- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 37 - ท่านเจ้าสำนัก ท่านสามารถแต่งงานมีลูกได้แล้วนะครับ
บทที่ 37 - ท่านเจ้าสำนัก ท่านสามารถแต่งงานมีลูกได้แล้วนะครับ
บทที่ 37 - ท่านเจ้าสำนัก ท่านสามารถแต่งงานมีลูกได้แล้วนะครับ
บทที่ 37 - ท่านเจ้าสำนัก ท่านสามารถแต่งงานมีลูกได้แล้วนะครับ
"ปัง!"
เขาปิดประตูดังปัง สาบานในใจว่าจะต้องให้ไอ้เด็กนั่นมาขอโทษเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้น... เขาจะสไตรค์! ใครอยากสอนก็สอนไป! ขืนเขายอมสอนก็หมาแล้ว!
กลางดึก ตู๋ปู้สื่อไม่อาจเข้าสู่สภาวะทำสมาธิได้เลย
ในหัวที่เริ่มสงบลง เริ่มทบทวนบทสนทนาในวันนี้โดยไม่รู้ตัว
ขนาดโดนเขาตำหนิไปซะขนาดนั้น ยังกล้าเถียงกลับอย่างหน้าตาเฉย
ไอ้เด็กนี่ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน
ทฤษฎีเพ้อเจ้อหลุดโลกที่เสนอมา ไม่มีหลักทฤษฎีมารองรับเลยสักนิด
ในฐานะเจ้าสำนักกายา ผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิดสำเร็จเพียงคนเดียวในยุคปัจจุบัน ตำราที่เกี่ยวข้องและงานวิจัยเชิงทฤษฎีของปราชญ์รุ่นก่อน ล้วนจารึกอยู่ในใจเขาทุกตัวอักษร แต่เขากลับไม่พบเบาะแสใดๆ เลย
หรือว่าลูกศิษย์สำนักกายาในยุคหลังอาจจะฝึกสำเร็จ แต่เขาคงไม่สามารถหยั่งรู้อนาคตได้หรอกมั้ง!
หรือไม่ก็ คงไปตีความเอาเองผิดๆ จากมุมใดมุมหนึ่งของห้องหินนั่นแหละ!
คิดไปพลาง เขาก็ผลักประตูเดินออกไป
ไม่รู้ว่าอยากจะช่วยแก้ไขความเข้าใจผิดของเป้ยเป้ย หรืออยากจะพิสูจน์ให้เห็นว่าทฤษฎีนี้มันผิดกันแน่ พรุ่งนี้จะได้เอาไปต่อว่าได้เต็มปาก
เอาเป็นว่า ตู๋ปู้สื่อตั้งใจจะลองดูสักตั้ง
แน่นอน ความเป็นไปได้ที่ตัวเองจะเป็นฝ่ายผิดนั้น เขาไม่เคยคิดระแวงเลยสักนิด เขาเป็นถึงพรหมยุทธ์กายาเชียวนะ เขาหรือเป้ยเป้ยกันแน่ที่เข้าใจวิญญาณยุทธ์ร่างกายมากกว่ากัน!
หลังจากเดินออกจากห้องไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ๆ เขาก็ชะงักฝีเท้า หันปลายเท้าเปลี่ยนทิศทาง แล้วเดินจ้ำอ้าวต่อไป
จะมานั่งเปิดอ่านเองทีละเล่มให้เสียเวลาทำไม ไปถามผู้อาวุโสที่ดูแลหอตำราตรงๆ เลยไม่ดีกว่าหรือ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูรัวๆ ดังขึ้นที่หน้าห้องของพรหมยุทธ์กายาทองคำ
จินเผิงที่เข้าสู่สภาวะทำสมาธิไปตั้งนานแล้วถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางคัน อารมณ์บูดบึ้งเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนไม่มีผิด
"ศิษย์คนไหนมันช่างกล้าทำตัวร้อนรนแบบนี้ ถ้าเปิดมาแล้วไม่มีธุระด่วนล่ะก็ พ่อจะสั่งให้แบกภูเขาหินวิ่งรอบป้อมปราการสักสองรอบเลยคอยดู" เขาก่นด่าในใจพลางเปิดประตูด้วยสีหน้าถมึงทึง
แต่พอเห็นหน้าคนที่มาเยือนชัดๆ รอยตีนกาบนใบหน้าก็หายวับไปทันที เขาปรับอารมณ์ให้สงบนิ่งแล้วเอ่ยว่า
"ท่านเจ้าสำนัก เชิญด้านในครับ"
"ข้าไม่เข้าไปหรอก แค่มีเรื่องจะถามเจ้าหน่อย"
