- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 91 - ปฐมบทแห่งการรวบรวมเมืองมังกรเป็นหนึ่ง
บทที่ 91 - ปฐมบทแห่งการรวบรวมเมืองมังกรเป็นหนึ่ง
บทที่ 91 - ปฐมบทแห่งการรวบรวมเมืองมังกรเป็นหนึ่ง
บทที่ 91 - ปฐมบทแห่งการรวบรวมเมืองมังกรเป็นหนึ่ง
"กริ๊ก"
วินาทีต่อมา ฝากล่องหยกสีเข้มก็ถูกหนานซุ่ยซุ่ยปิดลงอย่างแรง นางดันมันไปข้างหน้าเล็กน้อย ปลายนิ้วเคาะลงบนกล่องรัวๆ
ลมหายใจของนางถี่กระชั้นและหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย
นางรู้ดีว่าสำนักเทียนหลงมีกระดูกวิญญาณมังกรชาดหมื่นปีล้ำค่าชิ้นหนึ่งเก็บซ่อนไว้ และสำนักตี้หลงเองก็เคยส่งตัวแทนทั้งในนามทางการและส่วนตัวไปเจรจาขอแลกเปลี่ยนมาแล้ว
น่าเสียดายที่เงื่อนไขเดียวของสำนักเทียนหลงในการแลกเปลี่ยนกระดูกวิญญาณชิ้นนี้ก็คือ สำนักเทียนหลงและสำนักตี้หลงจะต้องควบรวมเข้าด้วยกัน
หลังจากผู้บริหารระดับสูงของสำนักตี้หลงหารือกันหลายครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็ปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป
มาวันนี้ พรหมยุทธ์เทียนหลงพร้อมด้วยผู้อาวุโสหนึ่งท่าน และคนหนุ่มสาวเปี่ยมพรสวรรค์อีกสองคน ได้นำกระดูกวิญญาณมังกรชาดหมื่นปีมาเยือนสำนักตี้หลงอีกครั้ง...
"ตาเฒ่าเทียนหลง หากจุดประสงค์ที่เจ้ามาที่นี่ในวันนี้ คือการเชิญชวนให้พวกเราเข้าร่วมกับสำนักเทียนหลงล่ะก็ ข้าเกรงว่าเจ้าคงต้องมาด้วยความหวังแต่กลับไปมือเปล่าเสียแล้วล่ะ"
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่เต็มใจหรอกนะ หนึ่งในสองบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักตี้หลงของเรา ก็มาจากตระกูลที่เจ้าถือกำเนิดขึ้นมาเช่นกัน"
"พื้นที่ของสำนักตี้หลงเราเจ้าก็รู้ดี มันไม่เหมือนสำนักที่ตั้งอยู่บนภูเขา แต่ดูคล้ายกับสถานที่ที่คนในตระกูลอาศัยอยู่ร่วมกันมากกว่า"
"แทนที่จะบอกว่าสำนักตี้หลงของเราเป็นสำนักวิญญาจารย์ในเมืองมังกร สู้บอกว่าพวกเราเป็นตระกูลหนึ่งยังจะดีกว่า เมืองมังกรแห่งนี้มีเพียงสำนักเทียนหลงเท่านั้นที่ดูเป็นสำนักอย่างแท้จริง"
"ผู้อาวุโสในตระกูลอายุมากแล้ว มีความคิดที่ยึดติด แต่กลับมีบารมีสูงมาก หากพวกท่านไม่ตกลง ข้าก็ตกลงเข้าร่วมกับสำนักเทียนหลงไม่ได้เช่นกัน"
คำพูดปฏิเสธนั้นฟังดูนุ่มนวลมาก ทั้งยังลดฐานะของฝ่ายตัวเองลงมาจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ส่วนเรื่องที่ว่าบรรดาผู้อาวุโสนั้นดื้อรั้นจริงๆ หรือถูกยกมาเป็นโล่กำบัง ก็ไม่มีใครรู้ได้
ต่อคำกล่าวอ้างเช่นนี้ สีหน้าอันชราภาพของอวี้หลัวกลับไม่มีความหวั่นไหวใดๆ แม้แต่น้อย
"ในคำพูดของท่านเจ้าสำนักหนาน มีเรื่องผิดอยู่สองจุด"
"ข้อแรก จุดประสงค์ที่ข้ามาในวันนี้ เป็นการเชิญชวนสำนักตี้หลงให้เข้าร่วมกับสำนักของข้าก็จริง แต่ไม่ใช่เข้าร่วมกับสำนักเทียนหลง ทว่าเป็นการเข้าร่วมกับสำนักมังกรอัสนีบาตทรราช หรือจะเรียกว่าตระกูลมังกรอัสนีบาตทรราชก็ได้!"
