- หน้าแรก
- ค่ำคืนร้อนฉ่า ประธานสาวเย็นชาลากผมไปจดทะเบียน
- ตอนที่ 19 บังอาจแตะต้องเกล็ดมังกรของฉัน ไกลแค่ไหนก็ต้องตาย!
ตอนที่ 19 บังอาจแตะต้องเกล็ดมังกรของฉัน ไกลแค่ไหนก็ต้องตาย!
ตอนที่ 19 บังอาจแตะต้องเกล็ดมังกรของฉัน ไกลแค่ไหนก็ต้องตาย!
ตอนที่ 19 บังอาจแตะต้องเกล็ดมังกรของฉัน ไกลแค่ไหนก็ต้องตาย!
รังสีอำมหิตเหนียวหนืดจนแทบจับต้องได้
ผู้ชายตรงหน้ามีแผ่นหลังที่คุ้นเคย แต่กลับดูแปลกหน้าจนน่าปวดใจ
เธอไม่ได้กลัวศพบนพื้นหรือเสียงร้องโหยหวนของมือสังหาร แต่เมื่อมอง หลินเฟิง ในตอนนี้ ความหวาดกลัวกลับพุ่งขึ้นมาจากสัญชาตญาณ
หลินเฟิง ค่อยๆ หันกลับมา
นัยน์ตาที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเลือดจดจ้องมาที่เธอตรงๆ
ลมหายใจของ ซู ชิงเสวี่ย แทบหยุดนิ่งในวินาทีนี้
เธอถอยหลังไปครึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ
เพียงครึ่งก้าวนั้นประดุจน้ำเย็นสาดรด ดับไฟแค้นในอก หลินเฟิง จนมอดดับ
จิตสังหารในแววตามลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
นัยน์ตาลึกล้ำสะท้อนภาพใบหน้าไร้สีเลือดของ ซู ชิงเสวี่ย อีกครั้ง สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความอ่อนโยนปนความปวดใจและความรู้สึกผิด
เวรเอ๊ย! ฉันดันทำให้เมียตัวเองตกใจกลัวซะได้!
เขารีบเดินเข้าไปหาเธอ เมื่อเห็นดวงตาที่ยังตื่นตระหนก ส่วนที่อ่อนโยนที่สุดในใจเขาราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
หลินเฟิง ยกมือหมายจะบีบแก้มเธอแต่มือชะงักค้างกลางอากาศ กลัวว่ากลิ่นคาวเลือดบนตัวจะทำให้เธอรังเกียจ
“ขอโทษนะที่รัก”
น้ำเสียงเขาสั่นพร่าด้วยความรู้สึกผิด
“เป็นความผิดของผมเอง ที่ดึงคุณเข้ามาเกี่ยว”
ประโยคเดียว ทำเอาเส้นประสาทที่ตึงเครียดของ ซู ชิงเสวี่ย พังทลาย
ความหวาดหวั่นหายวับไป แทนที่ด้วยความน้อยใจและอารมณ์หลังรอดตายที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์
ขอบตาร้อนผ่าว ม่านหมอกน้ำตาก่อตัวขึ้นในดวงตาหงส์คู่สวยทันที
เธอไม่ได้ร้องไห้
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกข่มก้อนสะอื้นในลำคอแล้วส่ายหน้าอย่างดื้อดึง
บนใบหน้าซีดเซียวปรากฏความเย็นชาตามแบบฉบับของเธออีกครั้ง
“ไม่”
น้ำเสียงเธอไม่ดัง แต่หนักแน่น
“นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่สวยไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลือ มีเพียงประกายเย็นชาที่ผสมผสานระหว่างความแค้นและความเด็ดเดี่ยว
“พวกมันใช้กู่ชักใยทำร้ายคุณปู่เมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนท่านจะมาถูกกู่ใจโลหิตทำให้ท่านต้องนอนป่วยมาหลายปีเหมือนตายทั้งเป็น”
“ตอนนี้ พวกมันยังคิดจะใช้ฉันเป็นเตาหลอมยาอะไรนั่นอีก…”
พูดถึงตรงนี้ ปลายคางมนเชิดขึ้นเล็กน้อย รังสีอำมหิตของราชินีวงการธุรกิจกลับมาประทับบนร่างเธออีกครั้ง
“นี่มันคือเรื่องของตระกูลซูของเรา!”
หลินเฟิง มองเธอเงียบๆ
มองดูเธอที่แม้ร่างกายยังสั่นเทาแต่กลับฝืนทำตัวเข้มแข็งไม่ยอมเผยความอ่อนแอ
หัวใจเขาอ่อนระทวยอย่างบอกไม่ถูก
ยัยผู้หญิงโง่เอ๊ย... เวลาแบบนี้แล้วยังจะมาแบ่งแยกอะไรให้ชัดเจนกับผมอีก
เขายิ้ม รอยยิ้มนั้นไร้ซึ่งความกะล่อนหรือความไม่เอาไหน มีเพียงความเผด็จการที่พร้อมจะปกป้องเธอ
เขาเดินเข้าหา เมินเฉยต่อท่าทีเย็นชาที่ผลักไสผู้คน ก่อนจะดึงเธอเข้ามากอดไว้แน่น
อ้อมกอดครั้งนี้รัดแน่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“อื้อ...”
ซู ชิงเสวี่ย ไม่ทันตั้งตัว ร่างชนเข้ากับแผงอกล่ำสัน
ปลายจมูกถูกโอบล้อมด้วยกลิ่นอายลูกผู้ชายที่มีกลิ่นเหงื่อและคาวเลือดปะปน
แต่ครั้งนี้เธอไม่รังเกียจ กลับรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ฟังให้ดีนะ ซู ชิงเสวี่ย”
ปลายคาง หลินเฟิง เกยบนเรือนผมของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ประทับลงข้างหูเธอทีละคำ
“ตั้งแต่วันที่คุณมาเป็นเมียผม เรื่องของตระกูลซูก็คือเรื่องของผม”
เขาเว้นจังหวะ อ้อมแขนที่กอดเธอรัดแน่นขึ้นอีกนิด
“ไม่สิ”
“ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปนี่คือเรื่องของผมคนเดียว”
เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด
“ไม่ว่าสือ พั่วเทียน หรือผู้ใช้กู่แห่งเหมียวเจียง…”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่กลับมีน้ำหนักมากพอจะสั่นสะเทือนขุนเขา
“ใครหน้าไหนที่คิดจะแตะต้องเส้นผมคุณแม้แต่เส้นเดียว มันต้องข้ามศพผมไปก่อน”
ความกังวลและความตื่นตระหนกทั้งหมดถูกชะล้างออกไปจนหมดจด
ความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนท่วมท้นจนกลืนเธอไว้ทั้งตัว
ร่างกายหญิงสาวไม่เย็นเยียบอีกต่อไป แต่มันคือความอบอุ่นที่ประทับลึกถึงวิญญาณ
กำปั้นที่กำแน่นค่อยๆ คลายออก เธอเหยียดแขนกอดตอบผู้ชายคนนี้เต็มแรงเป็นครั้งแรก
ซู ชิงเสวี่ย ซุกหน้าลงกับแผงอกเขา สูดดมกลิ่นอายของเขาอย่างโหยหา
ที่แท้ ความรู้สึกที่มีคนมาค้ำยันแผ่นฟ้าให้ มันเป็นเช่นนี้เอง
ที่แท้ ผู้ชายที่ปกติเอาแต่ทำตัวกะล่อนกวนประสาทและไม่มีสาระคนนี้ กลับเป็นที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของเธอ
หลินเฟิง สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวในอ้อมกอด รอยยิ้มมุมปากยิ่งลึกซึ้งขึ้น
เขาตบแผ่นหลังเธอเบาๆ แต่สายตากลับเย็นเยียบเฉียบคมขณะมองข้ามไหล่ไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด
สือ พั่วเทียน
ดีมาก
มึงทำสำเร็จแล้ว มึงบังอาจแตะต้องเกล็ดมังกรของกู
ครู่ต่อมา อารมณ์ของซู ชิงเสวี่ย ก็กลับมาสงบลง เธอผละออกจากอ้อมกอดด้วยความเขินอาย บนพวงแก้มมีรอยแดงระเรื่อ เธอได้แต่ก้มหน้าไม่กล้ามองเขา
“แล้ว... คนพวกนั้นล่ะ จะทำยังไง?” เธอถามเสียงเบา หมายถึงพวกนักฆ่าที่นอนร้องโอดโอยเกลื่อนพื้น
“ขยะ ก็ต้องมีรถเก็บขยะมาเก็บสิ”
หลินเฟิง พูดอย่างไม่ยี่หระ หยิบมือถือเก่าที่ใช้มาหลายปีของตัวเองออกมา
ท่าทางนั้น ราวกับไม่ได้จัดการกลุ่มนักฆ่า แต่แค่เรียกคนมาเก็บขยะธรรมดา
เขาไม่ได้โทรเรียกตำรวจแต่กดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ
โทรศัพท์ดังเพียงครั้งเดียวปลายสายก็รับทันที
“ฮัลโหล? ไอ้เด็กเวร ดึกป่านนี้มารบกวนเวลานอนคนอื่น! ไปแอบปีนกำแพงบ้านแม่ม่ายคนไหนแล้วโดนจับได้อีกใช่ไหม! ข้าไม่มีเงินไปประกันตัวแกหรอกนะ!”
ปลายสายมีเสียงชายชราที่ฟังดูมีพลังแต่แฝงความกวนประสาทดังขึ้น
นั่นคือนักพรตปู้จิ้ง
หากเป็นปกติ หลินเฟิง คงต้องต่อปากต่อคำกลับไป แต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์
“อาจารย์”
น้ำเสียง หลินเฟิง ปราศจากอารมณ์ใดเจือปน
นักพรตปู้จิ้งที่อยู่ปลายสายชะงักไปทันที น้ำเสียงหยอกล้อหายวับไป
เขารู้จักลูกศิษย์คนนี้ดีเกินไป มีเพียงตอนที่เกิดจิตสังหารจริงๆ เท่านั้น หลินเฟิง ถึงจะใช้น้ำเสียงแบบนี้
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงนักพรตเฒ่าขรึมลง
หลินเฟิง เข้าเรื่องทันที “ขอข้อมูลทั้งหมดของสือ พั่วเทียน ให้ผมหน่อย”
“เดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย”
นักพรตเฒ่าเงียบไปสองวินาที แล้วถามกลับ “มันไปหาเรื่องแกเหรอ?”
หลินเฟิง เหลือบมอง ซู ชิงเสวี่ย ที่อยู่ข้างกายแล้วพูดช้าๆ
“มันกล้ามาแตะต้องคนของผม”