- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 121 - เทพสงครามบนรถเข็น
บทที่ 121 - เทพสงครามบนรถเข็น
บทที่ 121 - เทพสงครามบนรถเข็น
บทที่ 121 - เทพสงครามบนรถเข็น
สำหรับสิ่งมีชีวิตอันเดดระดับเจ็ดขึ้นไปยังพอว่า พวกมันสามารถสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ตัดส่วนที่สัมผัสกับธาตุแสงขั้นสุดยอดทิ้งไปแล้วงอกขึ้นมาใหม่ได้
สีเทาที่เกาะติดแน่นราวกับปลิงหยั่งรากลึกยังสามารถค่อยๆ กลืนกินให้กลมกลืนไปได้ ไม่ถึงกับถูกบั่นทอนอายุขัยไปในคราวเดียว
ทว่าสิ่งมีชีวิตอันเดดระดับหกหรือต่ำกว่านั้นกลับมีสภาพน่าเวทนากว่ามาก ภายใต้การประสานกันของแสงขั้นสุดยอดและพลังสีเทา พลังชีวิตของพวกมันดับสูญลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานบริสุทธิ์แห่งครึ่งมิติวิญญาณแค้นโดยสมบูรณ์
ขณะเดียวกันนั้นเงาของเป้ยเป้ยก็เปิดโหมดโจมตีเต็มสูบ ไอหมอกสีเทาหม่นปกคลุมทั่วเรือนร่าง
ก้าวเดินออกไปไม่กี่ก้าวด้วยท่วงทำนองเปี่ยมจังหวะ สีเทาก็ปลิวหายไปกับสายลม เผยให้เห็นชุดเกราะและผ้าคลุมที่ก่อตัวขึ้นจากคริสตัลสีเทาโปร่งใส สะท้อนแสงแห่งยมโลกอันแปลกประหลาด ก่อนจะรวมตัวกันเหนือศีรษะกลายเป็นแผ่นผลึกทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด
สิ่งที่ทำให้เหล่าสิ่งมีชีวิตอันเดดประหลาดใจยิ่งกว่าคือ กระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกที่ควรจะตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เวลานี้กลับถูกปกคลุมด้วยแสงสีทองเรืองรอง อันเป็นประจักษ์พยานแห่งธาตุแสงขั้นสุดยอด
กรรจ์——
ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นเนตรมังกรทอง เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องสะท้านเก้าชั้นฟ้า เงาร่างมังกรทองสุกสกาวก่อตัวขึ้นจากเบื้องบน ค่อยๆ ชัดเจนราวกับมังกรแท้จุติลงมา
สีเหลืองสว่างและสีเทายมโลกแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ทว่ากลับอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน แสงสว่างและพลังยมโลก ราชันมังกรแห่งแสงอยู่เบื้องบน เขตแดนวัฏสงสารยมโลกอยู่เบื้องล่าง
ภายใต้การผสานพลังทั้งสองรูปแบบ อานุภาพยิ่งทวีความรุนแรง ทำให้สิ่งมีชีวิตอันเดดระดับแปดหลายตนรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
เมื่อมองดูเงาของเป้ยเป้ยชูกระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกที่อาบยาพิษขึ้นมา แต่ละตนต่างสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทว่าก็มีความขลาดกลัวซ่อนเร้นอยู่
ความรู้สึกนั้นราวกับมนุษย์ที่เห็นคนอื่นถือไม้ถูพื้นเปื้อนสิ่งปฏิกูลมาไล่ฟาดตนเอง ราวกับลิโป้กลับชาติมาเกิด ราวกับเตียวหุยคำราม สีหน้าของพวกมันดูย่ำแย่ราวกับโดนไม้ถูพื้นเปื้อนสิ่งปฏิกูลฟาดเข้าที่หน้าจริงๆ
เงาของเป้ยเป้ยเป็นไปตามที่พวกมันคาดคิด เขากระชับกระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกในมือแน่น ราวกับเทพมารจุติลงมาบนโลก ระเบิดพลังไร้เทียมทาน วิ่งตะบึงบุกทะลวงเข้าใส่ฝูงสิ่งมีชีวิตอันเดดพร้อมอาวุธเทวะในมือ
สิ่งมีชีวิตอันเดดต่างหวาดหวั่น ซ้ำยังขาดความสามัคคี จึงถูกเงาของเป้ยเป้ยที่บุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างห้าวหาญเพียงลำพังฟาดฟันจนต้องถอยร่น ซ้ำยังก่อให้เกิดอุบัติเหตุเหยียบย่ำกันเองอย่างรุนแรงในหมู่สิ่งมีชีวิตอันเดดระดับล่าง
ทว่าเงาของเป้ยเป้ยก็มีเพียงตัวคนเดียว แต่จำนวนของสิ่งมีชีวิตอันเดดกลับมีมหาศาลไร้ที่สิ้นสุด
บริเวณสุดขอบเส้นขอบฟ้าอันห่างไกล มีสิ่งมีชีวิตอันเดดทยอยหลั่งไหลกันมาไม่ขาดสาย
ด้วยคำมั่นสัญญาจากปากของอีไลเคสผู้เป็นนายเหนือหัวแห่งอันเดด สิ่งมีชีวิตอันเดดแทบทั้งครึ่งมิติวิญญาณแค้นล้วนหมายปองตำแหน่งผู้สืบทอดราชันศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณแค้นอันดับหนึ่งที่อยู่บนตัวของเงาเป้ยเป้ย
พลังการรวมตัวของพวกมันเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ทว่าพลังของเงาเป้ยเป้ยกลับยิ่งใช้ยิ่งลดน้อยถอยลง
ในที่สุดก็ปรากฏผู้กล้าอันเดดตนแรกในหมู่พวกมัน เขากัดฟันทนต่อความรังเกียจที่มีต่อไม้ถูพื้นเปื้อนสิ่งปฏิกูล... อา ไม่ใช่สิ กัดฟันทนต่อความรู้สึกไม่สบายตัวที่เกิดจากกระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกที่ปนเปื้อนธาตุแสง แล้วพลิกสถานการณ์บุกสวนกลับ
เมื่อมีเขานำทัพ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปในพริบตา ฝ่ายรุกและฝ่ายรับสลับตำแหน่งกัน
ในท้ายที่สุดกองทัพพันธมิตรอันเดดที่มีกำลังพลมหาศาลก็สามารถบดขยี้เงาเป้ยเป้ยที่มีเพียงกำลังเล็กน้อยได้สำเร็จ
ผู้กล้าตนแรกที่ลุกขึ้นสู้เป็นสิ่งมีชีวิตอันเดดระดับเจ็ด นัยน์ตาขนาดใหญ่เป็นพิเศษของมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
เพราะมันได้รับรางวัลของการเป็นผู้กล้าคนแรกที่กล้าทำเรื่องท้าทาย นั่นคือกระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกที่เปื้อนสิ่งปฏิกูล
มันใช้สองมือประคองขึ้นอย่างตื่นเต้น ชูขึ้นเหนือศีรษะ ถวายแด่เบื้องบน คุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้น
"นายเหนือหัวแห่งอันเดดผู้ยิ่งใหญ่ ข้าชนะแล้ว! ข้าสังหารเขาได้แล้ว!"
ท้องฟ้าที่ดำมืดมิดมีเสียงฟ้าร้องกึกก้อง เมฆสายฟ้าม้วนตัวหนาแน่น
"ไม่"
"เขายังไม่ตาย"
สิ้นเสียงนั้น สิ่งมีชีวิตอันเดดระดับเจ็ดที่คุกเข่าอยู่ก็รู้สึกได้ทันทีว่ากระบี่กางเขนคริสตัลสีเทาในมือขยับแล้ว!
ฉัวะ!
ในชั่วพริบตาที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ผู้กล้าอันเดดที่กล้าบุกเบิกเป็นคนแรกก็ถูกกระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกบั่นคอขาดสะบั้น
จากนั้นกระบี่กางเขนก็พุ่งไปยังจุดที่เงาเป้ยเป้ยล้มลง แทงทะลุเงาสีดำเงาหนึ่งบนพื้น เมื่อมองจากรูปลักษณ์ภายนอก เงานั้นมีความคล้ายคลึงกับเป้ยเป้ยถึงแปดเก้าส่วน
เมื่อตัวกระบี่จมมิดลงไป เงานั้นก็ราวกับสิ่งมีชีวิต มันหยัดกายลุกขึ้นยืน
นัยน์ตามังกรทองยังคงเปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย มือกระชับกระบี่กางเขนบทกวีรำพันแห่งยมโลกที่อาบไปด้วยแสงขั้นสุดยอด พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันกองทัพพันธมิตรอันเดดอย่างดุดันอีกครา ดุดันไม่เกรงกลัวสิ่งใด พละกำลังมิได้ด้อยไปกว่าครั้งก่อนเลยแม้แต่น้อย
ในชั่วพริบตาเดียวก็เกิดการปะทะกันในระยะประชิดแล้ว
สิ่งมีชีวิตอันเดดส่วนใหญ่ยังไม่ทันได้ดึงสติกลับมาจากเหตุการณ์ศพคืนชีพของเงาเป้ยเป้ย ก็ถูกกระบี่กางเขนสับจนร่างระเบิดแหลกเป็นเสี่ยงๆ
ถึงตอนนี้ต่อให้มีสิ่งมีชีวิตอันเดดอยากจะถอนตัวจากการต่อสู้ก็สายเกินไปเสียแล้ว เทพแห่งการสังหารแต่โบราณกาลเบื้องหน้านี้คล้ายกับยิ่งสู้ยิ่งคึกคะนอง!
ในหัวของพวกมันส่วนใหญ่ล้วนผุดความสงสัยอันเคียดแค้นขึ้นมา
ด้วยเหตุใดกัน?!
ผู้สืบทอดตำแหน่งราชันศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณแค้นอันดับหนึ่งตรงหน้านี้ เหตุใดจึงมีความเป็นอันเดดเสียยิ่งกว่าสิ่งมีชีวิตอันเดดอย่างพวกมันอีกล่ะ?!
หลังจากถูกสังหาร เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้
ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าคือตอนที่เขากลับมา เขาก็ยังคงเป็นเขาคนเดิม คนที่มีพลังชีวิตและพลังต่อสู้เต็มเปี่ยม
ต้องรู้ก่อนว่าพวกมันที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอันเดดอมตะ หลังจากถูกฆ่าแล้วกลับคืนสู่ครึ่งมิติวิญญาณแค้น ก็ยังต้องใช้เวลาไม่รู้กี่ปีจึงจะฟื้นฟูสติปัญญาและตบะขึ้นมาใหม่ได้ ส่วนตำแหน่งเดิมนั้นก็ถูกคนอื่นแย่งชิงไปนานแล้ว
สิ่งมีชีวิตอันเดดแทบทุกตนล้วนมีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่ง การได้เห็นเผ่าพันธุ์เดียวกันได้ดิบได้ดีนั้นชวนให้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าการถูกลดขั้นเสียอีก
ภายในสนามรบ เงาเป้ยเป้ยที่เปล่งประกายเจิดจ้าเป็นครั้งที่สอง ยังคงถูกกองทัพพันธมิตรอันเดดที่มีจำนวนมหาศาลรุมสังหาร
เงาเป้ยเป้ยรุ่นที่สอง ร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็วด้วยน้ำมือของกองทัพพันธมิตรอันเดดที่ถาโถมเข้ามาประดุจคลื่นมหาสมุทร
ต่อจากนั้น เงาเป้ยเป้ยรุ่นที่สามก็ปรากฏตัวขึ้น
กองทัพพันธมิตรอันเดด: “......”
ตัดภาพมาอีกด้านหนึ่ง
การที่เงาของเป้ยเป้ยสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้อย่างต่อเนื่อง ล้วนต้องพึ่งพาเป้ยเป้ยซึ่งเป็นแก่นแท้แสงสว่างที่คอยให้การสนับสนุนอยู่อย่างปลอดภัย
ทว่าการสนับสนุนเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน ร่างอมตะที่แตกต่างจากวิถีปกติเป็นเพียงแค่ไม่ตายเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่เหนื่อย หรือไม่มีการสูญเสียพลังงาน
การทำให้เงาฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่องถือเป็นการเผาผลาญพลังงานอย่างมหาศาลสำหรับเป้ยเป้ย ไม่ว่าจะเป็นพลังกาย พลังใจ หรือพลังวิญญาณก็ตาม
ตัวเขาในยามนี้เรียกได้ว่าอ่อนแอจนแทบดูไม่ได้ ใบหน้าซีดเผือดราวกับคุณชายไร้เรี่ยวแรงก็ไม่ปาน
จางเล่อเซวียนที่คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเขาอยู่ด้านข้าง ได้หยิบของเก่าชิ้นหนึ่งออกมาจากแหวนเก็บอุปกรณ์วิญญาณของเป้ยเป้ย
รถเข็นคันหนึ่งที่สร้างจากกิ่งก้านของพฤกษาทองคำโบราณ อดีตพาหนะประจำตัวของมู่เอิน หลังจากที่เป้ยเป้ยรักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรังหายขาดแล้ว พาหนะชิ้นนี้ก็ถูกเก็บไว้ในแหวนเก็บอุปกรณ์วิญญาณของเขามาโดยตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้หยิบมาใช้ประโยชน์
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูเชี่ยวชาญในการกางรถเข็นของนาง มุมปากของเป้ยเป้ยก็อดกระตุกไม่ได้ เขาก็แค่อ่อนเพลียนิดหน่อย ไม่ได้พิการเสียหน่อย ไม่เห็นต้องทำตัวเป็นเทพสงครามบนรถเข็นเลยนี่
ในฐานะแก่นแท้แสงสว่าง ต่อให้เขาต้องฝืนทนต่อความอ่อนแอ แล้วควบม้าสู้ต่ออีกสามร้อยกระบวนท่าก็ไม่มีปัญหาแม้แต่นิดเดียว
"เล่อเซวียน ข้า..."
ทว่าเขาเพิ่งเอ่ยไปได้ไม่กี่คำ ก็สัมผัสได้ถึงสายลมอันหอมหวนพัดผ่านใบหน้า ริมฝีปากถูกนิ้วเรียวงามกดทับเอาไว้
น้ำเสียงจริงจังและไม่อาจโต้แย้งได้ดังเข้าโสตประสาท
"ฟังข้า!"
"เจ้าในฐานะหัวหน้าทีมของสถาบันสื่อไหลเค่อ ตัวแทนภาพลักษณ์อันดับหนึ่งของสถาบัน"
"เกิดตอนกำลังเดินๆ อยู่แล้วเงาทางฝั่งนั้นต้องการคืนชีพขึ้นมา ขาเจ้าเกิดอ่อนแรงล้มหน้าคะมำไป ภาพลักษณ์ของสถาบันก็ป่นปี้กันพอดี"
[จบแล้ว]