เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 231 - อาจารย์กู้ คุณปิดบังพวกเราซะมิดเลยนะ

บทที่ 231 - อาจารย์กู้ คุณปิดบังพวกเราซะมิดเลยนะ

บทที่ 231 - อาจารย์กู้ คุณปิดบังพวกเราซะมิดเลยนะ


บทที่ 231 - อาจารย์กู้ คุณปิดบังพวกเราซะมิดเลยนะ

"สองพันสี่ร้อยแปดสิบ ใช่ไหม"

ในสมัยยังเป็นวัยรุ่น เวลายิ้มเฝิงเจียโย่วจะมีลักยิ้มสองข้างที่ดูน่ารักมาก แต่ตอนนี้พอเป็นแม่คนแล้ว รอยยิ้มของเธอกลับดูเซ็กซี่และเย้ายวนใจสุดๆ

ในวินาทีนี้ เฉิงเสวียหมินถึงกับเคลิบเคลิ้มไปกับรอยยิ้มของภรรยา

ถ้าไม่ติดว่าพี่สะใภ้รองกับพี่สาวกำลังมองมาจากห้องโถงล่ะก็ เฉิงเสวียหมินคงพุ่งเข้าไปฟัดและมอบจูบดูดดื่มให้เธอสักทีแล้ว

"เสวียหมิน ฉันถามคุณอยู่นะ ใช่สองพันสี่ร้อยแปดสิบหรือเปล่า คุณเหม่ออะไรอยู่เนี่ย"

เห็นสามีจู่ๆ ก็เหม่อลอย เฝิงเจียโย่วที่กำลังรอคอยจะนับเงินก็ยังไม่ทันรู้ตัว เธอกำลังจดจ่ออยู่กับใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับในกระเป๋าของสามี โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่สามีกำลังจดจ่ออยู่นั้นคือตัวเธอเอง

แต่ในฐานะคนเคยๆ กัน มีหรือที่เฝิงเจียโย่วจะไม่รู้สันดานของสามีตัวเอง

ไม่นานเธอก็รู้ตัวและส่งสายตายั่วยวนให้เฉิงเสวียหมินพลางพูดว่า "อยากตายหรือไง พี่สาวกับพี่สะใภ้ก็อยู่ในห้องนะ!"

"แถมลูกชายคุณก็จ้องตาแป๋วอยู่ข้างๆ นี่ไง!"

เฝิงเจียโย่วปรายตามองลูกชายที่นอนอยู่ในเปลไม้ไผ่ข้างๆ ไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

สงสัยสายใยพ่อลูกคงจะผูกพันกันมากกระมัง! เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เฉิงเสวียหมินคนเป็นพ่อขยับเข้ามาใกล้ เจ้าหนูนี่ก็มักจะตื่นขึ้นมาอย่างประจวบเหมาะทุกที

"ภรรยาจ๋า เวลายิ้มคุณสวยจัง สวยจนใจละลายเลย จริงๆ นะ!"

เฉิงเสวียหมินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมภรรยา เป็นคำชมที่ออกมาจากใจจริง ภรรยาของเขายิ้มสวยและมีเสน่ห์มากจริงๆ

ที่เขาสุภาษิตว่ายิ้มเดียวล่มเมือง สองยิ้มล่มแคว้น ก็คงจะหมายถึงผู้หญิงแบบภรรยาของเขานี่แหละมั้ง

"ทำเป็นพูดจาไร้สาระ!"

เฝิงเจียโย่วแอบดีใจจนเนื้อเต้นแต่ก็ยังแกล้งค้อนสามีไปวงใหญ่ เธอไม่รอให้เฉิงเสวียหมินล้วงกระเป๋า แต่เป็นฝ่ายคว้ากระเป๋าเอกสารมาค้นหาใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับด้วยตัวเอง

"ช่วงนี้อย่าเพิ่งมากวนใจฉันนะ ช่วงนี้ฉันยังรับมือกับคุณไม่ไหวหรอก!"

ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเตือนเฉิงเสวียหมินอีกรอบ

เธอรู้ดีว่าช่วงที่ผ่านมาสามีของเธอต้องอดกลั้นไว้จนทรมานมากแค่ไหน แล้วเธอจะไม่ทรมานบ้างหรือไง โดยเฉพาะช่วงที่ยังต้องอยู่ไฟแบบนี้ เธอรับมือกับการลวนลามของเขาไม่ไหวจริงๆ

ดังนั้น! ทุกคืนเธอจึงแยกเตียงนอนกับเฉิงเสวียหมิน เธอพาลูกชายไปนอนบนเตียงไม้หนานมู่ ส่วนเฉิงเสวียหมินต้องระเห็จไปนอนบนเตียงเตาแทน

แต่ละคืนมีการแบ่งเส้นเขตแดนกันอย่างชัดเจน ไม่ยอมให้เฉิงเสวียหมินล้ำเส้นเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว เว้นแต่ว่าคืนไหนลูกชายจะงอแงกวนใจเท่านั้น

"ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ภรรยาจ๋า นี่ผมไม่ได้เอาใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับกลับมาให้คุณหรอกเหรอ" เมื่อถูกจับไต๋ได้ เฉิงเสวียหมินก็ยิ้มแห้งๆ แล้วเข้าไปช่วยเฝิงเจียโย่วหาใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับในกระเป๋า

ใบแจ้งรับเงินถูกเขาหนีบไว้ในปึกต้นฉบับ เฝิงเจียโย่วก็เลยหาไม่เจอสักที

"ถึงจะเอาใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับกลับมาให้ก็ไม่ได้หรอกนะ!"

เฝิงเจียโย่วตอกกลับอย่างไม่รักษาน้ำใจ ทำเอาความกระตือรือร้นของเฉิงเสวียหมินที่เข้าไปช่วยหาใบแจ้งรับเงินดับวูบลงทันที

ภรรยาทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ เมื่อก่อนเราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าได้ใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับหนึ่งใบต้องฉลองกันหนึ่งรอบน่ะ วันนี้เฉิงเสวียหมินอุตส่าห์เอาใบแจ้งรับเงินกลับมาให้ แถมยังเป็นยอดเงินก้อนโตด้วย ภรรยาจะมาอ้างว่าอยู่ไฟแล้วเบี้ยวข้อตกลงแบบนี้ไม่ได้นะ

ใช่ ช่วงอยู่ไฟห้ามหักโหมเกินไปก็จริง แต่แค่ให้ขยับปากนิดๆ หน่อยๆ ช่วยระบายความอัดอั้นให้แค่นี้ไม่ได้เชียวเหรอ "เอ๊ะ สองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสองหยวนเหรอเนี่ย ฉันคิดเลขผิดเหรอ" เฝิงเจียโย่วแกล้งทำเป็นไขสือ สนใจแต่ยอดเงินในใบแจ้งรับเงินและไม่ยอมพูดถึงเรื่องการฉลองอีก

เมื่อเห็นว่ายอดเงินในใบแจ้งรับเงินน้อยกว่าที่เธอคำนวณไว้แปดหยวน เธอก็จงใจทำเป็นเรื่องใหญ่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

"เล่มสุดท้ายมีแค่หกสิบเอ็ดหน้า รวมห้าเล่มก็สามร้อยเก้าหน้า หน้าละแปดหยวน ก็ต้องเป็นสองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสองหยวนสิถูกแล้ว"

เฉิงเสวียหมินกรอกตาบน รู้สึกไม่พอใจกับการแสดงละครฉากใหญ่ของภรรยาเอาซะเลย

แค่ค่าต้นฉบับหายไปแปดหยวน ถึงกับต้องเล่นใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ หนังสือการ์ตูนสามก๊กเก้าเล่มแรก กำหนดไว้ที่เล่มละหกสิบสองหน้า มีแค่เล่มสุดท้ายที่มีหกสิบเอ็ดหน้า หายไปหน้าเดียวมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ

"จริงด้วย จริงด้วย เสวียหมิน คุณพูดถูกแล้ว ยอดรวมสองพันสี่ร้อยเจ็ดสิบสองหยวนนี่ก็ถือว่าเยอะมากๆ แล้วล่ะ!"