ไม่รู้เป็นเพราะอะไร พอมีเพื่อนร่วมชะตากรรมถูกปลุกขึ้นมากลางดึกอีกคน ความหงุดหงิดที่ตู๋ปู้สื่อโดนก่อกวนก็ลดลงไปตั้งเยอะ
เขาเล่าจุดประสงค์ของตัวเองอย่างสั้นกระชับ ก่อนจะยืนรอคำตอบอย่างเงียบๆ
ในฐานะบุคคลหมายเลขสองของสำนักกายา และยังควบตำแหน่งผู้อาวุโสดูแลหอตำรา เขาย่อมรู้รายละเอียดปลีกย่อยในตำราดีกว่าตู๋ปู้สื่อเสียอีก
แต่หลังจากครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว จินเผิงก็ยังคงให้คำตอบปฏิเสธ "ไม่มีครับ"
"ในตำราล้ำค่าของสำนัก ไม่เคยมีเนื้อหาส่วนไหนพูดถึงการเพิ่มอวัยวะหรือกระดูกของมนุษย์เลยแม้แต่นิดเดียว"
จากนั้น เขาก็ถามสิ่งที่สงสัยออกไป "ท่านเจ้าสำนัก ท่านเป็นอะไรไปหรือเปล่าครับ"
"ทำไมจู่ๆ ถึงมีความคิดหลุดโลกและดูเป็นไปไม่ได้แบบนี้ขึ้นมาได้"
ขณะที่เขากำลังจะซักไซ้ต่อ ตู๋ปู้สื่อก็โบกมือห้ามไว้
"ไม่มีอะไรหรอก"
ขืนบอกไปว่าไอ้หนูบรรพบุรุษที่เพิ่งรับเข้ามาเมื่อวาน ถีบประตูห้องเข้ามาด่าเขาฉอดๆ เพราะไอ้ความคิดบ้าๆ นี่ เขาก็เสียหมากันพอดี!
ถ้าขืนแพร่งพรายออกไป เขาจะเอาหน้าแก่ๆ นี้ไปไว้ที่ไหน
หลังจากบอกลาจินเผิง เพียงไม่กี่อึดใจ ตู๋ปู้สื่อก็มาถึงสถานที่เก็บตัวฝึกฝนของเจ้าสำนัก
เขาเริ่มทดลองทำตามแนวคิดสุดเพ้อเจ้อของเป้ยเป้ย
ไม่นานนัก แสงสีเขียวเข้มก็สว่างวาบ อาบย้อมไปทั่วทั้งบริเวณ
ความรู้สึกดูแคลนบนใบหน้าค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียด
ความเปลี่ยนแปลงนี้ลากยาวไปจนถึงช่วงสายของวันรุ่งขึ้น
ด้านนอกสถานที่เก็บตัวฝึกฝนของตู๋ปู้สื่อ มีเงาร่างของคนหลายคนมายืนอออยู่ ซึ่งก็คือผู้อาวุโสของสำนักกายาและเป้ยเป้ยนั่นเอง
"ท่านเจ้าสำนักเป็นอะไรไป"
"ถ้าจะเก็บตัวฝึกฝน ก็ควรจะบอกกล่าวพวกเราล่วงหน้าสักคำไม่ใช่หรือ"
"พี่จิน นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
"สาเหตุก็คือ..." จินเผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไร
เขาลอบมองเป้ยเป้ยอย่างแนบเนียน ไอ้หนูบรรพบุรุษนี่ไปเป็นห่วงเป็นใยท่านเจ้าสำนักตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ส่วนเป้ยเป้ยก็ไม่ได้สนใจสายตาที่ลอบมองมานั้นเลย เขายังคงจ้องมองไปยังสถานที่เก็บตัวฝึกฝนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเก้าส่วนและกังวลอีกหนึ่งส่วน
เขาไม่ต้องรอนานนัก ประตูห้องเก็บตัวก็ถูกเปิดออก ตู๋ปู้สื่อเดินออกมาพร้อมกับกวาดสายตามองทุกคน
จากนั้นเขาก็มองไปที่เป้ยเป้ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะพยักหน้ายอมรับอย่างเสียไม่ได้
ความกังวลในสายตาของเป้ยเป้ยสลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นเต้นและดีใจเท่านั้น
ส่วนแววตาของผู้อาวุโสคนอื่นๆ ล้วนแต่เต็มไปด้วยความประหลาดใจไม่ต่างกัน
ทุกครั้งที่ท่านเจ้าสำนักเก็บตัวฝึกฝนเสร็จ พิษแห่งชีวิตที่หลุดรอดออกมาจะต้องใช้เวลานานกว่าจะสลายไป แต่ครั้งนี้กลับไม่มีร่องรอยของพิษเลยแม้แต่น้อย
หรือว่าทะลวงระดับขีดสุดได้แล้ว!
