- หน้าแรก
- ยอดระบบเส้าหลิน ผิดศีลแล้วไร้พ่าย!
- ระบบผิดศีล 029 สิบสองเส้นลมปราณหลัก แปดเส้นลมปราณมหัศจรรย์
ระบบผิดศีล 029 สิบสองเส้นลมปราณหลัก แปดเส้นลมปราณมหัศจรรย์
ระบบผิดศีล 029 สิบสองเส้นลมปราณหลัก แปดเส้นลมปราณมหัศจรรย์
ระบบผิดศีล 029 สิบสองเส้นลมปราณหลัก แปดเส้นลมปราณมหัศจรรย์
โจเจิ้งฉุน ผู้บัญชาการสำนักบูรพา ศึกษาค้นคว้าวรยุทธ์ระดับสะท้านภพ 《ปราณดวงดาวสวรรค์》 มาถึงห้าสิบปี!
ต่อให้เป็นแม่ชีมิกจ้อ ประมุขสำนักง้อไบ๊มาเยือนด้วยตนเอง ก็ยังต้องหลีกทางให้ชั่วคราว
ทว่ายอดฝีมือชั้นแนวหน้าอย่างแท้จริง ผู้ทำลายขีดจำกัดของระดับไร้ลักษณ์ผู้นี้ กลับถูกคงฮุ่ยปั่นหัวเล่นด้วยมือเพียงข้างเดียว
การได้รับการชี้แนะวิทยายุทธ์จากยอดคนหาตัวจับยากเช่นนี้ มีหรือที่ตบะจะไม่ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด?
ต่อให้เอี้ยงซาเนี้ยจะเป็นคนหน้าบางเพียงใด ก็ยังต้องคว้าโอกาสที่พันปีจะมีสักหนนี้เอาไว้ให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนหน้าหนาอย่างตั้งมิกอยู่ด้วย ตลอดทางเขาเอาแต่เอ่ยชมคงฮุ่ยว่ามีรูปร่างกำยำล่ำสันเปี่ยมไปด้วยบารมีไร้ขอบเขต ทั้งยังเยินยอว่าคงฮุ่ยมีเครื่องหน้าคมคายชัดเจน บุคลิกสง่างามไม่ธรรมดา
เอี้ยงซาเนี้ยแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
เนื้อบนใบหน้าของคงฮุ่ยกองรวมกันจนแทบจะมองเครื่องหน้าไม่ชัดอยู่แล้ว เช่นนี้ยังเรียกว่าคมคายชัดเจนอีกหรือ?
ในตอนแรกท่าทีของคงฮุ่ยยังค่อนข้างขอไปทีอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเข้าเมืองมาแล้ว ตั้งมิกได้หาร้านอาหารและเปิดห้องส่วนตัว พร้อมกับสั่งอาหารเลิศรสมาเต็มโต๊ะ คงฮุ่ยก็ยิ้มกว้างจนแทบจะหุบปากไม่ลง
เมื่อมองดูใบหน้าของคงฮุ่ยที่แทบจะจุ่มลงไปในหม้อน้ำแกง เอี้ยงซาเนี้ยก็ถึงกับตกตะลึง
“ไต้ซือ วัดเส้าหลินในตอนนี้ไม่ละเว้นเนื้อสัตว์แล้วหรือเจ้าคะ?”
“ผู้ใดกล่าวกัน? ศีลแปดของวัดเส้าหลิน ถือเป็นกฎระเบียบและข้อห้ามที่สำคัญที่สุด!”
คงฮุ่ยอธิบายด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ทว่าอาตมามีวิชาพุทธล้ำลึก เนื้อสัตว์ที่ตกถึงท้องของอาตมา ย่อมได้รับการชำระล้างความอาฆาตแค้น ให้ไปผุดไปเกิดโดยเร็ว อาตมากำลังทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณอยู่นะ!”
กล่าวจบ คงฮุ่ยก็กระดกสุราสองเหลี่ยงเข้าปากอึกใหญ่
เอี้ยงซาเนี้ย “เช่นนั้นสุราเล่าเจ้าคะ...”