"บ้านเราไม่ได้เห็นใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะเนี่ย!"

แน่นอนว่าเฝิงเจียโย่วแค่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของสามีเท่านั้นแหละ ลึกๆ แล้วเธอก็พอใจกับใบแจ้งรับเงินค่าต้นฉบับใบนี้มาก

"แล้วเราต้องฉลองกันหน่อยไหมล่ะ"

เฉิงเสวียหมินฉวยโอกาสนี้ วกกลับมาเรื่องเดิมพร้อมกับหัวเราะหึๆ

"อ้าว พี่ พี่เรียกเสวียหมินเหรอคะ"

"จริงสิเสวียหมิน เมื่อกี้พี่สาวกับพี่สะใภ้รองเขาติดโจทย์อยู่ข้อหนึ่ง คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ฉันเองก็แก้ไม่ได้เหมือนกัน!"

"กำลังรอคุณกลับมาเลย รีบไปช่วยพี่เขาสิ!"

เมื่อพูดถึงเรื่องฉลอง เฝิงเจียโย่วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งหันไปตะโกนเรียกไปทางห้องโถง แล้วเร่งให้เฉิงเสวียหมินรีบไป

"ได้ งั้นเดี๋ยวตอนกลางคืนค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน!"

เฉิงเสวียหมินไม่ยอมปล่อยผู้หญิงคนนี้ไปง่ายๆ หรอก เรื่องพรรค์นี้ยังไงก็ต้องทำตอนกลางคืนอยู่แล้ว เดี๋ยวคอยดูเถอะเขาจะจัดการเธอยังไง! คิดจะเอาเงินแล้วชิ่งหนีงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ! ในขณะเดียวกัน หลิวซินอู่จากนิตยสารตุลาคมก็เพิ่งจะกลับมาถึงที่ทำงานหลังจากไปสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนมา

"เฒ่าหลิว เฒ่าหลิว คุณรู้หรือเปล่าว่าเฉิงเสวียหมินลูกเขยของอาจารย์กู้ ได้รับรางวัลอะไรจากงานประกาศเกียรติคุณที่หอประชุมใหญ่เมื่อวานนี้"

ทันทีที่หลิวซินอู่ก้าวเข้ามาในที่ทำงาน กวาดสายตามองไปรอบๆ กองบรรณาธิการก็ไม่เห็นอาจารย์กู้

แต่บรรณาธิการคนอื่นๆ พอเห็นหลิวซินอู่ เฉาอ้ายฉินก็พุ่งตัวเข้ามาหาและถามอย่างร้อนรน

"ได้รางวัลอะไรล่ะ วันนี้ฉันเจอเสวียหมินที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน เขาก็ไม่ได้บอกนะว่าได้รางวัลอะไร"

"น่าจะเป็นรางวัลชมเชยประเภทกลุ่มของคณะปลอบขวัญล่ะมั้ง"

วันนี้ที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน หลิวซินอู่ก็ถามเรื่องที่เฉิงเสวียหมินไปงานประกาศเกียรติคุณเมื่อวานเหมือนกัน เฉิงเสวียหมินก็ตอบแค่ว่าได้รับรางวัลจริงๆ

แต่ไม่ได้บอกเจาะจงว่าเป็นรางวัลอะไร หลิวซินอู่ก็เลยเดาว่าน่าจะเหมือนกับที่พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์กัน คงเป็นแค่ใบประกาศเกียรติคุณประเภทกลุ่มของคณะปลอบขวัญเท่านั้น

แน่นอน!

