- หน้าแรก
- ระบบมายคราฟต์ ทะลวงมัลติเวิร์สมาร์เวล
- บทที่ 351 - วันนี้ฉันจะช่วยสานฝันให้นายเอง
บทที่ 351 - วันนี้ฉันจะช่วยสานฝันให้นายเอง
บทที่ 351 - วันนี้ฉันจะช่วยสานฝันให้นายเอง
บทที่ 351 - วันนี้ฉันจะช่วยสานฝันให้นายเอง
คนที่มาใหม่หน้าตาดูแปลกประหลาดเอาเรื่อง
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าเบื่อโลก ถือขวดเหล้าไว้ในมือ และแผ่รังสีความสิ้นหวังและด้านชาออกมาจากทุกอณูขุมขน
แต่ประเด็นคือหมอนี่หน้าตาคล้ายคุณลุงมัดส์เอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหรือรูปหน้า บวกกับรอยแผลเป็นบนแก้มซ้าย ดังนั้นต่อให้เขาจะทำตัวดูเหลวแหลกแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าประมาทเขาได้เลย มันให้ความรู้สึกเหมือนว่าภายใต้เปลือกนอกนี้คือฝีมือที่แท้จริงของเขาต่างหาก
ฟางโม่จำหมอนี่ได้ดี
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อคิชิเบะ ว่ากันว่าเป็นนักล่าปีศาจที่เก่งกาจที่สุดในโลก
"อ้าว นี่มันคิชิเบะไม่ใช่เหรอ"
หลังจากทบทวนเนื้อเรื่องในหัวครู่หนึ่ง ฟางโม่ก็ยิ้มแล้วกวักมือเรียก "มาๆๆ เข้ามานั่งก่อนสิ อาเสวี่ย เอารองเท้าแตะให้เขาคู่หนึ่งสิ"
"รับทราบค่ะ เจ้านาย"
อาเสวี่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย จากนั้นก็หยิบรองเท้าแตะคู่ใหม่ออกมาจากตู้เก็บรองเท้า "เชิญด้านในเลยค่ะ คุณแขก"
คิชิเบะกวาดตามองอาเสวี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วสวมรองเท้าแตะเดินเข้ามา เขานั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามฟางโม่ทันที
"ฟางโม่ ชายผู้อ้างตัวว่าเป็นปีศาจแห่งความรื่นรมย์"
คิชิเบะนั่งลงบนโซฟา ยกขวดเหล้าขึ้นจิบอึกหนึ่ง แล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันลองสืบประวัติของนายดูแล้ว แต่ไม่พบข้อมูลอะไรเลย แม้แต่ในนรกก็ไม่มีข่าวคราวของนาย... ราวกับว่านายโผล่มาจากความว่างเปล่าอย่างนั้นแหละ"
"ตามสืบไปถึงในนรกเลยเนี่ย ถือว่าเหนือความคาดหมายของฉันเลยแฮะ"
ฟางโม่ยิ้มกริ่ม "เครือข่ายข่าวกรองของนายกว้างขวางดีจังนะ เป็นเพราะจีบหญิงไม่ติด ก็เลยเอาเวลาทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการทำงานหรือไง"
"ดูเหมือนนายจะรู้จักฉันดีเลยนะ"
คิชิเบะมองฟางโม่โดยไม่ได้แสดงอาการตกใจเท่าไหร่นัก "ฉันเดาว่าพวกเรายังไม่ได้เป็นเพื่อนกันหรอกนะ เพราะงั้น... นายรู้จักฉันผ่านกวานซีงั้นเหรอ"
"โทษทีว่ะ ฉันไม่ค่อยชอบจักรพรรดินีแห่งแสงกวานซีคนนั้นเท่าไหร่น่ะ"
ฟางโม่ส่ายหน้า "ฉันชอบผู้หญิงนะ แต่ฉันไม่ชอบผู้หญิงที่มีนิสัยชอบแย่งผู้หญิงของฉัน ดังนั้นฉันก็เลยไม่ค่อยได้เสวนากับเธอ แล้วก็ไม่อยากจะสนใจเธอด้วย เว้นแต่ว่าเธอจะรนหาที่อยากมาแย่งคนรักของฉันอะนะ..."
