- หน้าแรก
- ระบบลงชื่อเข้าใช้: พี่ชายข้าคือ 'จูหยวนจาง' ฮ่องเต้ต้าหมิง
- บทที่ 100 - ถัวถัว ความได้เปรียบอยู่ที่ข้า ปรมาจารย์ด้านการควบคุมระดับจุลภาค
บทที่ 100 - ถัวถัว ความได้เปรียบอยู่ที่ข้า ปรมาจารย์ด้านการควบคุมระดับจุลภาค
บทที่ 100 - ถัวถัว ความได้เปรียบอยู่ที่ข้า ปรมาจารย์ด้านการควบคุมระดับจุลภาค
บทที่ 100 - ถัวถัว ความได้เปรียบอยู่ที่ข้า ปรมาจารย์ด้านการควบคุมระดับจุลภาค
ทหารคนสนิทหลายคนไปตรวจสอบแล้วก็รีบเข้ามารายงาน
"เรียนใต้เท้า เป็นทหารกองทัพอาซู่หลายคนแย่งเสื้อกันหนาวของทหารชาวฮั่น จึงเกิดการต่อสู้กันขอรับ"
"อะไรนะ ช่างกำเริบเสิบสานนัก"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์โกรธขึ้นมาทันที
ทว่าภายในใจของเขากลับเข้าข้างพวกคนเซ่อมู่อย่างเต็มที่
ไม่มีทางเลือกอื่น ใครใช้ให้คนเซ่อมู่เป็นพลเมืองชั้นสองของราชวงศ์ต้าหยวน ส่วนชาวฮั่นเป็นเพียงพลเมืองชั้นสามเล่า
ดั่งคำกล่าวที่ว่าลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ คนเซ่อมู่ก็ต้องรังแกชาวฮั่น หากพวกเขาไม่รังแกชาวฮั่น กลับจะทำให้ชาวมองโกลแห่งราชวงศ์ต้าหยวนต้องรู้สึกกังวลใจเสียมากกว่า
พวกเจ้าคนเซ่อมู่กับชาวฮั่นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันถึงเพียงนี้ หรือว่าตั้งใจจะร่วมมือกันทำร้ายพวกเราชาวมองโกลอย่างนั้นหรือ
"นำเสื้อกันหนาวไปประทานให้คนเซ่อมู่ ส่วนทหารฮั่นพวกนั้นที่บังอาจล่วงเกินเบื้องบน ให้โบยยี่สิบไม้"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงดูแคลน
จำนวนคนเซ่อมู่นั้นมีน้อยมาก น้อยกว่าชาวฮั่นอย่างเทียบไม่ติด
ชาวมองโกลจำเป็นต้องกดขี่ชาวฮั่น และเข้าข้างคนเซ่อมู่ จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการใช้คนหมู่น้อยควบคุมคนหมู่มากได้
"รับคำสั่งขอรับใต้เท้า"
ทหารคนสนิทรีบรับคำสั่งและจากไป
จากนั้น ทหารฮั่นในกองทัพหยวนเหล่านั้นก็ถูกจับเปลื้องผ้าท่ามกลางลมหนาว ถูกมัดไว้กับเสาและถูกโบยอย่างหนักถึงยี่สิบไม้
ทหารชาวเซ่อมู่ที่มุงดูต่างก็มีท่าทีเย่อหยิ่งจองหอง ชี้ไม้ชี้มือด้วยความกำเริบเสิบสาน
ส่วนทหารชาวฮั่นที่มีจำนวนมากกว่า กลับต้องฝืนข่มความโกรธแค้นและความไม่ยินยอมเอาไว้ พวกเขาได้แต่จ้องมองคนเซ่อมู่เหล่านั้นตาเขม็งอยู่ด้านข้าง
ท่ามกลางสภาพอากาศที่หิมะตกหนัก เสื้อผ้าของทหารฮั่นเหล่านี้ก็บางเบาอยู่แล้ว เมื่อถูกโบยตี ร่างกายก็ยิ่งโอนเอนไร้เรี่ยวแรง ราวกับจะล้มลงหมดสติไปได้ทุกเมื่อ
"ไอ้พวกเดรัจฉาน ถึงกับกล้าทำกับชาวฮั่นเช่นนี้เชียวหรือ"
ทหารฮั่นนายหนึ่งกล่าวด้วยความโกรธแค้น
"ชู่ว เบาเสียงหน่อย ระวังกฎอัยการศึก"
ทหารฮั่นอีกนายเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยเตือนสหาย
"ระวังบ้าบออันใด ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว"
"พวกมันเป็นเดรัจฉาน มโนธรรมถูกสุนัขกินไปหมดแล้ว พวกเราก็เป็นทหารทางการเหมือนกับพวกมัน เหตุใดจึงต้องปฏิบัติกับพวกเราเช่นนี้ด้วย"
"หรือว่าชาวฮั่นอย่างพวกเราเกิดมาต่ำต้อยอย่างนั้นหรือ"
ทหารชาวฮั่นเหล่านี้ต่างก็คำรามเสียงต่ำด้วยความโกรธแค้น
ส่วนทหารชาวเซ่อมู่เหล่านั้น กลับยังคงใช้คำพูดประชดประชันยั่วยุพวกเขากลุ่มนั้นต่อไป
"พวกชาวฮั่นกลุ่มนี้ช่างน่าสงสารนัก อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ ทำได้เพียงทนรับความทุกข์ทรมาน ซ้ำยังถูกทุบตีจนมีสภาพเช่นนี้ ช่างน่าเวทนาเสียจริง"
เมื่อคนเซ่อมู่เหล่านี้กล่าวจบ ก็พากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
เสียงหัวเราะของพวกเขา ทิ่มแทงหัวใจของทหารชาวฮั่นเหล่านั้น กระตุ้นให้พวกเขารู้สึกปวดร้าวในใจ
เปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นลุกโชนขึ้นในใจของทหารชาวฮั่น
ทว่าพวกเขาก็ทำได้เพียงข่มความโกรธแค้นเอาไว้เท่านั้น
พวกเขารู้ดีว่าบัดนี้พวกเขาคือกลุ่มคนที่อ่อนแอ ไม่มีทางที่จะต่อต้านใดๆ ในกองทัพหยวนได้เลย
ทำได้เพียงกลืนความขุ่นเคืองลงคอ และเฝ้าสวดภาวนาให้ท้องฟ้าสว่างโดยเร็ว
ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เช้าเมื่อฟ้าสว่าง อาจจะเป็นวันที่อากาศอบอุ่นขึ้นมาก็เป็นได้
ทว่าในสภาพอากาศที่หนาวเย็นถึงเพียงนี้ คืนนี้ก็ยังมีพายุหิมะพัดกระหน่ำลงมาอีก หิมะตกหนักจนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มีแต่จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ
ทหารฮั่นหลายคนที่ถูกโบยตี เมื่อรับโทษเสร็จสิ้น ก็ถูกสหายพยุงกลับเข้าไปในกระโจม
ภายในกระโจมที่ทั้งหนาวและชื้น ทหารฮั่นหลายคนอดไม่ได้ที่จะสบถด่าทอชาวมองโกลและคนเซ่อมู่ ลามไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของพวกมัน
"พอเถอะพี่น้อง พวกเราอย่าด่าอีกเลย ต่อให้ด่ารุนแรงแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์อันใดเลย"
ทหารฮั่นที่อายุน้อยกว่าเล็กน้อยนายหนึ่งเอ่ยปลอบใจ
"ไม่ด่าแล้วงั้นหรือ ข้ากลืนความแค้นนี้ลงคอไม่ได้หรอกนะ"
"หากยังรังแกชาวฮั่นอย่างพวกเราต่อไป ข้าก็จะไม่ทนทำหน้าที่นี้อีกแล้ว สู้ไปเข้าร่วมกับพวกโจรโพกผ้าแดงเพื่อหาข้าวกินประทังชีวิตยังจะดีเสียกว่า"
"อย่าเชียวนะพี่น้อง ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด การเป็นกบฏมีโทษถึงตายเชียวนะ"
ทหารฮั่นหลายคนรีบเอ่ยห้ามปราม
ความจริงแล้ว ภายในใจของทหารชาวฮั่น มีหรือที่จะไม่เกลียดชังคนเซ่อมู่เหล่านี้
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียด
พวกเขาไม่อาจกระทำการใดๆ ที่บุ่มบ่ามได้
ในขณะที่พวกเขาทั้งหนาวทั้งหิว ซ้ำยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุด
ทันใดนั้น
กลิ่นหอมจางๆ ก็ลอยโชยเข้ามาเบาๆ
"อ๊ะ หอมจังเลย"
"นี่มันกลิ่นซาลาเปาไส้เนื้อนี่นา"
ทหารฮั่นจมูกไวสองคนรีบเอ่ยขึ้นทันที
ทุกคนจึงเริ่มตามหากลิ่นหอมนั้นทันที
ค้นหาซ้ายทีขวาที ท้ายที่สุดก็พบว่ากลิ่นหอมนี้ลอยมาจากฝั่งศัตรูที่อยู่ตรงข้าม หรือก็คือกองทัพโพกผ้าแดงนั่นเอง
"พวกโจรโพกผ้าแดงพวกนี้ ถึงกับได้กินเนื้อเลยหรือนี่"
ทหารฮั่นบางคนเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
"ข้าว่าพวกมันจงใจล่อลวงให้พวกเราข้ามไป เพื่อให้พวกเราไปรนหาที่ตายเสียมากกว่า"
"พวกเราจะหลงกลไม่ได้เด็ดขาด"