ตอนนี้หลิวซินอู่ไม่ได้สนใจหรอกว่าเฉิงเสวียหมินได้รางวัลอะไรในงานประกาศเกียรติคุณเมื่อวาน

ตอนนี้สิ่งที่เขาอยากจะป่าวประกาศให้เพื่อนร่วมงานและมิตรสหายทุกคนในที่นี้ได้รับรู้ก็คือ ลูกเขยคนเก่งของนิตยสารตุลาคม ได้กวาดรางวัลจากเวทีอื่นไปมากมายแค่ไหน

งานประกาศรางวัลระดับชาติครั้งแรกของแวดวงวัฒนธรรมครั้งนี้ พูดได้เลยว่าจัดขึ้นเพื่อหมอนี่โดยเฉพาะ! ให้ตายเถอะ! ไม่รู้ตัวเลยว่าหมอนี่แอบไปกวาดรางวัลมาตั้งหกเรื่อง แต่ดันไม่มีผลงานของนิตยสารตุลาคมเลยสักเรื่องเดียว

หลิวซินอู่รู้สึกเจ็บปวดใจและอยากจะระบายความอัดอั้นนี้ให้อาจารย์กู้ฟังใจจะขาด

"เฒ่าหลิว รางวัลชมเชยประเภทกลุ่มอะไรกันล่ะ"

"เขาได้เหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งกับใบประกาศเกียรติคุณวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่งต่างหากล่ะ!"

"เมื่อเช้าอาจารย์กู้หอบเอาทั้งเหรียญเชิดชูเกียรติแล้วก็ใบประกาศเกียรติคุณของเสวียหมินมาให้ดูหมดแล้ว!"

เฉาอ้ายฉินถึงกับมองบน วันนี้สภาพจิตใจของเฒ่าหลิวคนนี้ดูไม่ปกติเอาซะเลย! เรื่องข่าวคราวของเฉิงเสวียหมินลูกเขยอาจารย์กู้ ปกติเฒ่าหลิวจะกระตือรือร้นและใส่ใจมากกว่าใครเพื่อน แต่วันนี้ทำไมถึงดูไม่ค่อยสนใจเลยล่ะ

"ความดีความชอบระดับที่หนึ่ง"

"วีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่ง"

"เรื่องจริงเหรอเนี่ย"

หลิวซินอู่ที่ตอนแรกอารมณ์บูดหมองและไม่ได้สนใจฟัง พอโดนเฉาอ้ายฉินโยนระเบิดใส่ก็ถึงกับยืนอึ้งไปเลย! ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย เขาหูฝาดไปหรือเปล่า เฉิงเสวียหมินได้รับเหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งกับใบประกาศเกียรติคุณวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่งในงานประกาศเกียรติคุณเมื่อวานเนี่ยนะ

นี่...นี่มันเป็นไปไม่ได้มั้ง หลิวซินอู่เคยเป็นทหารรับใช้ชาติมาก่อน เขารู้ดีว่าการจะได้เหรียญรางวัลสองเหรียญนี้ในกองทัพ ไม่ใช่แค่ต้องสร้างผลงานการรบที่ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าเท่านั้น แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยครึ่งชีวิตเลยทีเดียว

ต้องมีครบทั้งสองเงื่อนไขนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางได้เหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งมาครอบครองแน่ๆ

แต่ตอนนี้เฉาอ้ายฉินกลับมาบอกเขาว่า เฉิงเสวียหมินได้รับเหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งกับใบประกาศเกียรติคุณวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่งในงานประกาศเกียรติคุณเมื่อวานเนี่ยนะ เป็นไปได้ยังไงกัน วันนี้ตอนที่เจอเฉิงเสวียหมินที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน เขาก็ดูมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ได้ตาบอดหรือหูหนวก ไม่เห็นมีวี่แววว่าจะเสียครึ่งชีวิตไปตรงไหนเลย