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตกตะลึง จินเผิงกลับมีความคิดที่ต่างออกไป
ด้วยระดับพลังของเขา เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังของท่านเจ้าสำนักไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน
ถ้าหากทะลวงระดับขีดสุดได้จริง ความรู้สึกที่แผ่ออกมาก็ควรจะเหมือนกับมู่เอิน คือไม่สามารถหยั่งรู้ระดับพลังได้เลยต่างหาก
แต่เขากลับรู้สึกว่า เวลาที่มองท่านเจ้าสำนัก เหมือนมีม่านบางๆ มาคอยบดบังการรับรู้ ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน
หรือว่า ความคิดหลุดโลกของท่านเจ้าสำนักเมื่อวาน มันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว!
ราวกับจะอ่านใจจินเผิงออก ตู๋ปู้สื่อเอ่ยขึ้นว่า
"ขอบเขตต้องห้ามของเคล็ดวิชาลับแต่กำเนิด กายาทองคำไร้ช่องโหว่ ข้าฝึกสำเร็จแล้วจริงๆ แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์"
"ข้าฝึกฝนมาสองร้อยกว่าปี พิษแห่งชีวิตที่หล่อหลอมขึ้นจากพลังแห่งการกำเนิด มันฝังรากลึกเข้าไปในทุกอวัยวะของร่างกาย การจะสกัดมันออกมาเพื่อหล่อหลอมกายาทองคำไร้ช่องโหว่ ต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องยาวนาน"
"เวลาแค่คืนเดียว ข้าทำได้แค่ควบแน่นม่านบางๆ ที่มองไม่เห็นขึ้นมาได้ชั้นหนึ่งเท่านั้น"
"แต่ถ้าหากข้าสามารถหล่อหลอมกายาทองคำไร้ช่องโหว่ได้สำเร็จ เมื่อรวมกับพลังที่สั่งสมมานานหลายปี การทะลวงระดับขีดสุดก็จะเป็นเรื่องกล้วยๆ"
ในขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังเตรียมตัวจะประจบประแจงท่านเจ้าสำนักชุดใหญ่ ตู๋ปู้สื่อผู้ซึ่งบารมีพุ่งทะยานถึงขีดสุด กลับค้อมตัวลงทำความเคารพเป้ยเป้ยอย่างเป็นทางการ!
นั่นคือการทำความเคารพแบบศิษย์ที่มีต่ออาจารย์!
จากนั้น เขาก็หันไปอธิบายให้เหล่าผู้อาวุโสที่ยืนอ้าปากค้างฟังว่า "วิธีฝึกกายาทองคำไร้ช่องโหว่ ข้าไม่ได้คิดขึ้นเองหรอก แต่เป็นเป้ยเป้ยที่สอนให้ข้า"
เมื่อคำอธิบายจบลง สายตาทุกคู่ก็พุ่งตรงไปที่เป้ยเป้ย แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ชื่นชม เลื่อมใส... หลากหลายความรู้สึกปะปนกันไป
แม้จะมีข้อกังขาอยู่บ้าง แต่ในเมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของท่านเจ้าสำนัก พวกเขาก็ต้องเชื่อ
แม้เหล่าผู้อาวุโสจะมีระดับพลังเก้าวงแหวน เป็นถึงราชทินนามพรหมยุทธ์ผู้สูงส่ง แต่พวกเขาก็พร้อมใจกันค้อมตัวทำความเคารพเป้ยเป้ยเช่นกัน
ในแง่ส่วนตัว การช่วยให้ตู๋ปู้สื่อบรรลุกายาทองคำไร้ช่องโหว่ ถือเป็นการอุดช่องโหว่ด้านพลังต่อสู้ระดับขีดสุดของสำนักกายา
ในแง่ส่วนรวม การค้นพบวิธีฝึกกายาทองคำไร้ช่องโหว่ ถือเป็นการทลายขีดจำกัดสูงสุดของสำนักกายาที่หยุดชะงักมานานหลายพันปี
ดังนั้น ไม่ว่าจะมองในมุมไหน เขาก็มีบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อสำนักกายา
หากพูดถึงเฉพาะเรื่องผลงาน เขาก็เป็นรองเพียงปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักและปราชญ์รุ่นก่อนอีกไม่กี่ท่านเท่านั้น
แต่การกระทำเช่นนี้กลับทำให้เป้ยเป้ยรู้สึกวางตัวไม่ถูก เขาได้แต่พึมพำในใจ ปราชญ์รุ่นหลังแห่งสำนักกายา พวกเขาตั้งใจจะทำความเคารพพวกท่าน ข้าก็แค่รับไว้แทนเท่านั้น
เพื่อยุติบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ สมองอันชาญฉลาดของเขาก็หมุนติ้วอย่างรวดเร็ว จนเกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมา
"ท่านเจ้าสำนัก รอให้ท่านฝึกกายาทองคำไร้ช่องโหว่สำเร็จ ปัญหาเรื่องการไร้ทายาทก็หมดไปแล้วไม่ใช่หรือครับ ถ้าอย่างนั้น ท่านก็แต่งงานมีลูกได้แล้วสิ!"
[จบแล้ว]