ทุกคนต่างก็ตกลงกันว่าจะไม่หลงกล ทว่ากลับอดไม่ได้ที่จะแอบมองไปฝั่งตรงข้าม
ในเวลานี้ ภายในใจของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ
พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงวิพากษ์วิจารณ์อะไรมากนัก เพราะกลัวว่าจะถูกชาวมองโกลจับได้ ถึงตอนนั้นพวกเขาคงได้พบกับจุดจบจริงๆ
ทว่า
เมื่อตกกลางคืน อาศัยจังหวะที่หิมะตกลงมาอย่างหนัก เงาร่างสองสายก็แอบลอบออกจากค่ายทหารหยวน มุ่งหน้าไปยังค่ายกองทัพโพกผ้าแดงที่ส่งกลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อออกมา
ทหารหยวนสองนายนี้ เมื่อมาถึงหน้าประตูค่ายกองทัพโพกผ้าแดง ก็ตะโกนเสียงดัง
"รีบเปิดประตู พวกข้ามาขอยอมจำนน"
"พี่น้อง พวกข้าไม่ขอสู้ตายเพื่อพวกต๋าจื่ออีกต่อไปแล้ว พวกข้ามาขอสวามิภักดิ์"
ทหารหยวนสองนายนี้ตะโกนไปน้ำตาก็ไหลพรากไป ทว่าก็ยังคงไม่สนใจอันตราย ตะโกนเข้าไปในค่ายอย่างต่อเนื่อง
"เปิดประตู เปิดประตูที"
"เปิดประตู"
เสียงตะโกนของทั้งสองคนดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
เสียงของพวกเขาก็ดึงดูดทหารกองทัพโพกผ้าแดงที่ลาดตระเวนอยู่บริเวณใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว ทหารกองทัพโพกผ้าแดงจำนวนไม่น้อยต่างก็รีบรุดมาที่นี่
"เหตุใดจึงมีทหารหยวนสองคนมาอยู่ที่นี่ พวกเขามาสวามิภักดิ์ต่อพวกเราอย่างนั้นหรือ"
"ฮ่าๆ ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ บนตัวพวกเขายังพกอาวุธมาด้วย เป็นทหารฮั่นเหมือนกันนี่นา"
"รีบไปรายงานท่านรองแม่ทัพเร็ว"
"ได้ ข้าจะรีบไปรายงานท่านรองแม่ทัพเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าต้องเฝ้าประตูไว้ให้ดี ห้ามให้สองคนนี้เข้ามาในค่ายเด็ดขาด"
"รับทราบ"
"เข้าใจแล้ว"
เรื่องที่มีทหารหยวนสองนายขอยอมจำนน ถูกรายงานให้จูฮั่นทราบอย่างรวดเร็ว
เมื่อจูฮั่นได้ยินเช่นนั้น เขาก็รู้สึกประหลาดใจและยินดีเป็นอย่างยิ่ง
"ทหารหยวนสองนายนี้ ถึงกับยอมจำนนด้วยตนเอง ช่างหาได้ยากยิ่งนัก หายากจริงๆ"
"การที่พวกเขายอมจำนนเช่นนี้ ต้องเป็นเพราะกลยุทธ์ใช้เสบียงอาหารบั่นทอนขวัญกำลังใจศัตรูของข้าได้ผลเป็นแน่"
จูฮั่นสั่งการให้ลูกน้องเปิดประตู และปล่อยให้ทหารหยวนสองนายเข้ามา
จูฮั่นเรียกตัวทหารฮั่นสังกัดกองทัพหยวนที่หลบหนีมาขอยอมจำนนทั้งสองนายเข้าพบด้วยตนเอง
"พวกเจ้าสองคน หลบหนีมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อันใด"
จูฮั่นแสร้งทำเป็นข่มขู่ในคราแรก
"ท่านแม่ทัพ พวกข้ามาขอยอมจำนนขอรับ"
"พวกหมาต๋าจื่อรังแกกันเกินไปแล้ว พวกข้าไม่ขอสู้ตายเพื่อพวกมันอีกต่อไปแล้วขอรับ"
ทหารฮั่นทั้งสองนายรีบตอบ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ในที่สุดใบหน้าของจูฮั่นก็เผยรอยยิ้มอันพึงพอใจออกมา
เขาคิดในใจว่า เป็นไปตามคาด ทหารฮั่นสองนายนี้มาขอยอมจำนน พวกเขาก็เป็นชาวฮั่นเช่นกัน
"ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองคนมาขอยอมจำนน เช่นนั้นข้าก็ขอยินดีต้อนรับ"
จูฮั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ขอบพระคุณท่านแม่ทัพขอรับ"
ทหารฮั่นทั้งสองนายต่างก็กล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
กล่าวจบ จูฮั่นก็สั่งให้คนนำสุราและอาหารมาให้ทันที
"ถ้าเช่นนั้นพวกข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะขอรับ"
ทั้งสองคนรับประทานอาหารไปพลาง พูดคุยไปพลาง
จากนั้น จูฮั่นก็สอบถามสถานการณ์ภายในค่ายของกองทัพหยวนอีกเล็กน้อย
ทหารฮั่นทั้งสองนายที่หลบหนีมา รีบเปิดเผยสถานการณ์ของกองทัพหยวนจนหมดเปลือกทันที
"พวกมองโกลเหล่านั้น รวมถึงพวกต๋าจื่อเซ่อมู่ ก็ต้องทนกินน้ำเย็นข้าวเย็นมาหลายวันแล้ว คงจะทนไปได้อีกไม่กี่วันหรอกขอรับ"
"ใช่ๆ เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์นั่น ก็เป็นแค่ตัวไร้ประโยชน์คนหนึ่งเท่านั้นขอรับ"
จูฮั่นสามารถล้วงความลับของกองทัพหยวนได้อย่างรวดเร็ว
"แม่ทัพไร้ความสามารถเพียงคนเดียว พาให้ทหารนับพันต้องตายตกตามกันไปจริงๆ"
จูฮั่นอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย
"คนพาน นำผู้กล้าทั้งสองท่านนี้ ไปพักผ่อนที่ค่ายทหารของเราชั่วคราวก่อน"
จูฮั่นสั่งการ
ทหารฮั่นทั้งสองนายพยักหน้ารับคำ จากนั้นก็ถูกพาเข้าไปพักผ่อนในกระโจม
ส่วนจูฮั่นก็เรียกตัวสวีต๋า ฉางอวี้ชุน และคนอื่นๆ มา เพื่อแจ้งข้อมูลของกองทัพหยวนที่ได้รับมาให้ทราบ
เมื่อสวีต๋า ฉางอวี้ชุน และคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้น ต่างก็มีสีหน้ายินดีปรีดา
"เยี่ยมไปเลย เยี่ยมมาก"
"ยอดเยี่ยม ไม่คิดเลยว่าพวกต๋าจื่อเหล่านี้ก็มีวันนี้กับเขาด้วย"
"ใช่แล้ว ในครั้งนี้พวกเราจะต้องสังหารพวกมองโกลเหล่านี้ให้ราบคาบ เพื่อให้พวกมันรู้ว่าชาวฮั่นอย่างพวกเราไม่ใช่พวกที่จะมารังแกกันได้ง่ายๆ"
ฉางอวี้ชุนตะโกนก้อง
ส่วนสวีต๋าก็หันไปมองจูฮั่น
"ท่านรองแม่ทัพ แล้วตอนนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรดีขอรับ"
สวีต๋ารีบเอ่ยถาม
"สกัดกั้นเส้นทางถอยหนีของพวกต๋าจื่อต่อไป และส่งคนนำข่าวนี้ไปแจ้งให้พี่ใหญ่ของข้าทราบ"
จูฮั่นโบกมือและกล่าว
สวีต๋าพยักหน้ารับ และรีบนำทหารไปถ่ายทอดคำสั่งทันที
ในขณะเดียวกันที่อีกฝั่งหนึ่ง
ลมหนาวและหิมะที่พัดกระหน่ำมาตลอดทั้งคืน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทหารในกองทัพหยวนยิ่งยากลำบากมากขึ้น
พวกเขาจำต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในกระโจม หรือไม่ก็ล้มตัวลงนอนในกองหิมะ ทนหนาวจนตัวสั่นเทา
"ไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเราถึงจะได้กลับไปเสียที"
"ใครจะไปรู้เล่า บางทีพวกเราอาจจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกหลายวันก็ได้"
"เฮ้อ ไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตกลับไปจากที่นี่ได้หรือไม่"
"ชู่ว ระวังกฎอัยการศึก"
ทุกคนต่างก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
และในขณะนี้ ภายในค่ายทหารมองโกล
บรรดาแม่ทัพมองโกลต่างก็นั่งล้อมวงกันอยู่ในกระโจม เพื่อปรึกษาหารือกันว่าจะแก้ไขสถานการณ์อันยากลำบากตรงหน้านี้อย่างไร
"ใต้เท้า บัดนี้เสบียงอาหารของพวกเราใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้ว หากยังไม่มีเสบียงมาเติมอีก เกรงว่า..."
"น่าเจ็บใจนัก เสบียงทหารของข้าไปไหนหมด"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์กล่าวด้วยความไม่พอใจ
"หิมะตกหนักปิดกั้นเส้นทาง ไม่สามารถรวบรวมหญ้าแห้งได้ จึงทำได้เพียงใช้เสบียงอาหารไปเลี้ยงม้าขอรับ"
นายทหารดูแลเสบียงชาวมองโกลกล่าวด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ
"แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี กองทัพของพวกเราอีกไม่กี่วันก็จะไม่มีข้าวกินประทังชีวิตแล้วนะ"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตวาดลั่น นายทหารพลาธิการก้มหน้าลง ไม่กล้าเอ่ยปากตอบ
แม่ทัพกองทัพหยวนที่เหลืออีกหลายคน ต่างก็มีสีหน้าหนักใจ
แม้พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งให้ท้องฟ้ากลับมาสดใส เพื่อจะได้เริ่มเปิดฉากสู้รบให้จบสิ้นโดยเร็ว
ทว่าลมหนาวและพายุหิมะกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย ซ้ำเสบียงทหารของพวกเขาก็ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงกองทัพแล้ว ทำให้พวกเขาตกอยู่ในความลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนนั้นเอง แม่ทัพกองทัพหยวนนายหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"มิสู้พวกเราส่งทหารไปปล้นสะดมเสบียงอาหารมาสักก้อนดีหรือไม่ขอรับ เช่นนี้ เสบียงอาหารของพวกเราก็ยังพอจะประทังไปได้อีกระยะหนึ่ง"
แม่ทัพกองทัพหยวนนายนี้ เป็นชาวมองโกล นามว่าอูหน้าเก๋อ เคยติดตามเถี่ยมู่เอ๋อร์ออกรบเหนือจรดใต้มาแล้ว
"ไม่ได้"
เถี่ยมู่เอ๋อร์ปฏิเสธโดยไม่ทันได้คิด
"ชาวฮั่นในบริเวณรอบๆ ล้วนถูกปล้นชิงไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ต่อให้พวกเราจะออกไปปล้น ก็คงหาไม่พบในเวลาอันสั้นนี้หรอก ซ้ำพวกโจรโพกผ้าแดงก็อาจจะลอบโจมตีพวกเราได้อีกด้วย"
"แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรดีขอรับ"
อูหน้าเก๋อเอ่ยถาม
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า
"ให้ลดเสบียงอาหารของทหารชาวฮั่นลงครึ่งหนึ่งก่อน นำเสบียงที่ประหยัดได้ไปใช้เลี้ยงม้า อย่างไรเสียก็ยังไม่ได้เปิดฉากสู้รบ ให้ทหารฮั่นเหล่านี้กินข้าวแค่มื้อเดียวก็พอแล้ว"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็กล่าวออกมา
บรรดาแม่ทัพมองโกลและคนเซ่อมู่ภายในกระโจม ต่างก็เห็นพ้องต้องกันกับกลยุทธ์นี้
ส่วนแม่ทัพชาวฮั่นหลายคน กลับรู้สึกทั้งอับอายและโกรธแค้น ทว่าก็ไม่กล้าแสดงความเห็นคัดค้านเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้พวกเขาทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมเท่านั้น
หลายวันต่อมา เสบียงอาหารของชาวมองโกลและคนเซ่อมู่ก็เหลือไม่มากแล้ว ซ้ำพวกเขายังไม่กล้าเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อน เนื่องจากไม่อาจต้านทานพายุหิมะในการสู้รบได้
เมื่อเสบียงอาหารเหลือไม่มาก ทหารชาวฮั่นก็ค่อยๆ พบว่า เสบียงอาหารที่พวกตนกินอยู่นั้น ถูกตัดลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งอย่างดื้อๆ
เมื่อทหารฮั่นรู้ความจริงเรื่องที่เสบียงอาหารถูกตัดลดลง พวกเขาก็โกรธแค้นจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
"พวกหมาต๋าจื่อ เอาเสบียงอาหารของพวกเราไปให้ม้ากิน"
"หรือว่า พวกเรายังมีค่าสู้สัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นไม่ได้อย่างนั้นหรือ"
"ไอ้หมาต๋าจื่อสารเลวเอ๊ย พวกเราไม่มีทางปล่อยพวกมันไปแน่"
ทหารชาวฮั่นต่างก็พากันด่าทอชาวมองโกลกันอย่างสาดเสียเทเสีย
พวกเขาต่างก็รู้สึกโกรธแค้นและไม่ได้รับความเป็นธรรม แทบอยากจะบุกออกไปตอนนี้ เพื่อสั่งสอนพวกหมาต๋าจื่อให้รู้สำนึก
ทว่าพวกเขากลับไม่กล้า
พวกเขารู้ดีว่า หากกระทำการเช่นนั้นลงไป พวกเขาทุกคนก็คงต้องกลายเป็นผีเฝ้าดาบของพวกหมาต๋าจื่ออย่างแน่นอน
กลุ่มทหารชาวฮั่น ต่างก็คำรามด้วยความโกรธแค้น
ภายใต้อารมณ์โกรธแค้นและเศร้าสลด ทหารชาวฮั่นกลุ่มนี้ต่างก็หิวโหยจนไส้กิ่ว
ในตอนนั้นเอง กลิ่นหอมก็ลอยโชยมา ดึงดูดความสนใจของพวกเขา
"กลิ่นนี้ คงไม่ได้มาจากค่ายทหารของพวกเรากระมัง"
ทหารชาวฮั่นหลายคน ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง
พวกเขาทุกคนต่างก็เบิกตากว้าง ค้นหาทิศทางที่กลิ่นหอมนั้นลอยมาอย่างละเอียด และเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงบริเวณข้างกระโจมแห่งนั้น
จากนั้น พวกเขาก็พบว่า ที่แท้กลิ่นหอมนั้นลอยมาจากกองทัพโพกผ้าแดงนั่นเอง
พวกเขาต่างก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย
เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขาดังขึ้น กลิ่นหอมของน้ำซุปเนื้อร้อนๆ ในอากาศก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ทหารชาวฮั่นจำนวนมากไม่อาจทนต่อความหิวโหยเหน็บหนาวและการถูกรังแกได้อีกต่อไป จึงเริ่มปรึกษาหารือแผนการหลบหนี
อย่างไรเสียก็เป็นทหารเพื่อหาข้าวกินเหมือนกัน เหตุใดจึงต้องยอมทนหิวและทำตัวเป็นลูกไล่รับใช้พวกมองโกลด้วยเล่า
เมื่อแม่ทัพกองทัพหยวนล่วงรู้ถึงการวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าทหารในกองทัพ สีหน้าของพวกเขาก็ดิ่งวูบลงทันที
"พวกเราต้องคิดหาหนทาง สั่งสอนชาวฮั่นเหล่านี้สักหน่อยแล้ว"
แม่ทัพนายหนึ่งกัดฟันกรอด และกล่าวกับเหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่
ในขณะนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองคนอื่นๆ ต่างก็เอ่ยสมทบ
"ต้องสั่งสอนชาวฮั่นเหล่านี้ให้จงได้"
"หากชาวฮั่นคนใดคิดจะหนีทหาร ก็ให้จับตัวมาสังหารทีละคน จำเป็นต้องเชือดไก่ให้ลิงดู"
ในขณะที่เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์และคนอื่นๆ กำลังปรึกษาหารือกันว่าจะลงโทษชาวฮั่นที่สมรู้ร่วมคิดและหวังจะหลบหนีอย่างไรดี
ทหารชาวฮั่นกลุ่มหนึ่ง ก็พากันวิ่งออกไปนอกค่าย เพื่อเตรียมตัวไปสวามิภักดิ์ต่อกองทัพโพกผ้าแดง
ท่ามกลางสภาพอากาศที่หิมะตกหนักเช่นนี้ หากต้องการจะมีชีวิตรอด ก็มีเพียงต้องไปพึ่งพิงกองทัพโพกผ้าแดงเท่านั้น จึงจะสามารถเอาชีวิตรอดต่อไปได้
มีคนรีบนำความไปรายงานเหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ทันที
"ใต้เท้า มีทหารฮั่นกลุ่มหนึ่งหลบหนีไปแล้ว เพื่อจะไปสวามิภักดิ์ต่อกองทัพโพกผ้าแดงขอรับ"
เหล่าแม่ทัพและทหารชาวมองโกลต่างก็รู้สึกโกรธแค้น
"รนหาที่ตายแท้ๆ หนีทหาร กฎอัยการศึกไม่ละเว้น สังหารโดยไม่มีข้อยกเว้น"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา
"ใต้เท้า แล้วตอนนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรดีขอรับ"
มีแม่ทัพรีบเอ่ยถาม
"พวกเรารีบเรียกตัวทหารม้ามารวมพล แล้วพุ่งเข้าไปสังหารกบฏเหล่านี้ให้สิ้นซาก"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์กล่าวอย่างเหี้ยมโหด
"รับคำสั่ง"
ภายนอกค่าย ทหารชาวฮั่นที่หลบหนีเหล่านั้น กำลังแกว่งแขนวิ่งสุดฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังค่ายกองทัพโพกผ้าแดง
ทันใดนั้น
เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้น ทหารม้ามองโกลกลุ่มใหญ่พุ่งทะยานออกมาจากค่าย เหยียบย่ำไปบนกองหิมะ และเริ่มไล่สังหารทหารชาวฮั่นที่กำลังหลบหนี
ชั่วพริบตาเดียว บนลานหิมะเบื้องหน้า ก็เต็มไปด้วยเสียงร้องคร่ำครวญและโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
ทหารชาวฮั่นถูกทหารม้ามองโกลสังหารล้มตายลงไปทีละคน
"อ๊าก"
"ช่วยด้วย"
"ช่วยด้วย"
ทหารชาวฮั่นเหล่านั้น เปล่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา
พยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งฝีเท้าของทหารม้ามองโกลเหล่านั้นได้เลย
"ท่านรองแม่ทัพ ทหารม้ามองโกลเหล่านั้นพุ่งเข้ามาสังหารแล้วขอรับ"
ทหารกองทัพอิสระนายหนึ่งรีบพุ่งเข้าไปในกระโจม แล้วตะโกนบอกจูฮั่น
เพียงไม่นาน จูฮั่นก็เห็นทหารม้ามองโกลหลายร้อยนาย แต่ละคนล้วนถืออาวุธอยู่ในมือ กำลังไล่สังหารทหารชาวฮั่นที่หลบหนีเหล่านั้น
"ฉางอวี้ชุน"
จูฮั่นตะโกนก้อง
"ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ"
ฉางอวี้ชุนรีบก้าวออกมาทันที
จูฮั่นชี้ไปยังทหารกองทัพหยวนที่ไล่ตามมา แล้วออกคำสั่งเสียงดัง "สังหารพวกต๋าจื่อเหล่านี้ให้ข้า"
"รับคำสั่งขอรับ"
ฉางอวี้ชุนตะโกนขานรับ
"ฆ่า"
ฉางอวี้ชุนตะโกนก้อง ชักดาบออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ทหารม้ามองโกลเหล่านั้นทันที
ส่วนทหารม้าชั้นยอดหลายร้อยนายภายใต้การนำของเขา ต่างก็พากันชักดาบและชูหอก พุ่งเข้าสังหารทหารม้ามองโกลเช่นกัน
"ฆ่า"
ฉางอวี้ชุนนำทหารม้าพุ่งทะยานเข้าสังหารทหารม้ามองโกล
ชั่วพริบตา ทหารม้าทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะและห้ำหั่นกัน
ทหารม้ามองโกลเหล่านั้นถูกฉางอวี้ชุนพุ่งทะลวงเข้าใส่อย่างหนักหน่วง จนตกเป็นรองในทันที
พวกเขาไม่กล้าสู้ยืดเยื้อ รีบวิ่งหนีเตลิดไปไกล ไม่มีเค้าความเย่อหยิ่งจองหองเหมือนเมื่อครู่อีกเลย ดูราวกับสุนัขจนตรอกก็ไม่ปาน
และในขณะนี้ ทหารชาวฮั่นที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ก็รู้ตัวแล้วว่าชีวิตน้อยๆ ของตนได้รับการปกป้องเอาไว้แล้ว
ฉางอวี้ชุนคุ้มกันพวกเขกลับไปยังค่ายกองทัพโพกผ้าแดง
จูฮั่นก็มาที่กระโจม เพื่อเยี่ยมเยียนทหารชาวฮั่นที่หลบหนีมาพึ่งพิงตน
หลังจากเอ่ยปลอบใจด้วยถ้อยคำอ่อนโยนแล้ว อาหารและข้าวร้อนๆ ก็ย่อมมีให้ไม่ขาดตกบกพร่อง
เมื่อทหารชาวฮั่นเหล่านี้หลบหนีได้สำเร็จ ทหารชาวฮั่นในกองทัพหยวนอีกจำนวนมาก ก็เริ่มเกิดความสั่นคลอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อจูฮั่นคิดแผนการหนึ่งขึ้นมาได้
เขาให้ทหารชาวฮั่นที่หลบหนีออกมาเหล่านี้ อาศัยความมืดในยามวิกาล ลอบเข้าไปใกล้ค่ายทหารกองทัพหยวน แล้วตะโกนสโลแกนเชิญชวนให้ยอมจำนนและรับผู้แปรพักตร์
หลังจากการกระทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง ทหารชาวฮั่นภายในค่ายกองทัพหยวน ก็ไม่อยากจะทนรับการกดขี่จากชาวมองโกลและคนเซ่อมู่อีกต่อไป
สองวันต่อมา ในยามพลบค่ำ
ภายในค่ายกองทัพหยวน
"ใต้เท้า แย่แล้วขอรับ"
ทหารคนสนิทกองทัพหยวนนายหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้าไปในกระโจมแม่ทัพ
"เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์เอ่ยถาม
"ทหารชาวฮั่นจำนวนมาก ตกลงกันแล้วว่าจะหนีไปเข้าร่วมกับพวกโจรโพกผ้าแดงขอรับ"
ทหารคนสนิทนายนั้นรายงานต่อเหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"อะไรนะ"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตกใจจนหน้าถอดสี
ทหารชาวฮั่นที่เป็นเพียงพลเมืองชั้นสามเหล่านี้ คิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ
"ใต้เท้า แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรดีขอรับ"
ทหารคนสนิทสอบถาม
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์รีบกล่าวทันที
"ระดมกำลังทหารจากทุกกองทัพ เพื่อเตรียมปราบปรามพวกกบฏ ทหารฮั่นคนใดที่ขัดขืนคำสั่ง ให้สังหารทิ้งโดยไม่มีข้อยกเว้น"
ทหารคนสนิทมีสีหน้าเคร่งขรึม รับคำสั่งแล้วจากไป
"ไม่รู้จักประมาณตน คิดว่าชาวมองโกลผู้ยิ่งใหญ่ของเรารังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ"
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์รู้สึกโกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง เขาเตรียมที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการปราบปรามการต่อต้านของทหารชาวฮั่นเหล่านี้
เมื่อกองทัพหยวนเริ่มระดมกำลังพล ทหารชาวฮั่นภายในค่ายก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
พวกเขาทุกคนต่างก็เริ่มจากความหวาดกลัว จากนั้นก็พากันวิ่งหนีแย่งชิงกันออกไปนอกค่าย
ยังมีทหารชาวฮั่นอีกหลายคนที่ไม่ยินยอม พวกเขาเริ่มสวมชุดเกราะ และเตรียมที่จะต่อสู้จนตัวตายกับชาวมองโกลและคนเซ่อมู่
"พวกคนทรยศ สมควรตาย"
ก่งปู้ปานยอดขุนพลอันดับหนึ่งแห่งกองทัพหยวนตะโกนก้อง และเริ่มควบม้าเหยียบย่ำทหารชาวฮั่นที่มารวมตัวก่อความวุ่นวาย
ชั่วขณะนั้น ภายในค่ายกองทัพหยวนก็เต็มไปด้วยเสียงร้องคร่ำครวญและโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ออกคำสั่งว่า ทหารชาวฮั่นทุกคนที่ออกจากกระโจม ล้วนถือเป็นกบฏทั้งสิ้น
ทหารม้ามองโกลทุกคนต่างก็ถูกปลุกสัญชาตญาณความดุร้ายขึ้นมา พวกเขาเริ่มเข่นฆ่าทหารชาวฮั่นเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งค่ายทหารก็ถูกสังหารจนเลือดไหลนองเป็นสายน้ำ
ทหารม้ามองโกลเหล่านั้นต่างก็เข่นฆ่าจนหน้ามืดตามัว
ทหารชาวฮั่นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ พยายามบุกฝ่าออกไปนอกค่าย และวิ่งหนีไปยังทิศทางของกองทัพโพกผ้าแดง
ค่ายทหารกองทัพหยวนที่เคยแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก พังทลายลงในพริบตา
ในช่วงที่ค่ายทหารกองทัพหยวนเกิดความวุ่นวายกันเองนั้น ก็ตรงกับช่วงพลบค่ำพอดี
แม้จูฮั่นและพี่ใหญ่จูหยวนจางจะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ทว่าก็เกรงว่าจะมีกลอุบายแอบแฝง จึงไม่กล้าฉวยโอกาสบุกโจมตี
หลังจากการปราบปรามผ่านไปอีกหนึ่งคืน ในที่สุดกองทัพหยวนก็สามารถควบคุมความวุ่นวายของทหารชาวฮั่นเอาไว้ได้
ทว่ากองทัพที่มีกำลังพลนับแสนนาย กลับต้องสูญเสียทหารชาวฮั่นไปหลายหมื่นนาย
พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยช่วงที่เกิดความวุ่นวายหลบหนีไป และไปสวามิภักดิ์ต่อกองทัพโพกผ้าแดงของจูฮั่น มีทหารฮั่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกชาวมองโกลจับกุมและสังหาร
ศีรษะของทหารชาวฮั่นเหล่านี้ ถูกกองทัพหยวนนำไปแขวนไว้บนกำแพงค่าย เพื่อข่มขวัญทหารชาวฮั่นภายในกองทัพ
ส่วนทหารชาวฮั่นที่ไปเข้าร่วมกับกองทัพโพกผ้าแดง เมื่อเห็นอดีตสหายร่วมรบถูกสังหาร ต่างก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดเสียง
หลายคนคุกเข่าลงตรงหน้าจูฮั่น ร้องขอให้ออกรบด้วยน้ำตานองหน้า
"ท่านแม่ทัพ สังหารพวกหมาต๋าจื่อเหล่านี้ให้หมด"
"แก้แค้นให้พี่น้องด้วยเถิด"
"ท่านแม่ทัพ มอบชุดเกราะและอาวุธให้พวกเรา เพื่อไปฆ่าพวกต๋าจื่อ"
เสียงร้องคร่ำครวญดังออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อจูฮั่นได้ยินเสียงร้องไห้เหล่านี้ ภายในใจของเขาก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
"ท่านแม่ทัพ ฆ่าพวกต๋าจื่อเสีย"
"ฆ่าพวกมันให้หมด"
"ฆ่า ฆ่าพวกมันให้หมด"
เหล่าทหารกองทัพอิสระต่างก็ส่งเสียงสนับสนุน
เมื่อจูฮั่นได้ยินเสียงของทหารชาวฮั่นเหล่านี้ เขาก็กัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นเช่นกัน
"พวกเจ้าวางใจเถิด ในครั้งนี้ข้าจะต้องทำให้พวกต๋าจื่อชดใช้ด้วยราคาที่แสนสาหัสให้จงได้"
"ข้าจะทำให้พวกมันชดใช้ด้วยเลือด"
จูฮั่นมีสีหน้าแน่วแน่ เขาก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปยังประตูค่าย
ทหารชาวฮั่นเหล่านั้นต่างก็กำหมัดแน่น และเดินตามหลังจูฮั่นไป ภายในดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้น
จูฮั่นและทหารชาวฮั่นเดินออกจากค่าย และมาถึงด้านนอก
"ฆ่าพวกหมาต๋าจื่อกลุ่มนี้ให้หมด"
เหล่าทหารกองทัพอิสระต่างก็ชูอาวุธในมือขึ้นสูง และส่งเสียงคำรามดังก้อง
จูฮั่นมองดูทหารกองทัพอิสระแต่ละนาย พวกเขาต่างก็มีท่าทีฮึกเหิมและกระปรี้กระเปร่า ราวกับถูกฉีดเลือดไก่ก็ไม่ปาน ทำให้เขารู้สึกชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าบัดนี้กองทัพหยวนได้ฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว การผลีผลามบุกโจมตีย่อมไม่เป็นผลดีต่อกองทัพอิสระ
จูฮั่นใช้นิ้วชี้ไปข้างหน้า และตะโกนเสียงดัง
"หากพวกเจ้าอยากจะแก้แค้น ก็จงฟังคำสั่งข้า"
"ขุดสนามเพลาะและหลุมพรางให้ดี กักขังพวกหมาต๋าจื่อเหล่านี้ให้ตายอยู่ข้างใน"
ทหารกองทัพอิสระเหล่านั้นต่างก็พยักหน้ารับคำ
"รับทราบ"
กองทัพหยวนเกิดความวุ่นวายภายใน กองทัพโพกผ้าแดงได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเอาไว้แล้ว
สามารถปล่อยให้พวกมันค่อยๆ ตายไปอย่างช้าๆ ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปเสี่ยงชีวิต
กองทัพหยวนทั้งสองสายในหวยหนานและเจียงเป่ย เผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กองทัพหยวนของถัวถัว ปิดล้อมจางสื้อเฉิงเอาไว้ในเมืองเกาโหยวอย่างแน่นหนา
ส่วนกองทัพหยวนของเหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ กลับถูกจูฮั่นและจูหยวนจางปิดล้อมเอาไว้ในแม่น้ำอู่หลงอย่างแน่นหนาเช่นกัน
หากฝ่ายใดได้รับชัยชนะก่อน ก็จะสามารถไปช่วยเหลืออีกฝ่ายหนึ่งได้
ทว่า
เมื่อความเหน็บหนาวปกคลุมไปทั่ว และหิมะก็ตกลงมาอย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้สงครามทั้งหมดต้องหยุดชะงักลง
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกอยู่ในสภาวะการเผชิญหน้าที่ต้องสูญเสียเสบียงอาหารไปอย่างเปล่าประโยชน์
บนดินแดนเจียงเป่ยแห่งนี้ เสบียงอาหารของกองทัพหยวนและกองทัพโพกผ้าแดง มีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน
หากฝ่ายใดสูญเสียเสบียงอาหารไปจนหมดก่อน และไม่สามารถนำมาหล่อเลี้ยงกองทัพของตนได้ นั่นก็หมายความว่าฝ่ายนั้นจะต้องพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กองทัพทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน
ทว่ากองทัพหยวนที่อยู่นอกเมืองเกาโหยว เมื่อทราบว่าจูหยวนจางและกองทัพหยวนของเหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์กำลังเผชิญหน้ากัน ถัวถัวก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
"ฮ่าๆ ยอดเยี่ยมมาก"
"กองกำลังสามสี่หมื่นนายของจูหยวนจาง ถูกกองทัพหนึ่งแสนนายของเหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรึงกำลังเอาไว้ แน่นอนว่าต้องไม่สามารถมาช่วยเหลือเมืองเกาโหยวได้อย่างแน่นอน"
ถัวถัวมองดูรายงานการรบ แม้จะมีอุปสรรคเล็กน้อย
ทว่ากองทัพหยวนหนึ่งแสนนาย เผชิญหน้ากับทหารกบฏเพียงสามหมื่นนาย
นั่นก็ถือว่าชนะใสๆ แล้วมิใช่หรือ
นี่แหละที่เรียกว่าความได้เปรียบอยู่ที่ข้าอย่างแท้จริง
"ความได้เปรียบอยู่ที่พวกเรา ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ให้ทุกกองทัพตั้งรับอย่างมั่นคง ห้ามผลีผลามทำสิ่งใดโดยพลการเด็ดขาด"
ถัวถัวคิดว่า ที่เมืองเกาโหยวแห่งนี้ เขาสามารถควบคุมจางสื้อเฉิงเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัดแล้ว ส่วนที่เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ ก็สามารถควบคุมจูหยวนจางเอาไว้ได้เช่นกัน
สองพี่น้องของพวกเขา การปราบปรามหวยหนาน และฟื้นฟูเจียงเจ้อซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความมั่งคั่ง ผลงานอันยิ่งใหญ่สะท้านฟ้า กำลังจะสำเร็จลุล่วงแล้ว
ส่วนตัวเขาเอง ก็ต้องการจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างสถานะของตนในราชสำนักให้มั่นคงยิ่งขึ้น
เป้าหมายของเขาในตอนนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เมืองเกาโหยวเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว
นี่คือความมักใหญ่ใฝ่สูงที่อยู่ในใจของถัวถัวมาโดยตลอด
ในช่วงเวลานี้ เขาก็กำลังวางแผนอยู่เช่นกัน
เป้าหมายของเขา ก็คือการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จแห่งต้าหยวน เพื่อให้ต้าหยวนอันยิ่งใหญ่ สามารถปัดเป่าความเสื่อมโทรม และกลับมาเจริญรุ่งเรืองได้อีกครั้ง
เริ่มจากการกำจัดพวกโจรโพกผ้าแดงให้สิ้นซาก จากนั้นก็กลับไปที่เมืองต้าตู เพื่อกำจัดขุนนางกังฉินและพวกประจบสอพลอ เพื่อให้ต้าหยวนกลับมามีความสงบสุขและร่มเย็นอีกครั้ง
ทว่า ถัวถัวที่กำลังพึงพอใจในตนเอง กลับไม่คาดคิดเลยว่า เป้าหมายนี้ของเขาดูเหมือนจะยากที่จะบรรลุผลสำเร็จแล้ว
และเมืองเกาโหยวเล็กๆ แห่งนี้ ก็กำลังจะกลายเป็นสุสานของถัวถัวในไม่ช้า
เมืองหลวงต้าตูแห่งราชวงศ์หยวน
ฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์แห่งมองโกลกำลังทอดพระเนตรรายงานการรบ
"ฝ่าบาท ต๋าลู่ฮวาชื่อแห่งมณฑลเหอหนานนามว่าฉาฮั่นเถี่ยมู่เอ๋อร์ นำทัพเอาชนะพวกโจรโพกผ้าแดงได้อย่างราบคาบ และปกป้องเมืองเปี้ยนเหลียงเอาไว้ได้ ไม่ทราบว่าจะพระราชทานรางวัลอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ"
อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาฮาหม่ากราบทูลถาม
"ฉาฮั่นผู้นี้ เรารู้สึกว่าจะได้รับการเสนอชื่อจากถัวถัวใช่หรือไม่"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรัส
"ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"
ฮาหม่ากราบทูล
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงมีพระพักตร์ไม่พอพระทัยในทันที
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ถัวถัวได้นำทัพปิดล้อมเมืองเกาโหยวเอาไว้อย่างแน่นหนา ทว่ากลับไม่ยอมเปิดฉากโจมตีในทันที เอาแต่เรียกร้องเบี้ยหวัดและเสบียงอาหารจากราชสำนักทุกวัน
ราชสำนักมองโกลที่สูญเสียดินแดนเจียงหนานซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งความมั่งคั่งไปนานแล้ว แทบจะจำนำกางเกง เพื่อช่วยรวบรวมเสบียงอาหารให้ถัวถัวจนครบ
เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายทางการทหาร ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ผู้ลุ่มหลงในกาม ถึงกับทรงสั่งปลดนางรำและนักดนตรีภายในวังหลวงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แม้แต่เครื่องถวายแก่นักบวชแห่งภูมิภาคตะวันตก ก็ยังลดน้อยลงไปอย่างมาก
บัดนี้ เมื่อถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ได้ยินชื่อของถัวถัว ภายในพระทัยก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
ถัวถัวผู้นี้ ช่างกำเริบเสิบสานเสียจริง กุมอำนาจสั่งการกองทัพนับล้านนาย มิเพียงแต่จะไม่รีบเผด็จศึกโดยเร็ว ทว่ากลับเอาแต่ผลาญเสบียงอาหารและเงินทองของราชสำนักอย่างเปล่าประโยชน์
นี่มันมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเลี้ยงโจรเพื่อหวังผลชัดๆ
ทว่า ในเวลานี้เอง ฎีกาฉบับหนึ่ง กลับทำให้พระองค์รู้สึกรำคาญพระทัยขึ้นมาเล็กน้อย
"ฝ่าบาท ข่าวสารจากเมืองเกาโหยว ถูกส่งกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่ารีบก้าวไปข้างหน้า และกราบทูลด้วยความเคารพ
"อัครมหาเสนาบดีถัวถัวทูลว่า กองทัพกบฏเมืองเกาโหยวแข็งแกร่งผิดปกติ จำเป็นต้องขอให้ราชสำนักจัดสรรเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมให้อีกสามเดือนพ่ะย่ะค่ะ"
"อะไรนะ"
ฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์แห่งต้าหยวนทรงกริ้วขึ้นมาในทันที
"ถัวถัวผู้นี้ ช่างเป็นคนงี่เง่าไร้ความสามารถเสียจริง"
"กองทัพนับล้านนาย ไม่ยอมรีบเผด็จศึกโดยเร็ว กลับจะไปประลองกำลังด้วยเสบียงอาหารกับพวกโจร หากจะกักขังพวกโจรให้อดตาย จะต้องใช้ถัวถัวไปทำไมกัน ให้แม่ทัพคนใดไปทำก็ได้"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรัสด้วยความกริ้ว
ฮาหม่าซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองของถัวถัว เมื่อเห็นเช่นนั้น ภายในใจก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
"ฝ่าบาท กระหม่อมก็รู้สึกว่า อัครมหาเสนาบดีถัวถัวมีบางอย่างผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่ากราบทูล
"ผิดปกติตรงไหน"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรัสถาม
ทว่าฮาหม่ากลับเงียบไป มีสีหน้าลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ก็ทรงไม่พอพระทัยในทันที
"ฮาหม่า"
"กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าคิดจะก่อกบฏหรืออย่างไร ให้เจ้าพูด เหตุใดจึงไม่พูด"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก
ฮาหม่ารีบคุกเข่าลงบนพื้น "ฝ่าบาท มิใช่กระหม่อมไม่อยากกราบทูล ทว่าข่าวลือในตลาดนั้น มันช่างเหลวไหลสิ้นดีพ่ะย่ะค่ะ"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงขมวดพระขนง "เราสั่งให้เจ้าพูด"
"กระหม่อมรับด้วยเกล้า ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินข่าวลือในตลาด ว่ากันว่าอัครมหาเสนาบดีถัวถัวกุมอำนาจกองทัพนับล้านนาย ทว่ากลับไม่ต้องการเผด็จศึกโดยเร็ว เป็นเพราะ..."
ฮาหม่ากราบทูลอย่างอ้ำอึ้ง
"เพราะอะไร รีบพูดมา"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงตวาดลั่น
"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ยินมาจากชาวบ้าน ว่าอัครมหาเสนาบดีถัวถัวจับมือเป็นพันธมิตรกับพวกกบฏเมืองเกาโหยว หมายจะรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวพ่ะย่ะค่ะ"
"อีกทั้ง จางสื้อเฉิงผู้ก่อกบฏผู้นี้ ก็ยังติดต่อกับถัวถัว พวกเขาร่วมมือกันเพื่อยึดครองเจียงเจ้อพ่ะย่ะค่ะ"
"อัครมหาเสนาบดีถัวถัว เตรียมการยึดครองเมืองเกาโหยว จากนั้นก็จะยึดครองเจียงหวย เพื่อเป็นแผนการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่าก้มหน้าลง และกราบทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เพล้ง
ถ้วยชาใบหนึ่งถูกปาลงบนพื้นอย่างแรง
ฮาหม่าคุกเข่าอยู่บนพื้น แต่ก็ไม่กล้าหลบเลี่ยง
"เหลวไหล ไร้สาระสิ้นดี"
เห็นได้ชัดว่า ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ไม่ทรงเชื่อข่าวลือเรื่องที่ถัวถัวสมรู้ร่วมคิดกับผู้ก่อกบฏอย่างจางสื้อเฉิงเลยแม้แต่น้อย
ทว่า สิ่งนี้ไม่สำคัญ ฮาหม่ายังมีแผนสำรองเตรียมไว้
"ฝ่าบาททรงพระปรีชา กระหม่อมก็รู้สึกว่า ข่าวลือนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี เป็นเพียงเรื่องที่พวกคนโง่เขลาแต่งขึ้นมาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่ากราบทูลประจบสอพลอ
จากนั้น ฮาหม่าก็กราบทูลต่อ
"ทว่า กระหม่อมยังได้ยินข่าวลืออีกเรื่องหนึ่งด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงสงสัยพระทัย "ข่าวลืออีกเรื่องหนึ่ง เรื่องอันใด"
"ทูลฝ่าบาท เป็นเรื่องเกี่ยวกับอัครมหาเสนาบดีถัวถัวเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ ทว่าช่างเหลวไหลยิ่งกว่าเดิม กระหม่อมมิกล้ากราบทูลพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่าทำท่าทีเหมือนพวกคนพาลที่น่าโดนทุบตี
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงโบกพระหัตถ์ "เราสั่งให้เจ้าพูด ยกเว้นโทษให้เจ้าทุกประการ"
"กระหม่อมรับด้วยเกล้า ฝ่าบาท กระหม่อมได้ยินพวกเขาพูดกันว่า อัครมหาเสนาบดีถัวถัวกุมอำนาจกองทัพนับล้านนาย ที่ไม่ยอมเผด็จศึกโดยเร็ว ก็เพราะต้องการให้คนทั่วหล้าได้รับรู้ว่า มีเพียงถัวถัวผู้นี้เท่านั้นที่สามารถปราบปรามกบฏได้ หากไร้ซึ่งถัวถัว ต้าหยวนก็จะไม่มีความมั่นคง เขาหมายจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก ประหนึ่ง..."
ฮาหม่าเริ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง
"ประหนึ่งอะไร"
พระพักตร์ของถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์เริ่มดูไม่ได้แล้ว
ฮาหม่ารีบคุกเข่าลง จากนั้นจึงกราบทูลว่า "ประหนึ่งปั๋วเหยียนในอดีตพ่ะย่ะค่ะ"
เงียบสงัด
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ภายในท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ไม่มีเสียงใดๆ ดังขึ้นมาอีกเลย
ฮาหม่าลอบช้อนตามองขึ้นไป
เห็นเพียงฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์แห่งต้าหยวนมีพระพักตร์ซีดเผือด ราวกับทรงนึกถึงความทรงจำที่เลวร้ายบางอย่างขึ้นมาได้
ปั๋วเหยียน คือขุนนางผู้ทรงอำนาจแห่งยุค ที่คอยสนับสนุนถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ให้ขึ้นครองราชย์ เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่กำเริบเสิบสานอย่างแท้จริง เขาสามารถลากตัวฮองเฮาออกไปประหารชีวิตต่อหน้าฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์แห่งต้าหยวนได้อย่างโหดเหี้ยม
ดังนั้น ต่อให้ปั๋วเหยียนจะสิ้นใจไปหลายปีแล้ว ทว่าทันทีที่ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ได้ยินชื่อนี้ ก็ยังทรงปวดพระเศียร และหวาดกลัวจนตัวสั่น
"ฝ่าบาท กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมพูดจาเหลวไหลไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่ากราบทูลเสียงเบา
ใครจะไปรู้ว่า ไม่มีพายุแห่งความกริ้วดั่งที่จินตนาการไว้ ทว่ากลับมีถ้อยคำอันเยือกเย็นดังมา
"ไม่ เจ้าไม่ผิด ที่เจ้าพูดมามีเหตุผลมาก"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตรัส
เมื่อฮาหม่าได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
เขารู้ดีว่า แผนการยุแยงถัวถัวของเขา ถือว่าสำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว
การเชื่อมโยงถัวถัวเข้ากับปั๋วเหยียนซึ่งเป็นฝันร้ายของฮ่องเต้ ก็สามารถทำให้เกิดรอยร้าวในความไว้วางใจระหว่างกษัตริย์และขุนนางได้แล้ว
"ฝ่าบาท กระหม่อมก็เพียงแค่ได้ยินผู้อื่นพูดมาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่ารีบแสร้งทำเป็นบริสุทธิ์ใจอีกครั้ง
ทว่า ในเวลานี้ใครจะเป็นคนพูด ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
ฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์แห่งต้าหยวนทรงครุ่นคิดอยู่นาน ยิ่งทรงคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล
"ถัวถัวกุมอำนาจกองทัพนับล้านนาย หากปล่อยเวลาผ่านไป คงจะน่ากลัวยิ่งกว่าปั๋วเหยียนเสียอีก"
"ในปีนั้นปั๋วเหยียน เป็นเพียงอัครมหาเสนาบดี ไม่ได้กุมอำนาจกองทัพ ก็ยังทำให้เราเหงื่อตกได้ทุกวัน หากถัวถัวคิดจะก่อกบฏ จะมีผู้ใดสามารถขัดขวางได้อีก"
"ถัวถัวกุมอำนาจกองทัพ เหย่เซียนเถี่ยมู่เอ๋อร์ผู้เป็นน้องชายก็กุมอำนาจกองทัพ ฉาฮั่นเถี่ยมู่เอ๋อร์ผู้มีความดีความชอบในการปราบกบฏที่เหอหนาน ก็ได้รับการเสนอชื่อและเลื่อนขั้นจากถัวถัว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ขุนพลและทหารชั้นยอดของต้าหยวน ก็คงจะรู้จักเพียงอัครมหาเสนาบดีถัวถัว ไม่รู้จักเราผู้เป็นสายเลือดทองคำของเจงกิสข่านอีกต่อไปแล้ว"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ยิ่งทรงคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าถัวถัวมีใจตีตัวออกห่างแล้ว
"ฮาหม่า เจ้าคิดว่ามีวิธีใด ที่สามารถทำให้ถัวถัว..."
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรัสไปได้ครึ่งทาง ก็ทรงหยุดชะงักไป
อย่างไรเสีย บัดนี้ถัวถัวก็ยังคงเป็นขุนนางผู้ภักดีของต้าหยวน กำลังต่อสู้อย่างกล้าหาญอยู่ที่แนวหน้า คำพูดบางคำก็ไม่อาจตรัสออกไปตรงๆ ได้
ฮาหม่าคือพยาธิในท้องของถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ แน่นอนว่าเขาย่อมเข้าใจในทันที
"ฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกว่า สามารถปลดถัวถัวออกจากอำนาจทหารก่อน มอบอำนาจทหารแนวหน้าให้แก่แม่ทัพที่ไว้ใจได้ จากนั้นก็เรียกตัวถัวถัวกลับมาสำนึกผิด เมื่อตรวจสอบความจริงกระจ่างแล้ว ค่อยตัดสินใจอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่ากราบทูล
ขอเพียงแค่ทำให้ถัวถัวลงจากตำแหน่งได้ ก็ไม่ต้องมีการตรวจสอบความจริงอีกต่อไป ไม่ว่าจะตรวจสอบอย่างไร ฮาหม่าก็มั่นใจว่าจะทำให้ถัวถัวมีความผิดมหันต์ และมีโทษถึงตายได้อย่างแน่นอน
"เปลี่ยนแม่ทัพกลางศึกงั้นหรือ"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ยังคงทรงรู้สึกว่าไม่เหมาะสม
"ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
ฮาหม่าไม่เร่งเร้า เพียงแค่ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
เมื่อกลับมาถึงวังหลัง ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ผู้เป็นฮ่องเต้ที่ลุ่มหลงในการเล่นสนุก กลับไม่มีอารมณ์ที่จะไปเล่นสนุกเลยแม้แต่น้อย
พระองค์ยังคงทรงครุ่นคิดอย่างหนัก ว่าจะกำจัด 'ขุนนางผู้ทรงอำนาจ' อย่างถัวถัวซึ่งเป็นภัยคุกคามนี้ได้อย่างไร
ส่วนฉีฮองเฮาซึ่งเป็นที่โปรดปรานที่สุดของถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ เมื่อเห็นพระองค์มีพระพักตร์กลัดกลุ้ม ก็ทรงเอ่ยถามขึ้นมา
หลังจากถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์เล่าให้ฟัง ฉีฮองเฮาก็ทรงมีแผนการในพระทัยทันที
"ฝ่าบาท สองพี่น้องถัวถัวกุมอำนาจกองทัพนับล้านนาย หากก่อกบฏขึ้นมา จะมีผู้ใดสามารถถ่วงดุลอำนาจพวกเขาได้หรือไม่เพคะ"
ฉีฮองเฮาทรงเอ่ยถาม
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่มีผู้ใดสามารถถ่วงดุลอำนาจได้จริงๆ
อย่าว่าแต่จะถ่วงดุลอำนาจเลย บรรดาผิงจางและชานเจิ้งตามมณฑลต่างๆ ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับถัวถัวทั้งสิ้น
"ดังนั้น หากถัวถัวก่อกบฏและบีบบังคับพระองค์ ฝ่าบาทก็คงจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆ แล้วเพคะ"
ฉีฮองเฮากราบทูล
คำพูดเหล่านี้ ทำให้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงตัดสินพระทัยได้อย่างแน่วแน่ในทันที ว่าจะต้องโค่นล้มอำนาจของถัวถัวลงให้จงได้
ทว่า หากกำจัดถัวถัวไปแล้ว กองทัพนับล้านนายที่แนวหน้า จะมอบให้ผู้ใดเป็นผู้บัญชาการเล่า
"ในใต้หล้านี้ นอกจากฝ่าบาทแล้ว ยังจะมีผู้ใดมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะบัญชาการกองทัพนับล้านนายอีกหรือเพคะ"
จู่ๆ ฉีฮองเฮาก็ทรงกล่าวขึ้น
เมื่อถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น ก็ทรงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
"อะไรนะ ความหมายของเจ้าก็คือ ให้เราเป็นคนไปอย่างนั้นหรือ"
ฉีฮองเฮาทรงพยักหน้าและกราบทูลว่า "ฝ่าบาททรงมีพระปรีชาสามารถดั่งสวรรค์ประทาน มีพระปรีชาสามารถทางการทหารเทียบเท่าไท่จู่เจงกิสข่าน มีพระปรีชาสามารถทางการปกครองเทียบเท่าซื่อจู่ฮ่องเต้ การกำจัดขุนนางกังฉิน ฟื้นฟูกฎหมายของต้าหยวน และกุมอำนาจกองทัพนับแสนนาย ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเพคะ"
ฉีฮองเฮาทรงมีพื้นเพมาจากหญิงสาวที่แคว้นโครยอส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการ ทรงมีความเชี่ยวชาญในการสังเกตสีหน้าท่าทาง และประจบเอาใจพระสวามีเป็นที่สุด
คำพูดประจบสอพลอของพระนาง แม้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์จะทรงทราบดีว่ามีส่วนที่ยกยออยู่บ้าง ทว่าก็ทรงยินดีปรีดาจนแทบจะลืมเลือนตัวตนไปแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่ากำจัดขุนนางกังฉิน ยิ่งเป็นผลงานที่ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงภาคภูมิพระทัยมาโดยตลอด
"เจ้าคิดว่าเราสามารถกุมอำนาจกองทัพนับล้านนายได้จริงๆ หรือ"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรัสถามด้วยความยินดี
ฉีฮองเฮาทรงพยักหน้าอย่างจริงจัง "ฝ่าบาทคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดในใต้หล้า เพียงแค่ทรงบัญชาการแม่ทัพนำทัพให้ดี ก็ย่อมสามารถบัญชาการกองทัพนับล้านนายได้อย่างแน่นอนเพคะ"
การที่พระนางทรงพยายามประจบสอพลออย่างเต็มที่ ทำให้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงเริ่มหวั่นไหวแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามรายงานการรบที่ถัวถัวส่งกลับมา ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าโจรแห่งเมืองฉูโจวอย่างจูหยวนจาง หรือหัวหน้าโจรแห่งเมืองเกาโหยวอย่างจางสื้อเฉิง ล้วนตกเป็นตะพาบในไห และหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว
พวกเขามิเพียงแต่จะเสียเปรียบด้านกำลังพลเท่านั้น แม้แต่เสบียงอาหารก็ยังขาดแคลนอย่างหนัก
ฮ่องเต้ต้าหยวนอย่างถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ หากเสด็จนำทัพไปปราบด้วยพระองค์เอง ก็คงจะได้ผลงานอันยิ่งใหญ่มาครอบครองอย่างง่ายดาย
"ถัวถัว เจ้าคิดจะอาศัยผลงานทางการทหารเพื่อกุมอำนาจ เราก็จะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าอีกต่อไปแล้ว"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงคิดด้วยความพึงพอพระทัย
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงมีพระประสงค์ไปแล้วเจ็ดแปดส่วน ฉีฮองเฮาก็ทรงยินดีปรีดาอยู่ในพระทัยเช่นกัน
สาเหตุที่ฉีฮองเฮาทรงยุยงให้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์เสด็จนำทัพไปปราบด้วยพระองค์เอง ก็เป็นเพราะพระนางทรงรู้จักพระสวามีของพระองค์เป็นอย่างดี
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ทรงลุ่มหลงในความสุขสบาย ทรงทำสิ่งใดก็ไม่มีความอดทน
หากเสด็จไปปราบเมืองเกาโหยว เมื่อปราบปรามหวยตงได้แล้ว ฉีฮองเฮาก็สามารถอาศัยเล่ห์เหลี่ยม ซื้อใจกองทัพของราชสำนักมาเป็นของพระองค์เอง จากนั้นก็จะส่งคนสนิทไปกุมอำนาจการค้าเกลือที่หวยตง
มือหนึ่งกุมเงินทอง อีกมือหนึ่งกุมอำนาจ
ฉีฮองเฮาก็จะสามารถสนับสนุนอ้ายโหยวผู้เป็นพระโอรสของพระนางให้ขึ้นครองตำแหน่งรัชทายาทได้สำเร็จ
เป็นไปตามคาด
เรื่องราวเป็นไปตามที่ฉีฮองเฮาทรงหวังไว้ทุกประการ
ฮ่องเต้ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์แห่งต้าหยวนทรงเลือกวันเสด็จออกว่าราชการ และประกาศการตัดสินพระทัยที่จะเสด็จนำทัพไปปราบด้วยพระองค์เอง
ชั่วขณะนั้น บรรดาขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างก็ตกใจเป็นอย่างมาก
"ฝ่าบาท โปรดไตร่ตรองให้รอบคอบด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"สงครามล้วนเต็มไปด้วยอันตราย ฝ่าบาทไม่ควรเสี่ยงอันตรายอย่างง่ายดายเช่นนี้นะพ่ะย่ะค่ะ"
"ฝ่าบาททรงเป็นถึงโอรสสวรรค์ ไม่ควรเสด็จไปปราบด้วยพระองค์เองเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ"
บรรดาพระราชวงศ์และพระประยูรญาติ ต่างก็รีบคุกเข่าและกราบทูลทัดทานทันที
มีเพียงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาฮาหม่าและพรรคพวกที่สนับสนุนอย่างเต็มที่ การที่ฮ่องเต้เสด็จนำทัพไปปราบด้วยพระองค์เอง ก็หมายความว่าถัวถัวจะต้องถูกยึดอำนาจ
"บัดนี้แผ่นดินไม่สงบสุข พวกโจรออกปล้นชิง เรามิอาจทนประทับอยู่ที่เมืองหลวงได้อีกต่อไป จำเป็นต้องไปให้กำลังใจเหล่าทหารหาญ เพื่อให้พวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันกวาดล้างพวกโจรให้สิ้นซาก"
ถัวฮวนเถี่ยมู่เอ๋อร์ตรัสขัดจังหวะการทัดทานและการโต้เถียงของเหล่าขุนนาง
[จบแล้ว]