- หน้าแรก
- ค่ำคืนร้อนฉ่า ประธานสาวเย็นชาลากผมไปจดทะเบียน
- ตอนที่ 30 ฝุ่นตลบจางหาย จุดจบของคนทรยศ
ตอนที่ 30 ฝุ่นตลบจางหาย จุดจบของคนทรยศ
ตอนที่ 30 ฝุ่นตลบจางหาย จุดจบของคนทรยศ
ตอนที่ 30 ฝุ่นตลบจางหาย จุดจบของคนทรยศ
ทันทีที่งานแถลงข่าวจบลง กระแสบนอินเทอร์เน็ตของเมืองเจียงไห่พลิกกลับตาลปัตรทันที
เมื่อวานซูกรุ๊ปเพิ่งจะโดนด่าจนเละเทะ มาวันนี้กลับกลายเป็นพ่อพระแม่พระผู้มาโปรดสัตว์ไปเสียแล้ว
เช้าตรู่วันต่อมา
ถนนหน้าอาคารสำนักงานซูกรุ๊ปถูกปิดตายโดยสมบูรณ์
คลื่นมหาชนหลั่งไหลมาต่อคิวยาวเหยียด เลี้ยวผ่านไปหลายหัวมุมถนนก็ยังมองไม่เห็นหางแถว
คนเหล่านี้ล้วนถือใบเสร็จสั่งซื้อ ‘น้ำค้างหยกเทียนจือ’ ไว้ในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจและตื่นเต้น
“ขอร้องล่ะครับ ให้ผมเปลี่ยนก่อนเถอะ เมื่อคืนเมียผมคิดจะกระโดดตึกตายอยู่แล้ว”
“ท่านประธานซูเป็นคนดีจริงๆ ตระกูลจ้าวขายยาพิษ แต่ตระกูลซูยังยอมให้เราเอามาแลกซื้อยาวิเศษในราคาครึ่งเดียว”
“ตั้งแต่วันนี้ไป ใครกล้าพูดจาให้ร้ายตระกูลซู ฉันจะด่าให้ยับเลย”
ในทางกลับกัน ฝั่งอาคารสำนักงานของเทียนจือกรุ๊ปกลับตกอยู่ในสภาพอนาถ
จากที่เคยมีรถหรูเข้าออกขวักไขว่ บัดนี้หน้าประตูบริษัทกลับเต็มไปด้วยไข่เน่าและเศษผัก
ประตูใหญ่ถูกสาดด้วยสีแดง เขียนข้อความว่า “ฆาตกรต้องชดใช้” และ “เอาหน้าฉันคืนมา” ครอบครัวของผู้เสียหายที่ใบหน้าพังหลายคนมารวมตัวปิดทางเข้าบริษัท ทั้งร้องไห้ทั้งตะโกนด่าทอ
หุ้นของเทียนจือกรุ๊ปกลายสภาพเป็นเศษกระดาษไปแล้ว
เพื่อดับไฟความโกรธแค้นของเหล่าเศรษฐี ตระกูลจ้าวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องประกาศล้มละลายบริษัทเทียนจือกรุ๊ปกลางดึก
“หมอเทวะ” จาง เต๋อปัง ที่เมื่อวานยังมีแต่คนยกย่อง กลายเป็นแพะรับบาปอย่างสมบูรณ์แบบ
ตระกูลจ้าวออกแถลงการณ์โยนความผิดทั้งหมดให้ จาง เต๋อปัง โดยอ้างว่าเขาเป็นคนแอบดัดแปลงสูตรยาเองจนทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงกับผู้คนมากมายขนาดนี้
ชั่วข้ามคืน จาง เต๋อปัง ก็ตกจากจุดสูงสุด กลายเป็นที่รังเกียจของคนทั้งเมือง
ขณะเดียวกัน ภายในห้องประชุมบอร์ดบริหารของซูกรุ๊ป
ซู เจิ้นไห่ ผู้เป็นอาที่เมื่อวานยังแหกปากโวยวายจะปลด ซู ชิงเสวี่ย ออกจากตำแหน่ง วันนี้กลับเอาแต่ก้มหน้าหงอเป็นลูกหมา ไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก
“ชิงเสวี่ยเอ๊ย อา... เมื่อวานอาแค่สับสนไปหน่อยน่ะ” เขายิ้มแหยที่ดูน่าเกลียดกว่าร้องไห้ “หลานวางใจได้เลยนะ ต่อไปนี้ในบริษัท ใครกล้าไม่ฟังหลาน อาจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมเด็ดขาด”
ซู ชิงเสวี่ย ปรายตาเย็นชามองเขาโดยไม่ตอบรับ
แต่ทุกคนรู้ดีว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซูกรุ๊ปคืออาณาจักรที่เธอมีอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว
……………………………………
สนามบินนานาชาติเมืองเจียงไห่
ชายสวมหมวกและหน้ากากอนามัยคนหนึ่ง กำลังลากกระเป๋าเดินทางวิ่งกระหืดกระหอบตรงไปยังจุดตรวจค้นผู้โดยสาร
เขาคือ จาง เต๋อปัง
เขารู้ตัวว่าถูกตระกูลจ้าวหักหลังและโยนเป็นแพะรับบาป เมืองเจียงไห่จึงไม่มีที่ให้เขายืนอีกต่อไป เขาจึงรีบกอบโกยเงินสด ซื้อตั๋วเครื่องบินหนีออกนอกประเทศเพื่อเตรียมลี้ภัย
ขอแค่หนีรอดไปได้ ด้วยสูตรยาที่อยู่ในหัว เขาไปอยู่เมืองนอกก็ยังสร้างความร่ำรวยได้อยู่ดี
เมื่อเห็นจุดตรวจค้นอยู่ตรงหน้า จาง เต๋อปัง ก็แอบดีใจจนใจเต้น
จังหวะนั้นเอง เสียงเกียจคร้านก็ดังมาจากด้านหลัง
“ดอกเตอร์จาง รีบร้อนขนาดนี้ กะจะรีบไปเกิดใหม่หรือไง”
ร่างของ จาง เต๋อปัง สะดุ้งโหยง
เสียงนี้...