คงฮุ่ยกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจังว่า
“สุราหมักมาจากธัญพืช ต้นไม้แห้งเหี่ยว ดอกไม้ร่วงโรย ล้วนเป็นชีวิตทั้งสิ้น! ย่อมสามารถปลดปล่อยวิญญาณได้เช่นกัน!”
คำพูดของคงฮุ่ยทำเอาเอี้ยงซาเนี้ยถึงกับพูดไม่ออก
จู่ ๆ นางก็ค้นพบว่า คงฮุ่ยในบางมุม ก็มีความคล้ายคลึงกับตั้งมิกยิ่งนัก!
อย่างเช่นความหน้าหนา!
ตั้งมิกเพิ่งจะรินสุราให้คงฮุ่ย คงฮุ่ยก็โบกมือปฏิเสธพลางกล่าวว่า
“พอแล้ว ๆ สามเณรน้อย อาตมารู้ความในใจของเจ้า ไม่ใช่ว่าอยากให้อาตมาชี้แนะสักหน่อยหรอกหรือ?”
ตั้งมิกตอบกลับอย่างซื่อสัตย์ว่า
“ไต้ซือกล่าวได้แทงใจดำยิ่งนักขอรับ!”
คงฮุ่ยพิงพนักเก้าอี้ บิดขี้เกียจคราหนึ่ง
กร๊อบ!
เก้าอี้ทนรับน้ำหนักไม่ไหว ถูกคงฮุ่ยทับจนพังทลาย
ทว่าแม้เก้าอี้จะพังลง คงฮุ่ยกลับยังคงนั่งไขว่ห้าง นิ่งสนิทไม่ไหวติง
ต้องรู้ไว้ว่า ในตอนนี้คงฮุ่ยอยู่ในท่ากึ่งนอน ทั่วทั้งร่างแทบจะไม่มีจุดรองรับน้ำหนักที่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อย!
ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยมีสภาพไม่ต่างอันใดกับยายหลิวเข้าสวนต้ากวน ต่างพากันเบิกตาอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
“พวกเจ้าทั้งสอง วันนี้เป็นถึงเทศกาลชีซี หนึ่งปีมีเพียงหนเดียว จะมานั่งเป็นเพื่อนคนแก่อย่างข้าอยู่ที่นี่ทำไมกัน?”
คงฮุ่ยกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า
“ไสหัวไปให้พ้น ไปเปิดหูเปิดตาดูความงดงามของโลกโลกีย์เสียบ้าง สามเณรน้อย จำไว้ว่าต้องจองห้องพักให้อาตมาด้วย พรุ่งนี้เช้าอาตมาจะฝึกพวกเจ้าทั้งสองเอง!”
ตั้งมิก “ขอบพระคุณไต้ซือขอรับ!”
“กินของเจ้าไปตั้งมากมาย ถือเสียว่าตอบแทนน้ำใจของเจ้าก็แล้วกัน ไป ๆ ๆ !”
หลังจากที่ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยจากไปแล้ว คงฮุ่ยก็ยืดตัวขึ้น เดินไปที่ริมหน้าต่าง
โคมลอยที่ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า สาดส่องค่ำคืนให้สว่างไสว แม้แต่จันทร์เพ็ญดวงนั้น ก็ยังมิอาจเทียบเคียงความสว่างไสวของมันได้
“ง้วยเซียง หากเจ้ายังอยู่ คืนนี้เจ้าก็คงจะจุดโคมลอยให้ข้าเช่นกันกระมัง...”
วันรุ่งขึ้น ยามเที่ยงวัน
ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยยืนอยู่หน้าห้องพักของร้านอาหาร
เอี้ยงซาเนี้ยนวดขาที่เริ่มปวดเมื่อยของตนเอง
“เจ้าพระลามก ศิษย์วัดเส้าหลินอย่างพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าต้องตื่นตั้งแต่ยามสี่ทุกวันหรอกหรือ? เหตุใดไต้ซือคงฮุ่ยถึงยังนอนอยู่อีกเล่า?”
ตั้งมิกกล่าวอย่างหงุดหงิดใจว่า
“เลิกเรียกข้าว่าพระลามกได้หรือไม่? ข้าลามกตรงที่ใดกัน? เมื่อคืนตอนที่เจ้าพิงไหล่ข้า ข้าก็ไม่ได้ล่วงเกินเจ้าเสียหน่อย”
ใบหน้าของเอี้ยงซาเนี้ยพลันแดงก่ำขึ้นมาในทันที
“เจ้ายังจะพูดอีก ยังจะพูดอีก! หากไม่ใช่เพราะเจ้าบอกว่าจะรอดูแสงแรกของยามเช้า ข้าจะหลับไปได้อย่างไร? ไหล่ของเจ้าช่างแข็งนัก ตอนนี้หัวข้ายังเจ็บอยู่เลย!”
ขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอยู่ ประตูห้องก็เปิดออก ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยรีบกล่าวอย่างนอบน้อมในทันทีว่า
“คารวะไต้ซือคงฮุ่ยขอรับ/เจ้าค่ะ”
“อืม”
ไต้ซือคงฮุ่ยขยี้ตา หาวหวอดติด ๆ กัน
“เฮ้อ เตียงนุ่มเกินไป นอนไปนอนมา ก็ลืมเวลาเสียสนิท ไปเถอะ อาตมาจะเลี้ยงข้าวพวกเจ้าเอง!”
ตั้งมิก “ไต้ซือ ให้ศิษย์เป็นคน...”
คงฮุ่ยถลึงตาใส่ “ในฐานะผู้อาวุโส จะให้ผู้เยาว์เป็นคนจ่ายเงินทุกครั้งได้อย่างไร? ไป!”
คงฮุ่ยพาทั้งสองคนมาที่ถนนใหญ่ และซื้อหมั่นโถวให้ทั้งสองคนหกลูกอย่างใจป้ำ
ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยจึงต้องแทะหมั่นโถวรสชาติจืดชืด เดินตามคงฮุ่ยออกนอกเมืองไป
คงฮุ่ยพาทั้งสองคนมาถึงกลางป่าเขา และเริ่มร่ายยาวคำสอนของตนเอง
“มรรคแห่งการฝึกยุทธ์ คือมรรคแห่งมนุษย์ ระดับแรกอรุณ ระดับกลางมั่นคง ระดับสูงประจักษ์ ล้วนเป็นการขัดเกลาร่างกาย เปิดจุดตันเถียน และควบแน่นปราณแท้!”
“ชั้นเลิศบรรลุฉับพลันรู้เป็นตาย หากมิได้สิบสองท้ายที่สุดย่อมไร้ลักษณ์! บทกวีสองประโยคนี้ พวกเจ้าคงเคยได้ยินมาบ้าง”
“ตอนนี้พวกเจ้าล้วนอยู่ในระดับเป็นตาย ก็น่าจะสัมผัสได้ว่า ระดับเป็นตายมีความแตกต่างจากระดับสูงประจักษ์อยู่บ้าง สิ่งที่เรียกว่ารู้เป็นตาย ก็คือความสามารถในการรับรู้ถึงความผันผวนของกลิ่นอายแห่งชีวิต ดังนั้นหลังจากก้าวเข้าสู่ระดับเป็นตายแล้ว ความสามารถในการรับรู้ของพวกเจ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!”
“พวกเจ้ายืนนิ่ง ๆ อย่าขยับ!”
คงฮุ่ยดีดนิ้วอย่างต่อเนื่อง ปราณดวงดาวจากดรรชนีหลายสายพุ่งเข้าใส่ร่างของตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยโดยตรง
ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยต่างอดทนไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว คงฮุ่ยพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง
“ระดับเป็นตาย คือการรับรู้ ระดับไร้ลักษณ์ ก็คือเส้นลมปราณ ใช้ปราณแท้ และโลหิตปราณของตนเอง มาหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณ แน่นอนว่า ความสามารถในการรับรู้ของพวกเจ้าจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง จนกว่าจะสามารถรับรู้ถึงสิบสองเส้นลมปราณหลักได้!”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ คงฮุ่ยก็แค่นหัวเราะออกมา
“แน่นอนว่า ด่านนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนจะสามารถผ่านไปได้ อาจจะเป็นเพราะความเข้าใจ อาจจะเป็นเพราะวาสนา หรืออาจจะเป็นเพราะกายภาพที่พิเศษ สรุปแล้วหากค้นหาสิบสองเส้นลมปราณหลักไม่พบ ก็ทำได้เพียงหยุดอยู่ที่ระดับไร้ลักษณ์ไปตลอดชีวิต นี่ก็คือ หากมิได้สิบสองท้ายที่สุดย่อมไร้ลักษณ์!”
คงฮุ่ยกล่าวต่อว่า
“ปราณดวงดาวจากดรรชนีที่อาตมาเพิ่งจะซัดเข้าสู่ร่างกายของพวกเจ้า ได้สกัดกั้นเส้นลมปราณที่ไม่เกี่ยวข้องกับการโคจรวรยุทธ์ของพวกเจ้าเอาไว้ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำในตอนนี้ ก็คือการใช้ปราณแท้ ทำให้ปราณดวงดาวจากดรรชนีเหล่านี้สลายไป”
“พรวด!”
คงฮุ่ยเพิ่งจะกล่าวจบ ตั้งมิกก็กระอักเลือดออกมาคำโต
คงฮุ่ยขมวดคิ้ว
“เจ้าดูสิ จะรีบร้อนไปไย ก่อนหน้านี้อาตมาพูดว่าอย่างไร? เส้นลมปราณ ต้องหล่อเลี้ยง! เจ้าบุ่มบ่ามใช้ปราณแท้พุ่งชนอย่างป่าเถื่อน เส้นลมปราณจะทนรับไหวหรือ? ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปสิ!”
เอี้ยงซาเนี้ยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เช็ดคราบเลือดที่มุมปากให้ตั้งมิก พลางเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“ไต้ซือ แล้วหลังจากระดับไร้ลักษณ์ คือระดับใดหรือเจ้าคะ”
“หลังจากระดับไร้ลักษณ์ ก็ไม่ใช่มรรคแห่งมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นมรรคแห่งมนุษย์สวรรค์!”
“ระดับหวนปฐพี ระดับตระหนักฟ้า ยอดฝีมือที่บรรลุถึงระดับนี้ จะมีความแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ระดับหวนปฐพี ขอเพียงไม่มีอาการบาดเจ็บแอบแฝง การจะมีชีวิตอยู่เกินสองร้อยปีก็เป็นเรื่องง่ายดาย หากเป็นระดับตระหนักฟ้า หากโชคดี ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงสามร้อยปี!”
คงฮุ่ยใช้มือทำสัญลักษณ์เลข ‘แปด’
“ระดับหวนปฐพีเปิดสิบสองเส้นลมปราณหลัก ระดับตระหนักฟ้า ก็คือการทะลวงแปดเส้นลมปราณมหัศจรรย์! อย่างเช่นโจ... ตาเฒ่าไร้ความเป็นชายผู้นั้นชื่ออันใดนะ?”
เอี้ยงซาเนี้ย “โจเจิ้งฉุนเจ้าค่ะ”
“ใช่ ๆ ๆ เขาคือระดับหวนปฐพี ส่วนเคียวฟง ประมุขพรรคกระยาจกใต้ แล้วก็สองคนนั้นที่สร้างความวุ่นวายเพื่อแย่งชิงสมญานามเทพกระบี่เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นระดับตระหนักฟ้าทั้งสิ้น”
คงฮุ่ยลูบหลังศีรษะของตนเอง
“เอ๊ะ จู่ ๆ ก็พูดออกทะเลไปไกลเสียแล้ว ระดับหวนปฐพีและระดับตระหนักฟ้า ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจำเป็นต้องรู้ในตอนนี้ อาศัยช่วงที่พวกเจ้าทั้งสองยังอยู่ในระดับเป็นตาย ปูรากฐานให้ดี หล่อเลี้ยงเส้นลมปราณไว้ล่วงหน้า เส้นทางของระดับไร้ลักษณ์ จะได้ราบรื่นขึ้นอีกหน่อย”
ตั้งมิกและเอี้ยงซาเนี้ยต่างก็ยิ้มขื่น
ผู้ฝึกยุทธ์มากมายอาจจะติดอยู่ในระดับเป็นตายไปตลอดชีวิต แต่สำหรับคงฮุ่ยแล้ว กลับเป็นเพียงแค่ “การปูรากฐาน” เท่านั้น!