"เฒ่าหลิว ก็ความดีความชอบระดับที่หนึ่งกับวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่งน่ะสิ อาจารย์กู้ถึงกับเอาทั้งเหรียญรางวัลแล้วก็ใบประกาศเกียรติคุณมาให้ดูด้วยตัวเองเลย จะปลอมได้ยังไง"

เฒ่าหวัง หัวหน้ากองบรรณาธิการก็พยักหน้ายืนยัน พวกเขาได้เห็นทั้งเหรียญรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณด้วยตาตัวเองแล้ว จะมีของปลอมได้ยังไง

"เรื่องจริงเหรอเนี่ย"

เมื่อเห็นเฒ่าหวังออกโรงยืนยันอย่างหนักแน่น หลิวซินอู่ก็ยิ่งตกตะลึงอ้าปากค้าง!

แล้ว...แล้วตอนอยู่แนวหน้า หมอนี่ไปทำวีรกรรมอะไรมาบ้างล่ะเนี่ย อาจารย์กู้ คุณปิดบังผมซะมิดเลยนะ! "ของจริงแท้แน่นอน เหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งสีทองอร่ามศักดิ์สิทธิ์และน่าภาคภูมิใจขนาดนั้น ฉันก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน!" เฒ่าหวังพยักหน้าย้ำอีกครั้ง

"ใช่แล้วเฒ่าหลิว ถ้าวันนี้คุณได้เห็นความดีใจของอาจารย์กู้ล่ะก็ ฉันล่ะอิจฉาเธอจริงๆ ที่มีลูกเขยเก่งกาจขนาดนี้ เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ช่างน่าภาคภูมิใจจริงๆ!"

เฉาอ้ายฉินก้าวข้ามช่วงเวลาที่แอบชิงดีชิงเด่นกับอาจารย์กู้ไปนานแล้ว ตอนนี้เธอเหลือเพียงแต่ความอิจฉาตาร้อนที่อาจารย์กู้มีลูกเขยแสนดีเท่านั้น! แล้วก็พาลไปหงุดหงิดลูกเขยตัวเองทั้งสองคนที่ทำงานในโรงงาน วันๆ เอาแต่ขันนอต พอเธอจะให้พวกเขาเอาบทความที่เธอเขียนไปเรียบเรียงใหม่ด้วยคำพูดของตัวเอง พวกเขาก็ทำไม่ได้!

เอาเป็นว่าเฉาอ้ายฉินถอดใจไปแล้ว เธอคงไม่มีวันปั้นลูกเขยให้เป็นนักเขียนได้หรอก

แถมมาลองคิดดูดีๆ หน้าที่การงานก็ต่างกัน ลูกเขยเธอขันนอตเก่ง ก็ถือว่าไม่ได้กินข้าวด้วยสมอง แต่ก็มีเรี่ยวแรงไว้หากินได้

อย่างน้อยๆ ถ้าให้ลูกเขยอาจารย์กู้ไปขันนอต ก็คงสู้ลูกเขยเธอไม่ได้แน่ๆ

แต่ดูตอนนี้สิ!

ลูกเขยอาจารย์กู้ดันหอบเอาเหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งกับใบประกาศเกียรติคุณวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่ง ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของสาย 'บู๊' กลับมาฝากแม่ยายซะงั้น

แบบนี้ลูกเขยที่เก่งแต่เรื่องขันนอตของเธอ ก็ถูกบดขยี้จนจมดินเลยน่ะสิ

เทียบไม่ติดเลย เทียบไม่ติดเลยจริงๆ ไม่ขอเอาไปเปรียบเทียบด้วยแล้ว! เฉาอ้ายฉินยอมรับความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุ๋นหรือเรื่องบู๊ ลูกเขยของเธอก็สู้ลูกเขยอาจารย์กู้ไม่ได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ! "อาจารย์กู้ล่ะ อาจารย์กู้ตอนนี้อยู่ที่ไหน"