"ข้อสอง กระดูกวิญญาณมังกรชาดหมื่นปีชิ้นนี้ ไม่ใช่เงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนให้สำนักตี้หลงเข้าร่วมกับสำนักของพวกเรา แต่เป็นเพียงของขวัญจากสำนักมังกรอัสนีบาตทรราชที่กำลังจะหวนคืนสู่ยุทธภพเท่านั้น"
เมื่อได้ยินข้อมูลแก้ไขทั้งสองข้อจากอวี้หลัว ปลายนิ้วที่กำลังเคาะกล่องหยกสีเข้มของหนานซุ่ยซุ่ยก็ชะงักไป ดวงตาทอประกายความประหลาดใจ
ความหมายของคำพูดเหล่านี้ ทำไมนางจะไม่เข้าใจ สำนักเทียนหลงเป็นเพียงสายเลือดหลักที่แยกตัวออกมาจากตระกูลมังกรอัสนีบาตทรราชเมื่อสี่พันปีก่อนเท่านั้น
การที่สำนักมังกรอัสนีบาตทรราชหวนคืนสู่ยุทธภพ ย่อมหมายความว่าสายเลือดหลักและสายเลือดรองกำลังจะกลับมารวมตัวกัน สำนักโบราณผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยกุมอำนาจยาวนานนับหมื่นปีกำลังจะกลับมาแล้ว!
เมืองมังกรซึ่งเป็นที่ตั้งของสายเลือดหลัก ย่อมต้องกลายเป็นศูนย์รวมของคนในตระกูลทั้งสายเลือดหลักและสายเลือดรองอย่างแน่นอน
เมื่อถึงเวลานั้น เมืองมังกรจะไม่อนุญาตให้มีขุมกำลังที่สองปรากฏขึ้น ไม่เลือกเข้าร่วม ก็ต้องจากไปอย่างเงียบเหงา
การเป็นเจ้าสำนักตี้หลงมาหลายปี ทำให้ทักษะการตัดสินใจของหนานซุ่ยซุ่ยเฉียบขาดจนถึงขั้นบรรลุแล้ว
ปลายนิ้วของนางกดลงบนกล่องหยกสีเข้ม แล้วดึงกลับมาทางฝั่งตัวเองอีกเล็กน้อย
"ตาเฒ่าเทียนหลง ในเมื่อท่านผู้สูงส่งเอ่ยปากยืนยันว่ากระดูกวิญญาณชิ้นนี้เป็นของขวัญสำหรับสำนักตี้หลง ข้าก็เชื่อเช่นนั้น"
"แต่สำนักตี้หลงอันยิ่งใหญ่ มีศิษย์มากถึงหลายร้อยคน หากเข้าร่วมกับสำนักมังกรอัสนีบาตทรราชพร้อมกัน พวกเขาจะได้รับสิ่งใดตอบแทนบ้างล่ะ"
"หากยอมเข้าร่วมกับสำนักอื่นง่ายๆ ข้าคงตอบคำถามบรรดาศิษย์ได้ยาก"
การกระทำของนางตกอยู่ในสายตาของอวี้หลัว เขาแอบพอใจอยู่ในใจ เมื่ออีกฝ่ายมีใจเอนเอียง เรื่องราวก็จะจัดการได้ง่ายขึ้นมาก
"นั่นเป็นเรื่องแน่นอน สำนักก็มีของขวัญสำหรับสำนัก ศิษย์ก็ย่อมได้รับผลประโยชน์สำหรับศิษย์เช่นกัน"
"สำนักมังกรอัสนีบาตทรราชนอกจากจะมีสายเลือดหลักแล้ว ก็ยังมีสายเลือดรองอีกมากมาย พวกเราไม่เพียงแต่เป็นสำนักเดียวกัน แต่ยังเป็นครอบครัวใหญ่ตระกูลเดียวกันอีกด้วย"
"สิ่งที่ตระกูลมังกรอัสนีบาตทรราชสั่งสมมานับหมื่นปี ศิษย์ทุกคนย่อมสามารถนำไปใช้สอยได้"
"รวมถึงเคล็ดวิชาลับ 'จำแลงร่างมังกร' ที่เคยสร้างชื่อเสียงให้แก่วิญญาณยุทธ์มังกรอัสนีบาตทรราชในฐานะสุดยอดวิญญาณยุทธ์สัตว์อันดับหนึ่งในใต้หล้าเมื่อหมื่นปีก่อน เคล็ดวิชานี้ได้รับการคิดค้นปรับปรุงขึ้นใหม่โดยนายน้อยของตระกูล แม้จะไม่มีวิญญาณยุทธ์มังกรอัสนีบาตทรราช ก็สามารถฝึกฝนจนสำเร็จได้เช่นกัน"
ขณะที่พูด เขาก็ผายมือและชี้ไปทางเป้ยเป้ย
"เป้ยเป้ย ผู้มาจากสายเลือดรองของพรหมยุทธ์เทพมังกรมู่เอินแห่งเมืองสื่อไหลเค่อ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายน้อยแห่งตระกูลมังกรอัสนีบาตทรราช"
เพียงชั่วพริบตา สายตาของหนานซุ่ยซุ่ยก็หันขวับกลับมาที่เป้ยเป้ยอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยกะพริบปริบๆ ประกายตาทอสีสันประหลาดใจ
นางรีบลุกขึ้นยืน โค้งตัวเข้ามาใกล้เป้ยเป้ย และจ้องมองเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากไม่เกรงใจว่าอีกฝ่ายมีภรรยาอยู่ข้างๆ นางคงแทบอยากจะเอาตาไปแนบกับตัวเขา เพื่อดูว่าในสมองของชายหนุ่มที่นางเพิ่งจะประเมินค่าต่ำไปคนนี้ มันมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ถึงได้สามารถแก้ปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับตระกูลมังกรอัสนีบาตทรราชมานานนับหมื่นปีได้
"นายน้อย สิ่งที่ตาเฒ่าเทียนหลงเพิ่งพูดมาเป็นความจริงหรือ แม้แต่วิญญาณยุทธ์สัตว์สายพันธุ์รองอย่าง 'มังกรชาด' ของข้า ก็สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาลับ 'จำแลงร่างมังกร' ได้งั้นหรือ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมกรุ่นที่เตะจมูก เป้ยเป้ยก็เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย
"อะแฮ่ม!"
"ท่านเจ้าสำนักหนาน ไม่จำเป็นต้องเรียกข้าว่านายน้อยหรอกขอรับ เรียกข้าว่าเป้ยเป้ยเหมือนเดิมเถอะ ตำแหน่งนี้ท่านผู้นำตระกูลก็แค่บังคับให้ข้ารับไว้เท่านั้น"
"ส่วนเรื่องเคล็ดวิชาลับ 'จำแลงร่างมังกร' ท่านเจ้าสำนักหนานลองทดสอบดูด้วยตัวเองก็รู้แล้วขอรับ"
พูดจบ เขาก็ส่งมอบม้วนหยกที่บันทึกเคล็ดวิชา 'จำแลงร่างมังกร' ฉบับปรับปรุง จานค่ายกลแยกองค์ประกอบธาตุที่เต็มไปด้วยอักขระเวท และวิธีการทำให้จุดศูนย์กลางในร่างกายกลายสภาพเป็นธาตุ ให้แก่หนานซุ่ยซุ่ย
พร้อมกับอธิบายว่า "การฝึกฝนเคล็ดวิชาลับนี้ให้สำเร็จสมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ปัจจุบันนี้ก็มีเพียงท่านผู้นำตระกูลเพียงคนเดียวที่ฝึกฝนจนถึงระดับ 'มังกรเทวะ' ได้"
"แต่หากแค่ต้องการทดสอบความถูกต้อง โดยจำแลงร่างมังกรเพียงแค่ชิ้นส่วนเดียวของร่างกาย สำหรับพรหมยุทธ์แปดวงแหวนอย่างท่านเจ้าสำนักหนานแล้ว คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร"
"หากการทดสอบเป็นผลสำเร็จ ข้าเชื่อว่าบรรดาผู้อาวุโสของสำนักท่าน ก็คงไม่ขัดขวางบรรดาศิษย์ไม่ให้ก้าวขึ้นสู่บันไดแห่งความก้าวหน้าหรอกใช่ไหมขอรับ"
หนานซุ่ยซุ่ยหัวเราะกลบเกลื่อน "หากทดสอบแล้วสำเร็จจริง ข้ามั่นใจเต็มร้อยว่าจะสามารถเกลี้ยกล่อมผู้อาวุโสเหล่านั้นได้แน่นอน"
นางเก็บข้าวของบนโต๊ะหินอย่างรวดเร็ว และทำท่าจะขอตัวไปทดลองฝึกเคล็ดวิชาด้วยความตื่นเต้น แต่กลับถูกเป้ยเป้ยรั้งตัวเอาไว้ก่อน
"ยังมีธุระอะไรอีกหรือ"
เป้ยเป้ย "..."
จะรีบไปไหนเนี่ย ธุระของตระกูลน่ะเสร็จแล้ว แต่ธุระส่วนตัวของข้ายังไม่เห็นแม้แต่เงาเลยนะ!
"ท่านเจ้าสำนักหนาน ข้าเคยได้ยินมาว่าสำนักตี้หลงมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ที่สามารถทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่รุนแรงมาก สิ่งของที่อยู่ข้างในนั้นมีประโยชน์ต่อข้า ไม่ทราบว่าท่านจะยอมสละให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ"
หนานซุ่ยซุ่ยระงับความตื่นเต้นในใจ และหันกลับมามองเป้ยเป้ยเป็นครั้งที่สาม
"อืม... มีสถานที่เช่นนั้นอยู่จริงๆ มันตั้งอยู่ลึกเข้าไปในสวนหลังบ้านของตระกูล ภายนอกดูเหมือนบ่อน้ำโบราณธรรมดา แต่ภายในมีน้ำพุเย็นจัดที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นซ่อนอยู่ หากดื่มเป็นประจำ จะช่วยบำรุงร่างกายของวิญญาจารย์ได้"
"ส่วนระดับการบำรุงร่างกายนั้น ก็พูดได้แค่ว่าดีกว่าไม่มีอะไรเลยก็แล้วกัน"
นางหยุดพักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจมอยู่ในความคิดนานหลายวินาที แล้วจึงเอ่ยต่อ
"ทว่า ภายในนั้นมีความลับที่รู้กันเฉพาะในหมู่เจ้าสำนักรุ่นต่อรุ่นซ่อนอยู่"
"ใต้บ่อน้ำพุเย็นนั้น มีถ้ำแห่งหนึ่งตั้งอยู่ และไอเย็นอันรุนแรงก็แผ่ซ่านออกมาจากถ้ำแห่งนี้นี่เอง"
"ภายในถ้ำ มีแร่ธาตุแปลกประหลาดมากมาย ต่อให้เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์เข้าไปในนั้นก็ยังอยู่ได้ไม่นาน"
"ในอดีตเคยมีบรรพบุรุษของสำนักที่บรรลุถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ เข้าไปสกัดเศษแร่ก้อนเล็กๆ ออกมาจากถ้ำ ภายในแร่ก้อนนั้นอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายธาตุน้ำแข็งอันเข้มข้น และตัวแร่เองก็มีคุณสมบัติเป็นโลหะ"
"ดังนั้น บันทึกในสมุดพกที่สืบทอดกันมาของบรรพบุรุษ จึงเชื่อว่าภายในถ้ำคือเส้นเลือดแร่ เป็นเส้นเลือดแร่ที่มีโลหะหายากธาตุน้ำแข็งอยู่ภายใน"
[จบแล้ว]