"ดูเหมือนนายจะรู้ตื้นลึกหนาบางเยอะเอาเรื่องเลยนะ"
คิชิเบะมองฟางโม่ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมามันเป็นความลับสุดยอดทั้งนั้น "สรุปแล้วนายเป็นตัวอะไรกันแน่ มนุษย์เหรอ หรือว่าตัวอะไร"
"ฉันคือปีศาจแห่งความรื่นรมย์..."
"คำโกหกพรรค์นั้นนายอาจจะหลอกฮายาคาวะ อากิได้ แต่หลอกฉันไม่ได้หรอก"
คิชิเบะส่ายหน้าพลางพูดว่า "ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าบนโลกนี้มีปีศาจแห่งความรื่นรมย์อยู่จริงหรือเปล่าหรอกนะ เพราะนายไม่ใช่ปีศาจเลยสักนิด เรื่องนี้ฉันดูออกทะลุปรุโปร่ง สัญญาที่นายทำกับฮายาคาวะ อากิมันไม่ใช่สัญญาของปีศาจ... มันก็แค่ข้อตกลงปากเปล่าเท่านั้นแหละ ใช่ไหมล่ะ"
"งั้นฉันขอถามนายหน่อยเถอะ คำว่าปีศาจน่ะมันหมายความว่าไง"
ฟางโม่ย้อนถามด้วยรอยยิ้ม
"นายอยากจะเล่นคำกับฉันงั้นเหรอ" คิชิเบะถาม "ดูเหมือนนายจะยึดติดกับสถานะของปีศาจมากเลยนะ ทำไมล่ะ มันมีประโยชน์อะไรกับนายงั้นเหรอ"
"อืม..."
ฟางโม่ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก็ทำให้ฉันหาความสนุกได้ง่ายขึ้นมั้ง นับไหมล่ะ"
"ความสนุกที่ว่านี่หมายถึงอะไร" คิชิเบะซักต่อ "หมายถึงการปั่นหัวคนเล่นเฉยๆ งั้นเหรอ เหมือนที่นายทำกับฮายาคาวะ อากิน่ะ นี่คือรสนิยมวิปริตของนายใช่ไหม"
"ความสนุกมันก็มีหลายรูปแบบนะ"
ฟางโม่พูดกลั้วรอยยิ้ม "เจอคนที่น่าสนใจก็หาความสนุกได้ เจอคนที่เกลียดขี้หน้าก็หาความสนุกได้เหมือนกัน ปรมาจารย์แห่งความบันเทิงตัวจริงเขาไม่เกี่ยงสถานที่หรอกนะ อย่างเช่นตอนนี้... ถ้านายโดนฉันจับแปลงเพศเป็นผู้หญิง แล้วโยนไปทิ้งไว้ตรงหน้ากวานซี นายคิดว่านี่จะเป็นความสนุกสุดเหวี่ยงเลยหรือเปล่าล่ะ"
"ฉันเลยวัยที่จะมานั่งคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ไปนานแล้วล่ะ"
คิชิเบะชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สีหน้าก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว "จุดยืนของเรามันต่างกัน ฉันเลิกคิดเรื่องพวกนั้นไปตั้งนานแล้ว"
พูดจบ คิชิเบะก็หยิบสมุดพกเล่มเล็กออกมาจากไหนก็ไม่รู้
เขาเปิดหน้าแรกของสมุดขึ้นมา ฟางโม่ปรายตามองก็เห็นข้อความเขียนไว้ว่า 'มาคิมะกำลังดักฟังพวกเราอยู่'
"อย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นล่ะก็..."
ฟางโม่เอามือลูบปลายคางตามสัญชาตญาณ จากนั้นก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้น "เดอะ เวิลด์!"
ต้องยอมรับเลยว่าปฏิกิริยาตอบสนองของคิชิเบะไวเป็นเลิศ วินาทีที่ฟางโม่ยกมือขึ้น เขาก็เตรียมพร้อมรับมือในพริบตา แต่น่าเสียดายที่ขีดจำกัดของมนุษย์มันมีอยู่แค่นั้น เขาเพิ่งจะขยับตัวได้นิดเดียว ร่างกายก็ถูกหยุดนิ่งเอาไว้ซะแล้ว
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ถูกหยุดเวลา
สนามพลังหยุดเวลาทรงกลมแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าโลกทั้งใบสูญเสียสีสันไปในเสี้ยววินาที สรรพสิ่งรอบตัวถูกแช่แข็งไว้ ณ ห้วงเวลานั้น
ฟางโม่เห็นดังนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากโซฟา เขาชักดาบแห่งกาลเวลาออกมาปักลงบนพื้นเพื่อรักษาสภาพหยุดเวลาเอาไว้ จากนั้นก็วางมือลงบนตัวของคิชิเบะ วินาทีต่อมาก็เปิดใช้งานวิชามายากลสีน้ำตาล แสงสีขาวสว่างวาบ ร่างของทั้งสองคนก็ไปโผล่อยู่บนดาวอีโก้ทันที
ดาวอีโก้ถูกฟางโม่ผนึกไว้ในดาบนีโอคลาวม์โซลัส และดาบเล่มนี้ก็ถูกเก็บอยู่ในมิติเก็บของของเขา ซึ่งไม่ได้อยู่ในห้วงมิติเวลาเดียวกับโลก ดังนั้นเวทมนตร์หยุดเวลาจึงไร้ผลเมื่อมาอยู่ที่นี่
ร่างของคิชิเบะโงนเงนไปมา ก่อนจะกลับคืนสู่สภาวะปกติในทันที
"หืม"
คิชิเบะชะงักไปเล็กน้อย เขารู้สึกแค่ว่าพอฟางโม่ยกมือขึ้น สภาพแวดล้อมรอบตัวก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย
ท้องฟ้าที่นี่มืดมิดราวกับก้นบึ้งของขุมนรก พื้นดินเต็มไปด้วยโขดหินสีแดงอมน้ำตาล มีเพียงแสงสีฟ้าอมขาวเรืองรองออกมาจากรอยแยกบางแห่ง พอจะให้แสงสว่างแก่โลกที่หนาวเหน็บและมืดมิดใบนี้ได้บ้าง ดูยังไงที่นี่ก็ไม่มีทางเป็นโลกมนุษย์อย่างแน่นอน
"ที่นี่ที่ไหน"
หลังจากกวาดตามองรอบๆ แล้ว คิชิเบะก็เอ่ยถามขึ้น
"น่าจะถือว่าเป็นสวนหลังบ้านของฉันได้ล่ะมั้ง" ฟางโม่อธิบายสั้นๆ "นายจะคิดซะว่าที่นี่เป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งก็ได้ ที่นี่ไม่มีพวกหนูโสโครกน่ารำคาญพวกนั้นกวนใจหรอก"
"งั้นเหรอ"
คิชิเบะนิ่งคิด ดูเหมือนเขาจะยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ "ฟังดูเหลือเชื่อเอามากๆ เลยนะเนี่ย"
"ความจริงมันก็ไม่ได้กว้างใหญ่มากหรอก"
ฟางโม่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ตอนนี้ก็น่าจะใหญ่พอๆ กับดวงจันทร์ของพวกนายล่ะมั้ง... ก็ที่นี่ยังอยู่ในช่วงเพิ่งเริ่มต้นพัฒนานี่นา ให้อารมณ์เหมือนกำลังบุกเบิกสร้างบ้านแปงเมืองนั่นแหละ"
"อย่างนี้นี่เอง"