เขาค่อยๆ หันหน้ากลับไป ก่อนจะช็อกจนตัวแข็งทื่อ
ห่างออกไปไม่ไกล หลินเฟิง กำลังพิงเสา คาบบุหรี่ไว้ในปาก มองเขาด้วยรอยยิ้ม
“หลิน... หลินเฟิง!” จาง เต๋อปัง ตกใจจนขาสั่น รีบหันหลังเตรียมจะวิ่งหนี
แต่เพิ่งจะหันตัว หัวไหล่ก็ถูกมือหนาตะปบไว้แน่น
แรงบีบนั้นดูเหมือนไม่ได้มากมายอะไร แต่เขากลับรู้สึกเหมือนโดนภูเขาทั้งลูกกดทับ ร่างกายทรุดฮวบลง กระแทกเข่ากับพื้นดัง ‘ตุบ’
ผู้คนรอบด้านต่างหันมามองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ
หลินเฟิง ย่อตัวลง ดึงตั๋วเครื่องบินในมือเขามาดูแล้วเอ่ยขึ้น “โอ๊ะโอ ยังคิดจะหนีไปหลอกคนต่อที่เมืองนอกอีกเหรอ”
“ไม่ ไม่ใช่นะ ฟังฉันอธิบายก่อน!”
จาง เต๋อปัง กลัวจนหัวหด กอดขา หลินเฟิง ร้องไห้โฮ “หมอเทวะหลิน ฉันผิดไปแล้ว ฉันผิดไปแล้วจริงๆ”
“เป็นฝีมือจ้าว เทียนอวี่ ทั้งหมด มันบังคับฉัน มันบอกจะให้เงินฉันร้อยล้านแลกกับการขโมยสูตรยา ฉันแค่หน้ามืดเพราะความโลภชั่วขณะเท่านั้นเอง”
เขาเอาหัวโขกพื้นดังปึกๆ ไม่หยุดหย่อน
“หมอเทวะหลิน พวกเราต่างก็เป็นหมอเหมือนกัน คุณปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันยอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้คุณเลย”
“หมอเหรอ”
รอยยิ้มบนใบหน้า หลินเฟิง จางหายไป แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
เขาบีบปลายคาง จาง เต๋อปัง บังคับให้เงยหน้าขึ้นมา แล้วเอ่ยเสียงเย็น “คนอย่างแก คู่ควรด้วยเหรอ”
“คนเป็นหมอ ต้องมีจรรยาบรรณ แต่แกทำทุกอย่างเพื่อเงิน ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม ปรุงยาพิษออกมาทำร้ายผู้คน คนสวะอย่างแกยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าหมออีกเหรอ”
จาง เต๋อปัง ถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองจนสั่นเทาไปทั้งตัว
“ฉัน...”
หลินเฟิง ไม่ปล่อยให้เขาได้พูดพล่ามอีก
เขาปล่อยมือที่บีบคาง แล้วสกัดจุดที่ข้อมือทั้งสองข้างของ จาง เต๋อปัง อย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ
กร๊อบ
จาง เต๋อปัง รู้สึกชาหนึบที่ข้อมือ จากนั้นมือทั้งสองข้างก็ไร้ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง
เขาพบด้วยความสยดสยองว่า มือคู่นี้ที่เคยจับมีดผ่าตัด เคยใช้คัดแยกสมุนไพร บัดนี้กลับยกไม่ขึ้นแม้แต่นิดเดียว มันกลายเป็นท่อนไม้ไปแล้ว!
“มือฉัน... เกิดอะไรขึ้นกับมือฉัน!” เขาแหกปากร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก
“ไม่มีอะไรหรอก” หลินเฟิง ยืนขึ้น ทอดสายตามองเขาอย่างเย็นชา “แค่ทำลายมือคู่นี้ทิ้งซะ”
“ตั้งแต่วันนี้ไป แกจะจับเข็มยังไม่อยู่ด้วยซ้ำ รอดูสิว่าแกจะเอาอะไรไปทำร้ายคนได้อีก”
นี่มันทรมานยิ่งกว่าฆ่าเขาให้ตายเสียอีก!