พอได้ยินว่าเป็นเหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งกับวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่งจริงๆ ตอนนี้หลิวซินอู่ก็อยากจะเจออาจารย์กู้ใจจะขาด อยากจะถามอาจารย์กู้เหลือเกิน ว่าเธอสองคนแม่ยายลูกเขยร่วมมือกันปิดบังอะไรเขาผู้เป็นบรรณาธิการใหญ่ไว้อีกบ้าง! "อาจารย์กู้...อาจารย์กู้เธอเพิ่งจะ...นั่นไง อาจารย์กู้เดินมานู่นแล้ว!"

เฉาอ้ายฉินหันไปมองรอบๆ กำลังจะบอกว่าเมื่อกี้อาจารย์กู้ยังอยู่ตรงนี้เลย พอเห็นแม่เฝิงเดินเข้ามาจากข้างนอก เธอก็รีบบอกทันที

"เฒ่าหลิว คุณกลับมาแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง งานเตรียมการสำหรับงานประกาศรางวัลคงจะเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม อีกสองวันงานก็จะเริ่มแล้ว พวกนักเขียนจากต่างจังหวัดก็น่าจะเริ่มทยอยมารายงานตัวกันแล้วใช่ไหม"

แม่เฝิงเดินเข้ามาเห็นหลิวซินอู่เพิ่งกลับมาจากสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ก็เลยเดินเข้าไปถามด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

"อาจารย์กู้ คุณปิดบังผมซะมิดเลยนะ!"

หลิวซินอู่ไม่สนใจเรื่องงานเตรียมการอะไรทั้งนั้น ประโยคแรกที่เอ่ยปากก็คือการ 'ตัดพ้อ' แม่เฝิง ที่ปกปิดความลับจนเขาต้องหน้าแตก

เพราะวันนี้ที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน เขาต้องทนอับอายและน้อยเนื้อต่ำใจมากเหลือเกิน

"หืม!?"

"เฒ่าหลิว พวกเฒ่าหวังเล่าให้คุณฟังหมดแล้วเหรอ"

แม่เฝิงพอจะเดาออก ว่าตอนที่เธอไม่อยู่ในห้อง บรรดาเพื่อนร่วมงานคงจะเอาเรื่องที่เฉิงเสวียหมินลูกเขยของเธอได้รับรางวัลไปเล่าให้เฒ่าหลิวฟังหมดแล้วแน่ๆ

ทันใดนั้น เธอก็ยิ้มแป้นและพูดว่า "จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังหรอกค่ะ งานประกาศเกียรติคุณเพิ่งจะจัดขึ้นเมื่อวาน เสวียหมินก็เพิ่งได้รับรางวัลเมื่อวาน พวกเราก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าเขาได้รับเหรียญความดีความชอบระดับที่หนึ่งและใบประกาศเกียรติคุณวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่ง!"

"เช้านี้ฉันก็อุตส่าห์หอบมาให้ดูที่ทำงานแล้วแท้ๆ แต่เฒ่าหลิวคุณดันออกไปที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนพอดี ก็เลยคลาดกันน่ะค่ะ!"

ยิ่งหลิวซินอู่ฟังก็ยิ่งขมขื่น สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความน้อยใจ ขณะที่ฟังกู้เสวี่ยเจียวอธิบายจบ เขาก็พยักหน้าอย่างขมขื่นและพูดว่า

"การที่เสวียหมินได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดในกองทัพแบบนี้ ผมคิดว่าเบื้องหลังมันคงมีเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่มากมาย และคงไม่สะดวกที่จะเล่าให้พวกเราฟังทั้งหมด!"

"เรื่องนี้อาจารย์กู้ไม่ต้องห่วง พวกเราทุกคนเข้าใจดีครับ!"

หลิวซินอู่ส่ายหน้า ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นและพูดต่อว่า "แต่ที่ผมอยากจะพูดถึง ไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณพวกนั้นหรอกนะ!"

ใช่แล้ว ไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณ แต่เป็นเรื่องผลงานทั้งหกเรื่องของเขาที่ได้รับรางวัลต่างหาก!

หลิวซินอู่อยากจะรู้เหลือเกิน ว่าเรื่องผลงานทั้งหกเรื่องนี้ อาจารย์กู้ในฐานะแม่ยาย รู้เรื่องนี้มาก่อนหรือเปล่า

"เอ๊ะ ไม่ใช่เรื่องนี้เหรอ แล้วเฒ่าหลิวหมายถึงเรื่องอะไรล่ะคะ"

คราวนี้ตาแม่เฝิงเป็นฝ่ายงงบ้าง เธอคิดว่าเป็นเรื่องเหรียญรางวัลของเสวียหมินเสียอีก

แต่ตอนนี้เฒ่าหลิวกลับบอกว่าไม่ใช่เรื่องนี้ แล้วมันเรื่องอะไรกันล่ะ

แม่เฝิงพยายามคิดทบทวน ก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรให้ต้องปิดบังเฒ่าหลิวนี่นา

อย่างน้อยๆ เรื่องงาน เรื่องที่เกี่ยวกับนิตยสารตุลาคม ทุกคนก็ปรึกษาหารือกันมาตลอด แม่เฝิงมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้แอบทำอะไรลับหลังเฒ่าหลิวที่เป็นบรรณาธิการใหญ่แน่ๆ! ยิ่งเรื่องปิดบังจนมิดอะไรนั่น ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้! ไม่ใช่เรื่องเหรียญรางวัลกับใบประกาศเกียรติคุณวีรบุรุษนักรบระดับที่หนึ่งหรอกเหรอ

เฒ่าหวัง เฉาอ้ายฉิน และคนอื่นๆ ที่ได้ยินบทสนทนาก็หูผึ่งขึ้นมาทันที มีเรื่องให้เสพต่ออีกแล้ว งานนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแน่

"อาจารย์กู้ คุณไม่รู้เรื่องจริงๆ เหรอ เรื่องที่เสวียหมินได้รับรางวัลในครั้งนี้น่ะ"

เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของอาจารย์กู้ หลิวซินอู่ก็เริ่มไม่แน่ใจ บางทีอาจารย์กู้ผู้เป็นแม่ยายอาจจะไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็ได้นะ ถ้าไม่รู้เรื่องจริงๆ นั่นก็หมายความว่า เฉิงเสวียหมินลูกเขยตัวดีแอบสร้างเรื่องไว้ลับหลังแม่ยายน่ะสิ! ถ้าแม่ยายไม่รู้เรื่อง แล้วเขาควรจะฟ้องแม่ยายเรื่องที่เฉิงเสวียหมินแอบสร้างคลังสมบัติลับต่อหน้าทุกคนเลยดีไหม เอ่อ...แบบนั้นมันจะดีเหรอ หลิวซินอู่เริ่มตระหนักได้ว่า บางทีอาจารย์กู้คนเป็นแม่ยายอาจจะไม่รู้เรื่องจริงๆ ก็ได้

"เอ๊ะ วันนี้เสวียหมินไปเซ็นชื่อรายงานตัวที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนมาเหรอคะ"

ทันทีที่หลิวซินอู่พูดถึงเรื่องรางวัล แม่เฝิงก็เข้าใจทันที ต้องเป็นเพราะลูกเขยของเธอไปเซ็นชื่อรายงานตัว แล้วบังเอิญไปเจอเฒ่าหลิวเข้าแน่ๆ

ความลับมันก็ไม่มีในโลกจริงๆ แฮะ! ความจริงผลงานบางเรื่อง แม่เฝิงก็ไม่อยากให้เฒ่าหลิวหรือใครๆ รู้หรอก เพราะยังไงซะนั่นก็เป็นผลงานที่ลูกเขยของเธอแอบส่งไปให้นิตยสารหัวอื่นลับหลังที่บ้าน

แต่ใครจะไปรู้ล่ะ!