คิชิเบะพยักหน้า จากนั้นก็ก้มลงไปลูบๆ ทรายสีแดงอมน้ำตาลบนพื้น แล้วแอบหยิบติดมือมาซ่อนไว้ในแขนเสื้อ "ที่นี่ดูแห้งแล้งจริงๆ ด้วย สรุปว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนายก็คือการพัฒนาที่นี่ใช่ไหม โดยใช้ทรัพยากรจากโลกมนุษย์น่ะ"
"นี่นายกลัวฉันจะสูบความมั่งคั่งของโลกไปจนหมดหรือไง"
ฟางโม่ได้ยินก็ขำพรืด "งั้นก็คงต้องทำให้นายผิดหวังแล้วล่ะ พูดตรงๆ นะ ทรัพยากรบนโลกของพวกนาย ฉันยังไม่ชายตามองเลยด้วยซ้ำ ก็แค่โลกที่ถูกพวกปีศาจปู้ยี้ปู้ยำจนแทบจะเละเทะไม่มีชิ้นดีอยู่แล้ว ถ้าพูดกันตามตรง ทรัพยากรในมือฉันยังมีเยอะกว่าของพวกนายซะอีก"
"สรุปว่านายไม่ใช่ปีศาจจริงๆ ด้วย"
คิชิเบะไม่ได้โกรธ แต่กลับเริ่มวิเคราะห์อย่างใจเย็น "แต่นายก็ไม่ใช่คนบนโลกเหมือนกัน... อืม หรือว่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาว"
"ในทางทฤษฎีจะเรียกแบบนั้นก็ได้ แต่ฉันขอแนะนำให้นายใช้คำอื่นดีกว่านะ"
ฟางโม่ลูบปลายคาง "คำว่ามนุษย์ต่างดาวมันดูโหลเกินไปหน่อยนะ ระดับฉันเนี่ย อย่างน้อยๆ นายก็ต้องเรียกฉันว่า มารฟ้าต่างแดน เทพมารข้ามมิติ หรือไม่ก็... เทพมารแห่งความโกลาหลสิฟะ"
"ถ้านายพูดความจริง มันก็มีเรื่องน่าแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งนะ"
คิชิเบะพูดเนิบๆ "ดูเหมือนนายจะมองโลกของเราด้วยสายตาเหยียดหยาม แต่ในขณะเดียวกันนายก็ประเมินค่าตัวเองไว้สูงลิบลิ่ว ตามหลักแล้ว... ถ้านายไม่ได้เห็นโลกมนุษย์อยู่ในสายตา นายก็ไม่ควรจะถ่อมาที่นี่ด้วยตัวเอง เหมือนกับมนุษย์ที่ไม่มีทางมุดเข้าไปอยู่ในคอกหมูหรอก ดังนั้นโลกใบนี้จะต้องมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดใจนายอยู่แน่ๆ"
"อ้อ อันนี้ก็จริง"
ฟางโม่ไม่ได้ปิดบัง เขาพยักหน้ายอมรับตรงๆ "ที่นี่มีของน่าสนุกอยู่เพียบเลยล่ะ ไม่งั้นฉันคงไม่มาหรอก"
"ของน่าสนุกที่ว่าคืออะไรล่ะ"
คิชิเบะถาม
"ก็ความบันเทิงไงล่ะ" ฟางโม่หัวเราะ "ไม่งั้นฉันจะถ่อมาทำไม มาเล่นปราบปีศาจก๊องแก๊งกับพวกนายเหรอ หรือจะให้มานั่งดูเกมการเมืองสกปรกๆ ของพวกนายกันล่ะ"
"เข้าใจแล้ว"
คิชิเบะพยักหน้า แล้วหยิบขวดเหล้าขึ้นมาจิบอีกอึก "งั้นคำถามสุดท้าย มนุษย์กับปีศาจ... ตกลงนายยืนอยู่ฝั่งไหนกันแน่"
"ฝั่งไหนทำให้ฉันสนุกได้ ฉันก็อยู่ฝั่งนั้นแหละ"
ฟางโม่ยิ้มพร้อมกับกางแขนออก "นี่คือจุดยืนของฉัน เพราะงั้นก็ลองพยายามทำให้ฉันสนุกดูสิ เจ้าพวกมนุษย์"
"อืม ฉันเข้าใจแล้ว"
คิชิเบะเก็บขวดเหล้าลง เขาไม่ได้คิดจะคุยกับฟางโม่ต่อแล้ว จุดประสงค์ที่เขามาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อดึงตัวหรือโน้มน้าวอีกฝ่าย แต่แค่อยากรู้จุดยืนของเขาเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว
"จะกลับแล้วเหรอ"
ฟางโม่ปรายตามองคิชิเบะ "ไม่คิดจะทำสัญญากับฉันหน่อยเหรอ"
"ของนายมันก็แค่ข้อตกลงปากเปล่า ไม่ใช่การทำสัญญาสักหน่อย"
คิชิเบะตอบเรียบๆ
"ความหมายมันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละน่า" ฟางโม่พูดยิ้มๆ "ฉันเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ไม่มีวันผิดคำพูดเด็ดขาด ในเมื่อเป็นข้อตกลงปากเปล่าที่หลุดออกมาจากปากฉัน มันก็เรียกว่าสัญญานั่นแหละ"
"นายอยากจะทำข้อตกลงอะไรกับฉันล่ะ"
คิชิเบะมองหน้าฟางโม่ เขาไม่ได้อยากจะทำสัญญาอะไรกับอีกฝ่ายจริงๆ หรอก แค่อยากรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายก็เท่านั้น
"นิสัยกับตัวตนของนายในตอนนี้ ทำให้ฉันนึกถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งขึ้นมาเลยว่ะ" ฟางโม่หัวเราะอย่างมีเลศนัย "หมอนั่นตอนแรกก็เป็นพวกจริงจังเคร่งเครียดแบบนี้นี่แหละ แต่พอมารู้จักฉันก็กลายเป็นคนกาวๆ ไปเลย ตอนนี้ฉันชักอยากจะเห็นหน้าตอนที่นายสติแตกจนคุมไม่อยู่บ้างแล้วสิ ก็เลยอยากจะกลั่นแกล้งนายดูสักหน่อยน่ะ"
"แล้วฉันจะได้อะไรตอบแทน"
คิชิเบะถาม
"จะช่วยทำตามความปรารถนาให้ข้อหนึ่งก็แล้วกัน" ฟางโม่ทำท่าครุ่นคิด "ไม่ว่าจะเป็นทำลายโลก ทำให้คนอื่นมารักนาย หรืออยากได้เงินทองความมั่งคั่งมหาศาล นายเสนอเงื่อนไขมาได้เลยเต็มที่"
"แล้วถ้าฉันอยากให้นายช่วยฆ่าใครสักคนล่ะ"
คิชิเบะลองหยั่งเชิงดู
"มาคิมะใช่ไหมล่ะ" ฟางโม่มองคิชิเบะแล้วหัวเราะออกมา "ได้สิ สัญญาตกลงตามนี้ ถ้ายัยนั่นหมดประโยชน์เมื่อไหร่ ฉันจะไปเชือดมันทิ้งให้เอง แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะ... ถึงเวลานั้นนายอย่ามานึกเสียใจทีหลังก็แล้วกัน"
"หมายความว่าไง"
คิชิเบะไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของฟางโม่
"นายน่าจะเดาออกนี่นาว่าความจริงแล้วมาคิมะก็คือปีศาจตนหนึ่ง... แล้วท่านรัฐมนตรีผู้ปราดเปรื่องของพวกนาย ก็ดันไปทำสัญญาเล็กๆ น้อยๆ กับยัยนั่นซะด้วยสิ" ฟางโม่ฉีกยิ้มพลางเอ่ยถ้อยคำที่น่าสะพรึงกลัวออกมา
"ความเสียหายทุกรูปแบบที่มุ่งเป้าไปที่มาคิมะ จะถูกส่งต่อไปยังชาวญี่ปุ่นคนอื่นๆ ในรูปแบบของอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ นั่นหมายความว่ายัยนั่นมีชีวิตสำรองอยู่ร้อยกว่าล้านชีวิต ถ้าเป็นคนอื่นคงปัญญาอ่อนรับมือกับเรื่องนี้ไม่ไหวแน่ๆ แต่นายโชคดีสุดๆ ไปเลยนะ ที่ได้มาเจอกับฉัน..."
[จบแล้ว]