบอร์ดบริหาร ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ว่าจะต้องให้รางวัลคุณ”

“คุณคือผู้มีพระคุณรายใหญ่ของตระกูลซู”

“นี่คือ... รางวัลส่วนตัวจากฉัน”

พูดจบ เธอก็ไม่เปิดโอกาสให้ หลินเฟิง ขัดขืน ออกแรงกดเท้าเขาลงไปในน้ำอุ่น

วินาทีนั้น กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นจากฝ่าเท้าพุ่งตรงขึ้นสู่กระหม่อม

หลินเฟิง ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง

เขามองดูผู้หญิงที่นั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าตัวเอง

เธอถอดรองเท้าของเขาออก แล้วเริ่มถอดถุงเท้าที่เท้าของเขาอย่างเงอะงะ

ท่วงท่าของเธอเก้ๆ กังๆ จนดูทุลักทุเล ทว่าศีรษะอันสูงส่งนั้นกลับก้มต่ำลง เส้นผมสีดำขลับนุ่มสลวยทิ้งตัวลงมา ปิดบังเสี้ยวหน้าของเธอไว้

ห้องนั่งเล่นเงียบสงบ

มีเพียงเสียงน้ำ และเสียงลมหายใจที่หอบถี่เล็กน้อยของเธอ

หลินเฟิง ก้มหน้า มองเห็นติ่งหูที่แดงระเรื่อ กับแพขนตายาวที่สั่นไหวเบาๆ ของเธอ

วินาทีนี้ อะไรคือตระกูลหลินแห่งเมืองหลวง อะไรคือความแค้นเลือดล้างเลือด อะไรคือป้ายคำสั่ง อะไรคือจิตสังหาร...

ทุกสิ่งล้วนถูกกะละมังน้ำอุ่นใบนี้ และผู้หญิงที่ทั้งเงอะงะแต่ก็จริงจังตรงหน้า ชะล้างไปจนหมดสิ้น

หมาป่าดุร้ายในใจที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะความแค้น ถูกเธอใช้ความอ่อนโยนลูบขนที่กำลังตั้งชันให้สงบลงอย่างแผ่วเบา จนกลับกลายเป็นหมาวัดที่เกียจคร้านและอยากจะแค่นอนอาบแดดอีกครั้ง

หลินเฟิง เอนหลังพิงโซฟาช้าๆ พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด

นี่… คือความรู้สึกของการมีบ้านงั้นเหรอ

โคตรจะ... ดีเลยว่ะ

เขาสาบาน ใครก็ตามที่กล้าทำลายความสงบสุขตรงหน้านี้

เขาจะทำให้ครอบครัวของมัน ต้องพังพินาศไม่มีชิ้นดี

…………………………………

น้ำเริ่มเย็นลงแล้ว

ซู ชิงเสวี่ย ใช้ผ้าขนหนูเช็ดเท้า หลินเฟิง จนแห้งในที่สุด พวงแก้มของเธอร้อนผ่าวราวกับมีไฟสุม

ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เธอราวกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไปจนหมดสิ้น เอามือเกาะขอบโซฟาแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

เธอไม่กล้าสบตา หลินเฟิง ก้มหน้าลง น้ำเสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน ทว่ากลับเป็นดั่งระเบิดลูกใหญ่ ที่ตู้มใส่หู หลินเฟิง อย่างจัง

“คือว่า... วันนี้ ฉันไปถามหมอเทวะจางมาแล้วล่ะ”

“เขาบอกว่า... ร่างกายของฉัน ถ้า... ถ้าได้รับการประสานหยาง ก็จะฟื้นตัวได้ดีขึ้น”

เธอชะงักไป ราวกับต้องรวบรวมความกล้าทั้งชีวิต ถึงจะพูดประโยคสุดท้ายจนจบ

“คุณปู่... ท่านก็โทรมาเหมือนกัน”

“ท่านบอกว่า... อยากอุ้มเหลนแล้ว...”

จบบทที่ ตอนที่ 49 ช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว