- หน้าแรก
- ลิขิตฟ้าหรือจะสู้ท่านอา รักใสๆของยัยชายาตัวแสบ
- บทที่ 34 ข้าไม่ได้ฆ่าม้านะ!
บทที่ 34 ข้าไม่ได้ฆ่าม้านะ!
บทที่ 34 ข้าไม่ได้ฆ่าม้านะ!
“เจ้า… เจ้าเป็นใคร!?” หญิงสาวขมวดคิ้ว เมื่อเห็นจิ่งเยวี่ย นางก็รีบหยัดกายลุกขึ้น เชิดคางถามจิ่งเยวี่ย
“ข้าต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายถามเจ้าไม่ใช่หรือ” จิ่งเยวี่ยมองดูหญิงสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันด้วยสีหน้าขบขันแล้วเอ่ย “เจ้าขี่ม้าเข้ามาบนถนนได้อย่างไรกัน”
“ข้าไม่ได้…” หญิงสาวกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบใกล้เข้ามาจากระยะไม่ไกลนัก ทั้งจิ่งเยวี่ยและหญิงสาวต่างเงยหน้าขึ้นมอง และต้องตื่นตะลึงกับสตรีบนหลังม้าในทันที ช่างเป็นหญิงสาวที่งดงามและหมดจดอะไรเช่นนี้!
“หลิงหลาน เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ เมื่อครู่นี้มันน่ากลัวเหลือเกิน” หญิงสาวในชุดขี่ม้าสีขาวก้าวลงจากม้า เข้ามากุมมือของอีกฝ่ายด้วยความร้อนรนและเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไร” หญิงสาวยกมือขึ้นสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม มองสตรีชุดขาวอย่างเย่อหยิ่งแล้วเอ่ย “คุณหนูจิ่งเหยียน ข้ามิใช่น้องสาวของเจ้า ได้โปรดอย่าเรียกข้าเช่นนั้นอีก”
“ข้า… ข้าก็แค่…” ใบหน้าของสตรีชุดขาวนามว่าจิ่งเหยียนซีดเผือดลงเล็กน้อย นางมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดหวั่น ราวกับว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวนั้นทำให้นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างยิ่ง ท่าทางของนางช่างดูน่าเวทนาสงสารเสียนี่กระไร
“ซั่งกวนหลิงหลาน คุณหนูจิ่งเหยียนก็แค่เป็นห่วงเจ้า ทำไมเจ้าต้องพูดจาเช่นนั้นด้วย!” คุณหนูผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหลังทนดูไม่ไหว นางก้าวออกไปข้างหน้า ถลึงตามองซั่งกวนหลิงหลานผู้เย่อหยิ่งพลางเอ่ยขึ้น
“หึ ข้าพูดอะไรผิดงั้นหรือ ทำไมต้องเสแสร้งแกล้งทำตัวเช่นนั้นด้วยล่ะ เห็นแล้วน่าสะอิดสะเอียน อีกอย่าง ตอนที่พวกเรากำลังขี่ม้ากันเมื่อครู่นี้ ผู้ใดกันที่เอาแส้มาฟาดม้าของข้า” ซั่งกวนหลิงหลานมองจิ่งเหยียนด้วยสายตาเย็นชาและเย่อหยิ่ง แววตาจับผิดของนางปรากฏชัดเจนยิ่งนัก
“หลิงหลาน… คุณหนูซั่งกวน ข้าพลาดพลั้งตวัดแส้ไปโดนจริงๆ นะ ข้า… ข้าเพิ่งเคยขี่ม้าเป็นครั้งแรก ไม่เหมือนกับเจ้าที่มาจากตระกูลขุนศึกและคุ้นชินกับการขี่ม้ามาตั้งแต่เด็ก…” จิ่งเหยียนก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาซั่งกวนหลิงหลาน
“ช่างเป็น ‘ความพลาดพลั้ง’ ที่ประจวบเหมาะเสียจริง คราวหน้า ข้าจะลอง ‘พลาดพลั้ง’ เอาแส้ฟาดอะไรดูบ้างก็แล้วกัน” ซั่งกวนหลิงหลานปรายตามองม้าที่นอนล้มพับอยู่บนพื้น จากนั้นก็มองทุกคนด้วยท่าทีเย่อหยิ่งพลางเอ่ย “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า ถอยไปไกลๆ ซะ ข้า ซั่งกวนหลิงหลาน ไม่อยากสร้างความวุ่นวาย”
สิ้นคำพูดของซั่งกวนหลิงหลาน สีหน้าของกลุ่มคนที่ติดตามจิ่งเหยียนก็แปรเปลี่ยนไป และพวกนางก็ลอบถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ จิ่งเยวี่ยเฝ้ามองดูเหตุการณ์จากด้านหลังด้วยความสนใจอย่างยิ่ง พลางทอดถอนใจอยู่เงียบๆ ดูเหมือนว่าซั่งกวนหลิงหลานจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน ดูจากการที่นางออกปากสั่งสอนผู้อื่นเช่นนี้
“เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ แต่เจ้าก็ฆ่าม้าของข้า พวกเราหายกัน!” จู่ๆ ซั่งกวนหลิงหลานก็หันมาเอ่ยกับจิ่งเยวี่ย
“เอ่อ… อ้อ…” จิ่งเยวี่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ ฟังดูก็มีเหตุผลอยู่นะ…
เดี๋ยวก่อน ข้าไม่ได้ฆ่าม้าเสียหน่อย!
คนพวกนี้ต่างหากที่ลงมือฆ่ามัน!
จิ่งเยวี่ยหันหน้าไปมองกลุ่มคนชุดดำเบื้องหลังที่ยืนทื่อเป็นท่อนไม้อย่างขุ่นเคืองใจ และจังหวะที่นางกำลังจะหันกลับมา นางก็เห็นอิ๋นเจี้ยนและอิ๋นเฟิงกำลังกระตือรือร้นเลียอะไรบางอย่างอยู่ เมื่อเห็นอักษรคำว่า ‘สุรา’ ตัวเบ้อเริ่มบนไห จิ่งเยวี่ยก็ตกใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย
“เจ้าพวกขี้เมาสองตัวนี้! รนหาที่ตายนักใช่ไหม!?” เสียงตะโกนด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยวของจิ่งเยวี่ยดึงดูดความสนใจของซั่งกวนหลิงหลานและคนอื่นๆ จนกระทั่งบัดนี้ พวกนางถึงเพิ่งตระหนักถึงการมีอยู่ของจิ่งเยวี่ย ขณะที่ทอดสายตามองร่างของจิ่งเยวี่ยวิ่งตะบึงเข้าไปหา พวกนางก็ได้เห็นหมาป่าสีเทาตัวใหญ่สองตัวนั้นด้วย
“อิ๋นเจี้ยน! อิ๋นเฟิง!” จิ่งเยวี่ยเตะพวกมันไปทีหนึ่ง ก่อนจะคว้าหูหมาป่าสีเทาทั้งสองตัวเอาไว้ ใบหน้าของนางโกรธจัด ท่าทางเช่นนั้นทำเอาบรรดาคุณหนูถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
“หะ… หมาป่า…”
“กรี๊ด!!! มีหมาป่า~!” ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็ดังระงมขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ความสนใจของทุกคนต่างพุ่งเป้าไปที่จิ่งเยวี่ยในทันที