ความสามารถของลูกเขยเธอมันเก่งกาจเกินไป ผลงานเรื่องสั้นที่เขียนเมื่อช่วงก่อนสิ้นปี กลับได้รับรางวัลหมดทุกเรื่องอย่างเหลือเชื่อ

แล้ววันนี้พอเฉิงเสวียหมินลูกเขยของเธอไปเซ็นชื่อรายงานตัวที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน ก็ดันไปจ๊ะเอ๋กับเฒ่าหลิวเข้าอีก!

แบบนี้มีหรือที่เฒ่าหลิวจะไม่รู้เรื่องทั้งหมด

"ใช่ครับ บังเอิญไปเจอเสวียหมินที่สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนพอดี เขากำลังไปเซ็นชื่อรายงานตัวเลย!"

"อาจารย์กู้ คุณรู้ไหมว่าเสวียหมินกวาดรางวัลไปทั้งหมดกี่เรื่อง"

หลิวซินอู่พยักหน้าอย่างขมขื่น ก่อนจะย้อนถามแม่เฝิงกลับไป

"เฒ่าหลิว ไม่ใช่สามเรื่องหรอกเหรอคะ"

"มีเรื่องคนเลี้ยงม้ากับเรื่องความรักของแม่จากนิตยสารวรรณกรรมเยียนจิง แล้วก็เรื่องบันทึกการเข้ารับตำแหน่งของผู้อำนวยการเฉียวจากนิตยสารวรรณกรรมประชาชน!"

"จริงๆ แล้วเรื่องบันทึกการเข้ารับตำแหน่งของผู้อำนวยการเฉียวเรื่องนี้ ควรจะเป็นนิตยสารตุลาคมของเราที่ได้ส่งประกวด แต่ดันโดนนิตยสารวรรณกรรมประชาชนฉกไปซะได้!"

เฉาอ้ายฉินที่อยู่ข้างๆ ชิงตอบแทน พร้อมกับแสดงความไม่พอใจแทนนิตยสารตุลาคมอย่างออกนอกหน้า

หลิวซินอู่ไม่ได้สนใจเฉาอ้ายฉิน เขายังคงมองแม่เฝิงด้วยสายตาขมขื่น หวังว่าจะได้ยินคำตอบว่า 'ก็แค่สามเรื่องนี้แหละ' จากปากของเธอ ถ้าเป็นแบบนั้น หลิวซินอู่ก็คงจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยๆ อาจารย์กู้คนเป็นแม่ยายก็ไม่รู้เรื่องและถูกปิดบังเหมือนกัน

"น่าจะหกเรื่องมั้งคะ"

"นอกจากสามเรื่องที่อ้ายฉินบอกแล้ว ก็น่าจะมีเรื่องที่ราบสูงดินเหลืองจากนิตยสารวรรณกรรมเหยียนเหอ เรื่องหอพักนักศึกษาหญิงจากนิตยสารวรรณกรรมเซี่ยงไฮ้ แล้วก็เรื่องไส้ศึกของนิตยสารเก็บเกี่ยวทางฝั่งผู้เฒ่าปาด้วย!"

"รวมแล้วก็น่าจะหกเรื่องนี้นะคะ ส่วนจะมีนามปากกาแฝงเรื่องอื่นอีกไหม อันนี้ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ!"

แม่เฝิงตอบหลิวซินอู่ไปอย่างแกนๆ ซึ่งคำตอบของเธอ แม้จะทำให้หลิวซินอู่พอทำใจได้บ้าง แต่คนอื่นๆ ถึงกับช็อกตาตั้ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่อสุดๆ

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 231 - อาจารย์กู้ คุณปิดบังพวกเราซะมิดเลยนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว