- หน้าแรก
- ระบบเรดาร์พลิกชะตาขุนนางตกอับ
- บทที่ 100 - นิเบลุงเกน
บทที่ 100 - นิเบลุงเกน
บทที่ 100 - นิเบลุงเกน
บทที่ 100 - นิเบลุงเกน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
นักบวชเฒ่าที่สวมชุดคลุมของศาสนจักรเดินท่ามกลางการห้อมล้อมของกองอัศวินศักดิ์สิทธิ์ เขาค่อยๆ ก้าวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟีลด์ก่อนจะใช้นิ้วแตะน้ำมนต์ในถ้วยทองคำแล้วดีดใส่ตัวฟีลด์ "ลูกแกะผู้หลงทาง ขอแสงสว่างจงคุ้มครองเจ้า"
"ขอบคุณมาก" ฟีลด์พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ในใจพอจะเดาจุดประสงค์ของการมาเยือนในครั้งนี้ได้แล้ว "สวัสดี ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือ"
"พวกคนนอกรีตกำลังย่ำยีดินแดนอันบริสุทธิ์ของเทพีแห่งแสงสว่าง ศาสนจักรจำเป็นต้องจัดตั้งกองทัพลงทัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องประชาชนและเสรีภาพ พวกเราต้องการพลังจากเจ้า โปรดมอบเหรียญทอง เสบียงอาหาร ทหาร หรือผู้ถูกเลือกจากพระเจ้า เพื่อเข้าร่วมในสงครามต่อต้านพวกคนนอกรีตครั้งนี้ด้วยเถิด"
"ซี๊ด อย่างที่คิดไว้เลย"
เงินที่เพิ่งจะได้มายังไม่ทันอุ่นก็มีคนมาหมายปองเสียแล้ว
"ต้องขออภัยด้วยนะ ฉันจำเป็นต้องได้รับคำสั่งจากองค์จักรพรรดินีเสียก่อน ถึงจะสามารถมอบเสบียงทางทหารให้ได้" ฟีลด์ยักไหล่พร้อมกับทำหน้าเศร้า
นักบวชเฒ่าพูดด้วยท่าทีผดุงความยุติธรรม "พวกเรากำลังต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาตินะ องค์จักรพรรดินีจะต้องทรงเห็นด้วยอย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้พระราชโองการยังไม่ได้ถูกประกาศออกมาก็เท่านั้นเอง"
ถ้าฟีลด์ไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของแผ่นดินนี้มาล่ะก็ เขาคงถูกท่าทางรักความยุติธรรมของตาแก่นี่หลอกเอาแน่ๆ ศาสนจักรจัดตั้งกองทัพลงทัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์มาเจ็ดครั้งแล้วก็จริง แต่พวกเขามักจะให้แค่ชื่อเสียงบังหน้าโดยไม่ยอมส่งกองกำลังทหารที่แท้จริงออกมาร่วมรบเลย โดยเฉพาะพวกยอดฝีมือระดับสูง
แต่ละครั้งก็ส่งทหารมาแค่กลุ่มเล็กๆ ประมาณสามสี่พันคน แถมยังเป็นพวกทหารผ่านศึกจอมเกเรกับพวกอันธพาลทั้งนั้น พวกมันปล้นสะดมและเข่นฆ่าผู้คนไปตลอดทางจนกว่าจะถึงแนวหน้า แต่พอเห็นศัตรูก็พากันวิ่งหนีหางจุกตูด
มันคือการปล้นสะดมชัดๆ ส่วนเงินบริจาคของทุกคนก็กลายไปเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้ม คฤหาสน์หรูหรา และทองคำแท่ง เพื่อบำเรอความสุขให้กับพวกคนในศาสนจักรแห่งแสงสว่างทั้งนั้น
การต่อสู้เพื่อต่อต้านพวกคนนอกรีตแทบจะตกเป็นภาระของบรรดาดยุก มาร์ควิส เอิร์ล กองอัศวิน และกองทัพประจำการของแต่ละประเทศ ถึงแม้พวกนี้จะชอบปล้นสะดมและเข่นฆ่าเหมือนกัน แต่เวลาต่อสู้พวกเขาก็สู้ยิบตาจริงๆ
กองทัพลงทัณฑ์ศักดิ์สิทธิ์ในครั้งก่อน มีสหพันธรัฐจักรวรรดิซิลเวอร์วิงและโพลีที่ได้ฉายาว่าหอกแห่งแสงสว่างเข้าร่วมด้วย ถึงขั้นทำให้จักรพรรดิพระองค์ใหม่ที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ต้องสวรรคตคาสนามรบ ส่งผลให้ราชวงศ์ของจักรวรรดิต้องไร้ผู้สืบทอดและตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ต้องให้สภาขุนนางขึ้นมาบริหารประเทศแทน
ฟีลด์หัวเราะลั่น "ตกลง ฉันจะสวดภาวนาทุกวัน หวังว่าเทพีแห่งแสงสว่างจะประทานปาฏิหาริย์มาให้เหล่านักรบนะ"
ส่วนเรื่องขอเงิน ลืมไปได้เลย
นักบวชเฒ่าแทบจะสำลักคำพูดของฟีลด์ นี่มันคำพูดที่พวกเขามักจะเอาไว้ใช้หลอกลวงชาวบ้านไม่ใช่หรือไง
"อย่าทำตัวคับแคบไปหน่อยเลย หากพวกคนนอกรีตยกทัพมาถึงจักรวรรดิกริฟฟินศักดิ์สิทธิ์เมื่อไหร่ เกรงว่าเจ้าจะมานั่งเสียใจภายหลังนะ" นักบวชเฒ่าพูดจาแกมข่มขู่ แววตาของเขาเฉียบคม
ฟีลด์ไม่หวั่นเกรง เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา "ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะนำทัพไปปะทะกับพวกผู้บุกรุกอย่างตาต่อตาฟันต่อฟันเอง"
ดีกว่าเอาเงินไปให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเพื่อให้พวกมันเอาไปใช้ชีวิตเสพสุขก็แล้วกัน ฟีลด์ยังคงไว้หน้าอีกฝ่ายจึงไม่ได้พูดประโยคหลังออกไป
"พรวด ฮ่าๆๆ"
มีคนหลายคนหลุดหัวเราะออกมา
"สมกับเป็นบารอนบ้านนอกจริงๆ ไม่รู้ถึงความน่ากลัวของพวกคนนอกรีตเลยสักนิด"
"หยิ่งยโสโอหัง ระวังจะหาเรื่องใส่ตัว"
"โง่เง่าสิ้นดี"
เมื่อมองไปที่พวกคนที่กำลังหัวเราะเยาะ ฟีลด์ก็เริ่มโมโห เขาเพิ่งจะอ้าปากเตรียมด่ากลับ
"บารอนฟีลด์พูดถูกแล้ว ในฐานะอัศวินก็ควรจะจับดาบสู้กับผู้บุกรุก ไม่ใช่ไปหลบอยู่ข้างหลังแล้วใช้เงินแก้ปัญหา แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความจงรักภักดี ก่อนที่องค์จักรพรรดินีจะทรงตัดสินพระทัย พวกเราก็ไม่ควรจะวู่วามทำอะไรบุ่มบ่าม"
จักรวรรดิกริฟฟินศักดิ์สิทธิ์กับศาสนจักรใกล้จะแตกหักกันเต็มทีแล้ว เรื่องนี้พวกขุนนางต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
แน่นอนว่าสาเหตุไม่ได้มาจากเรื่องที่องค์จักรพรรดินีทรงอาบน้ำในวันอาทิตย์อันศักดิ์สิทธิ์หรอกนะ
"หืม" ฟีลด์หันไปมองและพบกับชายวัยกลางคนหน้าตาเด็ดเดี่ยวสวมชุดคลุมของขุนนาง แต่เสื้อผ้าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นคือตราสัญลักษณ์ตระกูลบนหน้าอกของเขา มันเป็นรูปมังกรสีน้ำเงินคาบดาบ
"ตระกูลนิเบลุงเกนงั้นหรือ"
ผู้ทรงอิทธิพลแห่งมณฑลสายลมรุ่งอรุณ หนึ่งในดาบที่แท้จริงขององค์จักรพรรดินี ผู้ครอบครองมังกรสีน้ำเงินและผู้ถูกเลือกจากพระเจ้าขั้นหก ผู้กุมอำนาจที่แท้จริง
"เรอิง นิเบลุงเกน" ชายวัยกลางคนยิ้มบางๆ "ฉันเคยได้ยินเรื่องของเธอมาบ้าง ขุนนางผู้ใจบุญที่สุด ฟีลด์ ผู้ที่มักจะให้ความช่วยเหลือคนยากจนอยู่เสมอ"
ฟีลด์รีบทำความเคารพตามธรรมเนียมขุนนาง "สวัสดีท่านลอร์ดผู้ทรงเกียรติ ฉันเป็นคนใจบุญจริงๆ นั่นแหละ"
"บังเอิญจังเลยนะที่ได้พบเธอ พวกเรากำลังจะไปเยี่ยมบารอนเมเปิลพอดี การสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและเสบียงอาหารของเขาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการปราบปรามกบฏในครั้งนี้" เรอิงไม่ลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูล "พวกคนนอกรีตมีจำนวนมากกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้มาก พวกมันล้างสมองประชาชนในดินแดนไวเคานต์ไปจนหมดสิ้นแล้ว"
ตาแก่คนนี้ก็กะจะมาขอส่วนแบ่งเหมือนกันนี่หว่า
"ถ้าอย่างนั้นตระกูลโรสของพวกเรา..." ฟีลด์ทำสีหน้าอึกอัก "ก็ควรจะร่วมมือทำเพื่อจักรวรรดิด้วย"
เรอิงถามด้วยความสงสัย "แน่นอนสิ จดหมายลายมือของท่านผู้ว่าการถูกส่งไปให้ตั้งแต่แรกแล้ว เธอไม่รู้เรื่องนี้งั้นหรือ เมืองฟูลันก็อยู่ติดกับดินแดนไวเคานต์เลยนะ น้องชายของเธอกำลังเตรียมจัดทัพอยู่เลย"
มารู้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย
ฟีลด์พยายามระงับความตื่นเต้นในใจ "ฉันเอาแต่อยู่ในมณฑลแดนเหนือที่มืดมิดน่ะ เพิ่งจะออกมาได้สองวันเอง"
"โอ้ เรื่องที่เธอไปรับตำแหน่งที่ดินแดนแห่งรัตติกาลเป็นเรื่องจริงหรือเนี่ย น่าสงสารจริงๆ พ่อของเธอทำใจแข็งส่งลูกชายที่เพิ่งโตเป็นหนุ่มไปอยู่ในนรกแบบนั้นได้ยังไงกัน ฉันจะนำเรื่องนี้ไปทูลองค์จักรพรรดินีให้ทรงทราบ เธอควรจะได้รับความช่วยเหลือจากองค์จักรพรรดินีนะ เพราะยังไงซะเธอก็ถือเป็นผู้บุกเบิกดินแดนให้กับประเทศ เธอคือวีรบุรุษ"
เรื่องนี้เกินความคาดหมายของฟีลด์ไปมาก ไม่เพียงแต่จะไม่พูดถึงเรื่องบริจาคเงินหรือขอความช่วยเหลือ แต่กลับจะมอบผลประโยชน์ให้เขาแทนเสียอย่างนั้น
ไม่ว่าจะเป็นแค่คำพูดตามมารยาทหรือไม่ แต่ฟีลด์ก็รู้สึกประทับใจลุงคนนี้ขึ้นมาทันที
"ขอบคุณมาก แต่ฉันหวังว่าจะได้เข้าร่วมการปราบปรามกบฏในครั้งนี้ด้วย ไม่ใช่ในฐานะผู้บริจาคเงิน แต่เป็นในฐานะทหารนำทัพ"
"พรวด ฮ่าๆๆ" เสียงหัวเราะเยาะที่คุ้นเคยดังขึ้นอีกครั้ง
"นี่ไม่ใช่การไปปิกนิกนะ" ชายหนุ่มแต่งตัวฉูดฉาดคนหนึ่งยืนเท้าสะเอวและเชิดหน้าพูด "แกมีทหารหรือไง มองยังไงก็เห็นอยู่ตัวคนเดียวแถมยังไม่มีผู้ติดตามด้วยซ้ำ ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่จะไปสร้างผลงานทางทหารได้เลย"
แกเป็นใครกันฟะ เมื่อกี้ก็ด่าฉันไปรอบหนึ่งแล้วนะ
เรอิงขมวดคิ้วและดุเสียงดัง "ฟาริด เก็บอาการหยิ่งยโสของเธอซะ ทุกคนที่ยอมเสียสละเพื่อจักรวรรดิล้วนสมควรได้รับความเคารพทั้งนั้น"
ชายที่ชื่อฟาริดไม่สนใจคำเตือน เขายกมือขึ้นกอดอกและทำท่าทางเย้ยหยัน
ฟีลด์ขี้เกียจจะมองหน้าเขา จึงหันไปพูดกับเรอิงอย่างจริงจัง "ฉันจะนำทัพไปสมทบเพื่อสนับสนุนการปราบกบฏอย่างแน่นอน"
"ดีมาก นี่สิถึงจะสมกับเป็นอัศวินแห่งจักรวรรดิ" ชายวัยกลางคนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ "กลับไปค่อยแอบเปิดอ่านดูนะ ในนั้นมีรายละเอียดเกี่ยวกับจุดรวมพลและเวลาที่กำหนดไว้ ทุกๆ พลังล้วนมีความสำคัญและขาดไม่ได้"
ทำตัวลึกลับซับซ้อนดีแฮะ
ฟีลด์ลูบปลายคางด้วยความสงสัย เขาอยากจะฉีกซองจดหมายดูเดี๋ยวนี้เลย
"อย่าไปสนใจเจ้าลูกคุณหนูนั่นเลย สงครามครั้งนี้อาจจะทำให้เธอได้ดินแดนมาครอบครองก็ได้นะ"
"สู้ๆ นะ บางทีพวกเราอาจจะได้ร่วมบุกทะลวงศัตรูไปด้วยกัน"
"ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านลอร์ดฟีลด์"
ขุนนางหนุ่มหลายคนที่ติดตามเรอิงมาด้วยเดินเข้ามาทักทายฟีลด์อย่างเป็นมิตรพร้อมกับแนะนำตัว
ขุนนางหลายคนไม่มีดินแดนเป็นของตัวเอง หรือบางคนก็มีแค่บรรดาศักดิ์ลอยๆ พวกเขาปรารถนาที่จะสร้างผลงานทางทหารเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างขุนนางที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้สึกดีกับฟีลด์ที่มีชะตากรรม น่าสงสาร เหมือนกัน
หลังจากฝากฝังอะไรอีกสองสามคำ เรอิงก็พากลุ่มขุนนางจากไป
[จบแล้ว]