“อ๊ากกก! แกมันปีศาจ!” จาง เต๋อปัง แผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง
จังหวะนั้นเอง ตำรวจหลายนายก็เดินตรงเข้ามา
หลินเฟิง หยิบแฟลชไดรฟ์อันหนึ่งออกมา โยนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ
“คุณตำรวจครับ ในนี้มีหลักฐานทั้งหมดที่ไอ้เวรนี่ขโมยความลับบริษัทและสมรู้ร่วมคิดกับจ้าว เทียนอวี่ ขายยาพิษให้ประชาชนครับ”
ตำรวจรับไปดู สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที รีบสั่งการ “ใส่กุญแจมือมันซะ!”
กุญแจมือเหล็กเย็นเฉียบสวมเข้าที่ข้อมือของ จาง เต๋อปัง ชีวิตของเขาจบสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์
ก่อนกลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำวันทยหัตถ์ให้ หลินเฟิง “คุณหลิน ขอบคุณสำหรับความร่วมมือครับ
อ้อ ส่วนเรื่อง จ้าว เทียนอวี่ ถึงแม้เขาจะได้รับการประกันตัวออกไปแล้ว แต่เราห้ามเขาออกนอกเมืองเจียงไห่เด็ดขาด และมีเจ้าหน้าที่เฝ้าจับตาดูเขายี่สิบสี่ชั่วโมงครับ”
หลินเฟิง พยักหน้ารับรู้
เขารู้อยู่แล้วว่าตระกูลจ้าวมีเงินมีอำนาจ จ้าว เทียนอวี่ คงยังไม่ต้องเข้าคุกในเร็วๆ นี้หรอก
แต่ก็ไม่เป็นไร
ยังไงมันก็หนีไม่รอด หลินเฟิง เองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า คราวหน้ามันยังจะงัดลูกไม้ไหนมาเล่นอีก
……………………………………
ตกค่ำ
ณ คฤหาสน์ส่วนตัวของ ซู ชิงเสวี่ย
วันนี้ไม่ได้มีการจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต บนโต๊ะอาหารที่บ้านมีกับข้าวเพียงไม่กี่อย่างและไวน์แดงหนึ่งขวด
คนที่นั่งทานข้าว มีเพียง หลินเฟิง และซู ชิงเสวี่ย สองคนเท่านั้น
ซู ชิงเสวี่ย สวมชุดเดรสสีขาว ดูอ่อนโยนขึ้นมาก
หลังจากดื่มไวน์เข้าไปเล็กน้อย บนใบหน้าสวยงามก็ปรากฏรอยแดงระเรื่อ
เธอมองดู หลินเฟิง ที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยเสียงเบา “หลินเฟิง ขอบคุณนะ”
“ครั้งนี้ ถ้าไม่ได้คุณ ตระกูลซู... คงจบสิ้นไปแล้ว”
น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความหวาดหวั่นและการพึ่งพาอาศัย
“โธ่ คนกันเองทั้งนั้น จะเกรงใจทำไม” หลินเฟิง เช็ดปาก หัวเราะหึๆ
เขาขยับหน้าเข้าไปใกล้ ซู ชิงเสวี่ย ได้กลิ่นอายลูกผู้ชายจากตัวเขา หัวใจก็เต้นผิดจังหวะไปหนึ่งที
“แต่ว่านะ...” หลินเฟิง กะพริบตาอย่างมีเลศนัย “แค่ขอบคุณปากเปล่า มันดูไม่ค่อยมีน้ำใจเลยนะที่รัก”
“คุณลองคิดดูสิ เพื่อเป็นการตอบแทนผม คืนนี้...”
เขาจงใจลากเสียงยาว สายตาไล่มองเธออย่างไม่เกรงใจ
“ผมจะนอนบนเตียง หรือว่า... นอนบนเตียงดีล่ะ”
“คุณนี่มัน... หน้าด้าน!”
ใบหน้าของ ซู ชิงเสวี่ย แดงก่ำไปถึงใบหู
เธอทั้งเขินทั้งโมโห คว้าหมอนอิงปาใส่เขา แค่นเสียงฮึดฮัด แล้วหันหลังเดินหนีเข้าห้องนอนของตัวเองไป
เสียงประตูห้องปิดดัง ‘ปัง’
หลินเฟิง ลูบจมูก หัวเราะหึๆ ออกมา
เดิมทีเขาคิดว่าประตูต้องถูกล็อกกลอนแน่นหนาแน่ๆ พอเตรียมจะแกล้งลองบิดลูกบิดเล่นดู มือเพิ่งจะยกขึ้นมา การกระทำกลับต้องชะงักงัน
เขาพบว่า ประตูปิดไว้ก็จริง แต่มันแง้มอยู่ไม่ได้ล็อก
ดูท่า... คืนนี้คงไม่ต้องนอนพื้นแล้วล่ะมั้ง