- หน้าแรก
- ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ท่านอา รักใสๆของยัยชายาตัวแสบ
- บทที่ 82 แต่ละคนล้วนเอาแต่ใจไม่แพ้กัน
บทที่ 82 แต่ละคนล้วนเอาแต่ใจไม่แพ้กัน
บทที่ 82 แต่ละคนล้วนเอาแต่ใจไม่แพ้กัน
"จิ่งหลาง เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่!?" ซั่งกวนหลิงหลานที่กำลังจะเอ่ยปาก พลันเห็นบุรุษสองคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจากที่ไม่ไกลนัก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเพิ่งทราบข่าว
"คารวะราชบุตรเขยเพคะ" ซั่งกวนหลิงหลานมองบุรุษที่เดินเข้ามาแล้วรีบดึงจิ่งเยวี่ยให้ย่อกายทำความเคารพ จิ่งเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย นางทำตามโดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
"รีบลุกขึ้นเถิด ทุกคนปลอดภัยดีใช่หรือไม่" บุรุษที่กล่าวถามมีอายุราวสี่สิบปี รูปลักษณ์ดูใจดีและเป็นมิตร เขาคือสวามีขององค์หญิงใหญ่ และยังเป็นถึงราชบุตรเขยแห่งแคว้นตงชิงนามว่า เซี่ยรุ่ยหมิง
"พวกเราไม่เป็นอันใดเพคะ" ซั่งกวนหลิงหลานและจิ่งเยวี่ยต่างถอยหลังไปครึ่งก้าวพลางส่ายหน้า
"ดีแล้ว ดีแล้ว... พวกเจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว จิ่งหลางช่างเป็นวีรบุรุษหนุ่มอย่างแท้จริง นึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถสยบพยัคฆ์ร้ายตัวนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว" เซี่ยรุ่ยหมิงแย้มยิ้มชื่นชม ทอดมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยทว่ากลับไม่เผยแววตาตื่นตระหนกใดๆ พลางเอ่ยชม
"เรื่องนี้..." จิ่งหลางกำลังจะเอ่ยปาก ทว่ากลับสบเข้ากับสายตาของจิ่งเยวี่ยพอดี
ภายในใจของจิ่งเยวี่ยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก คนผู้นี้จะพูดออกมาไม่ได้เด็ดขาดว่านางเป็นคนสยบเสือร้ายตัวนี้ หากเขาพูดออกไป ทุกอย่างย่อมจบสิ้นแน่
นางไม่อยากถูกจับขังแล้วให้คนโบราณพวกนี้มานั่งศึกษาหรอกนะ ฮือๆๆ... พี่ชาย ได้โปรดอย่าพูดความจริงออกมาเลย!
"เสือตัวนี้ค่อนข้างอ่อนแรงอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมถึงสยบมันลงได้ มิกล้ารับคำชมว่าเป็นวีรบุรุษหรอกพ่ะย่ะค่ะ" จิ่งหลางมองดูสีหน้าตกตะลึงระคนเว้าวอนของจิ่งเยวี่ย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นในดวงตา ก่อนจะหันไปทูลเซี่ยรุ่ยหมิง
"ฮ่าๆๆ... จิ่งหลาง เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว" เซี่ยรุ่ยหมิงหัวเราะร่วน ก่อนจะขมวดคิ้วมองดูเสือที่นอนสลบไสลอยู่บนพื้นแล้วเอ่ยถาม "เสือตัวนี้คงสิ้นฤทธิ์แล้วใช่หรือไม่"
จิ่งหลางชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามนั้น เขาหันไปมองจิ่งเยวี่ยเพื่อขอคำยืนยัน จิ่งเยวี่ยส่ายหน้าให้เขาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพยัคฆ์ร้ายสิ้นฤทธิ์แล้วจริงๆ
"พ่ะย่ะค่ะ ท่านราชบุตรเขยควรรีบสั่งให้คนมัดเสือตัวนี้แล้วนำกลับเข้าลานล่าสัตว์ เพื่อตรวจสอบดูว่าเหตุใดมันจึงหลุดมาถึงที่นี่ได้" จิ่งหลางก้มหน้าลงพลางเอ่ย
"ดีล่ะ ข้าผู้เป็นราชบุตรเขยจะต้องให้คำอธิบายแก่พวกเจ้าอย่างแน่นอน" เซี่ยรุ่ยหมิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม โชคดีเหลือเกินที่วันนี้ไม่มีผู้ใดต้องสังเวยชีวิต มิเช่นนั้นจวนองค์หญิงใหญ่คงยากจะปัดความรับผิดชอบเป็นแน่!
จิ่งเยวี่ยมองดูเสือร้ายถูกหามกลับเข้าลานล่าสัตว์ไป จากนั้นจึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จู่ๆ แข้งขาของนางก็พานหมดเรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งบนก้อนหินใกล้ๆ ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
ความสับสนวูบผ่านเข้ามาในหัวของจิ่งเยวี่ย นางกลายเป็นคนอ่อนแอถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ราวกับว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่างอย่างไรอย่างนั้น
มีบางอย่างผิดปกติ ผิดปกติมากๆ
จิ่งเยวี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย นางไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นสตรีบอบบางอ่อนแอ นางมีไหวพริบเฉียบแหลมเสมอจากการใช้ชีวิตระหกระเหินมาหลายปี ทว่าวันนี้ จิ่งเยวี่ยกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปฏิกิริยาตอบสนองของนางช้าลง และตอนนี้แขนขาของนางก็ยังไร้เรี่ยวแรง ซึ่งมันแปลกประหลาดมาก
หากไม่ได้บุรุษนามว่าจิ่งหลางผู้นี้ยื่นมือเข้ามาช่วยเมื่อครู่ ด้วยสภาพของนางในตอนนี้ คงถูกพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ไปแล้วอย่างแน่นอน
"เจ้าไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่" ขณะที่จิ่งเยวี่ยกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงคำถามก็ดังขึ้นข้างหู นางชะงักไปเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้น ก็เห็นจิ่งหลางกำลังขมวดคิ้วมองมาที่นาง
"ข้าไม่..." จิ่งเยวี่ยกำลังจะบอกว่านางไม่เป็นไร ทว่ากลับเห็นจิ่งหลางย่อตัวลงตรงหน้านางโดยหันหลังให้ เขาหันหน้ามาเล็กน้อยแล้วเอ่ยกับนางว่า "ขึ้นมาสิ"
"เอ่อ... ข้าไม่เป็นไรจริงๆ..." จิ่งเยวี่ยตกใจ รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ทว่าน้ำเสียงของจิ่งหลางกลับเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน "อยากให้ข้าอุ้มเจ้ากลับไปงั้นหรือ"
"..."
ฮือๆๆ... เหตุใดบุรุษที่นางพานพบแต่ละคน ถึงได้เอาแต่ใจและเผด็จการไม่แพ้กันเลยนะ นี่จะไม่ให้คนอื่นได้มีที่ยืนบ้างเลยหรือไง?!