เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 เปิดม่านรอบแพ้คัดออก

บทที่ 12 เปิดม่านรอบแพ้คัดออก

บทที่ 12 เปิดม่านรอบแพ้คัดออก


บทที่ 12 เปิดม่านรอบแพ้คัดออก

เป้ยเป้ยที่กวาดสายตามองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ทางฝั่งนั้นราบรื่นดี เขาก็ไม่จำเป็นต้องรีบจัดการคู่ต่อสู้เพื่อปิดเกมและเปิดเผยทักษะการหลอมรวมวงแหวน จะได้เก็บไว้เป็นไพ่ตายสำหรับการประลองในรอบหลัง

ในวงล้อมการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสองของตนเอง นัยน์ตามังกรของเป้ยเป้ยทอประกายดุดัน วงแหวนวิญญาณสีม่วงวงแรกสว่างขึ้น เสียงคำรามของราชันมังกร

สนามรบที่แต่เดิมยังพอจะยันกันไว้ได้กลับกลายเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อนอยู่ฝ่ายเดียวอย่างสิ้นเชิง

เวลาผ่านไปสองนาที ในที่สุดเขาก็สามารถซัดทั้งสองคนกระเด็นตกจากลานประลองวิญญาณได้

อู๋หลิวที่จมอยู่ในความโมโหไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าเพื่อนร่วมทีมถูกคัดออกไปแล้ว เขายังคงสาดใบหลิวพุ่งเข้าใส่ไม่หยุด

ทันใดนั้น!

มือข้างหนึ่งก็คว้าหมับเข้าที่ไหล่ของเขาจนไม่สามารถขยับตัวได้

"ยังจะสู้อีกไหม"

ผลการต่อสู้ออกมาแน่ชัดแล้ว กรรมการจึงเข้ามาขัดจังหวะในเวลาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนหนุ่มที่ถูกอารมณ์ครอบงำทำอะไรที่ขาดสติ

การประเมินอีกสี่รอบที่เหลือในวันนี้ พลังโดยรวมของแต่ละทีมก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าทีมในรอบแรกเลย

ดังนั้นเป้ยเป้ยจึงรับมือได้อย่างสบายๆ

บริเวณใจกลางลานประลองวิญญาณในยามเที่ยงวัน

"การประเมินนักเรียนใหม่ รอบจัดอันดับสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ"

"ทีมที่ชนะรวดสิบกระดานในรอบจัดอันดับ ในปีนี้มีทั้งหมดสี่ทีม"

"ได้แก่ ทีมของเป้ยเป้ย ทีมของหม่าเสี่ยวเถา ทีมของไต้ยั่วเหิง และทีมของเฉินจื่อเฟิง"

"ตามกฎการประเมินที่อัปเดตใหม่ทุกๆ ห้าปี ทีมที่ชนะรวดสิบกระดานจะได้เลื่อนขั้นเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้ายในรอบแพ้คัดออกโดยตรง"

"เช้าวันมะรืนนี้ให้มาร่วมการแข่งขันในรอบแปดทีมสุดท้ายของรอบแพ้คัดออกอย่างเป็นทางการ ส่วนพรุ่งนี้ให้พักผ่อนได้"

"นอกจากสี่ทีมนี้แล้ว ทีมที่มีคะแนนสูงสุดหกสิบสี่อันดับแรกจะได้เข้าร่วมรอบแพ้คัดออกในวันพรุ่งนี้"

ทีมของเป้ยเป้ย ทีมที่ใครๆ ต่างก็ไม่เห็นดีเห็นงามในตอนแรก กลับผ่านเข้ารอบจัดอันดับด้วยสถิติชนะรวดสิบกระดานอันน่าภาคภูมิใจและได้ผ่านเข้าสู่รอบแปดทีมสุดท้ายของรอบแพ้คัดออกโดยตรง

"มีคนโดนตบหน้าอีกแล้วล่ะสิ"

"...นี่มันเป็นเรื่องของหลักโชคชะตาและหลักความน่าจะเป็น ไม่เกี่ยวกับข้าสักหน่อย"

เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ฝีมือของเขาร้ายกาจกว่าที่ข้าคิดไว้หน่อยนึงจริงๆ นั่นแหละ"

"ตอนนี้ข้าชักจะอยากรู้ขึ้นมาจริงๆ แล้วสิว่าถ้าเขาต้องปะทะกับทีมที่มีระดับอัครจารย์วิญญาณทั้งสองทีม การต่อสู้จะออกมาเป็นยังไง"

"คิกคิก ทำไมล่ะ ทีมระดับอัครจารย์วิญญาณที่เจ้าเคยบอกว่าชนะชัวร์ๆ ตอนนี้กลายเป็นสูสีกันไปแล้วหรือ"

"ไม่!"

"ข้ายังคงเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าทีมระดับอัครจารย์วิญญาณทั้งสองทีมจะต้องชนะแน่นอน!"

"อืม งั้นเรามาพนันกันดีไหม พนันกันสนุกๆ ใครแพ้ต้องทำความสะอาดหอพักหนึ่งเดือน!"

"เอาไหมล่ะ"

"..."

ไม่ใช่แค่การพนันสนุกๆ บนอัฒจันทร์ผู้ชมเท่านั้น แต่ในหมู่นักเรียนชั้นปีสูงๆ ยังมีสถานที่เปิดโต๊ะพนันอย่างเปิดเผยอีกด้วย

โรงเรียนไม่ได้สั่งห้ามเรื่องแบบนี้ แต่ก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการจำกัดวงเงิน

หากมีใครได้รับผลกระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตตามปกติเพราะเรื่องนี้ เจ้ามือและนักพนันจะมีความผิดเท่าเทียมกันและจะถูกไล่ออกจากโรงเรียน

เห็นไหมล่ะ กลุ่มของเป้ยเป้ยก็เดินทางมาถึงถิ่นของเจ้ามือโต๊ะพนันเช่นกัน

บนป้ายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า รอบชิงแชมป์ประเมินนักเรียนใหม่ ใครจะเป็นผู้ชนะ!

"รุ่นพี่ หนึ่งร้อยเหรียญภูตทองคำ ข้าพนันว่าตัวเองชนะ!"

เจ้ามือที่กำลังเหม่อลอยอยู่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยน้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาและดูสุภาพของเป้ยเป้ย เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะแล้วรับเงินมา "รุ่นน้อง มีความมั่นใจดีมาก!"

"ถึงตอนนั้นรุ่นพี่คนนี้จะคอยส่งเสียงเชียร์ให้นะ!"

เมื่อเห็นเขาแทงพนัน เฉียนเฉียนก็รีบตามน้ำทันที การเกาะติดคนดวงดีไม่มีทางพลาดอยู่แล้ว

"รุ่นพี่ ข้าก็แทงด้วย เอาเหมือนเขานั่นแหละ"

"ได้เลยๆ!"

หลังจากจ่ายเงินเสร็จเขาก็ยิ้มแฉ่งอย่างมีความสุข ราวกับว่าเหรียญภูตทองคำที่เพิ่มขึ้นทวีคูณได้มานอนก้นอยู่ในกระเป๋าของเขาแล้ว

เขาหันไปมองอู๋เหยียนที่ยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาพลางเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าไม่ลองแทงสักตาหรือ โอกาสรวยไม่ได้หาได้ง่ายๆ นะ"

"สวรรค์ประทานให้แล้วไม่รับ ระวังจะเกิดภัยพิบัติเอานะ"

แต่ในตอนนี้อู๋เหยียนกลับมีท่าทีไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก

ความผิดปกตินี้เป้ยเป้ยย่อมสังเกตเห็นได้

"ชอร์ตเงินงั้นหรือ"

อู๋เหยียนกำลังจะอ้าปากตอบก็ถูกเสียงแหลมสูงขัดจังหวะเสียก่อน ซึ่งก็คือเสียงของรุ่นพี่เจ้ามือนั่นเอง

"รุ่นน้อง โรงเรียนของเรามีกฎอยู่นะ เรื่องการเปิดโต๊ะพนัน..."

"ข้ารู้แล้ว" พูดจบเป้ยเป้ยก็หยิบเหรียญภูตทองคำออกมาอีกร้อยเหรียญ

"ข้าออกแทนเขา ถ้าแพ้ข้าจ่ายเองทั้งหมด ถ้าชนะเขาค่อยคืนแค่เงินต้นให้ข้าก็พอ"

"รุ่นพี่ ท่านก็รู้นี่นาว่าพวกเราอยู่ทีมเดียวกัน ไม่ถือว่าเป็นการตั้งใจออกทุนแทนเพื่อปั่นราคาหรอกนะ"

"อืม... ก็ได้"

อู๋เหยียนตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง น่าเสียดายที่ถูกเฉียนเฉียนขัดขวางไว้อีกครั้ง

"ทำใจให้สบายเถอะ หัวหน้าของพวกเราเป็นถึงเศรษฐีใหม่ เงินแค่นี้จิ๊บจ้อยมาก"

หลังจากเป้ยเป้ยจ่ายเงินเสร็จก็หันไปมองเขาเช่นกัน "ตอนนี้พวกเราอยู่ทีมเดียวกันแล้ว เจ้าไม่ต้องเกรงใจหรอก"

อู๋เหยียน "..."

จนกระทั่งทั้งสองคนตรงหน้าพูดจบ เขาจงใจหยุดชะงักไปครู่หนึ่งถึงได้ยอมพูดสิ่งที่คิดไว้ออกมาในที่สุด

"ไม่ใช่เรื่องเหรียญภูตทองคำหนึ่งร้อยเหรียญนี่หรอก!"

"หัวหน้า เมื่อกี้ตอนที่เจ้าช่วยข้าทะลวงเส้นลมปราณ เจ้าขมวดคิ้วแน่นเลย ร่างกายข้ามีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า"

เฉียนเฉียนที่อยู่ข้างๆ รีบรับช่วงต่อบทสนทนาทันที "อ๋อ"

"ว่าแล้วเชียวทำไมเจ้าถึงดูซึมกระทือมาตลอด ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง"

"ทำใจให้สบายเถอะ ถ้ามีปัญหาอะไรหัวหน้าคงพูดไปนานแล้วล่ะ"

"คงเป็นเพราะพรสวรรค์ของเจ้าไม่สูง เส้นลมปราณไม่ทะลุปรุโปร่ง ก็เลยทำให้หัวหน้าต้องออกแรงเยอะไปหน่อยนั่นแหละ"

พูดจบทั้งสองคนก็หันไปมองเป้ยเป้ยราวกับต้องการคำยืนยัน

เมื่อได้ยินเช่นนั้นเป้ยเป้ยก็เผยรอยยิ้มอันสุภาพอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาออกมา

"เฉียนเฉียนพูดถูกแล้ว เส้นลมปราณของเจ้ามีขนาดเล็กและเปราะบางมาก พลังวิญญาณจากภายนอกจึงหมุนเวียนได้ยาก หนำซ้ำจุดศูนย์รวมของเส้นลมปราณหลายเส้นยังมีร่องรอยของความสับสนวุ่นวายอีกด้วย"

"การทะลวงเส้นลมปราณให้เจ้าก็ค่อนข้างจะเปลืองแรงไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละ"

"แต่ก็พอมองออกนะว่าเจ้าพยายามฝึกฝนหนักกว่าคนทั่วไปมาก"

"ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีทางมาถึงระดับสิบหกในวัยนี้ได้หรอก"

เฉียนเฉียนใช้ข้อศอกกระทุ้งอู๋เหยียนเบาๆ

"นี่!"

"หัวหน้าชมเจ้าอยู่นะ"

"ดีใจไหมล่ะ"

ภายใต้ปัจจัยหลายๆ อย่าง อู๋เหยียนรู้สึกดีใจไม่ออกจริงๆ แต่เขาก็ยังคงพยายามยกมุมปากทั้งสองข้างขึ้นเพื่อฝืนทำหน้ายิ้ม

เวลาช่วงสั้นๆ ที่เหลือในหนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

การแข่งขันรอบหกสิบสี่ทีมเพื่อผ่านเข้ารอบสามสิบสองทีมสุดท้ายของรอบแพ้คัดออกในวันรุ่งขึ้นเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

เป้ยเป้ยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมก็มาด้วย

แน่นอนว่าไม่ได้นั่งอยู่ในที่นั่งของผู้เข้าแข่งขันแต่อยู่ในส่วนของอัฒจันทร์ผู้ชม

และที่นี่เขายังบังเอิญเจอคนคุ้นเคยอีกด้วย

"เป้ยเป้ย ยินดีด้วยนะที่ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายได้สำเร็จ"

"เสี่ยวเถา ฟังจากน้ำเสียงของเจ้าแล้ว เหมือนเจ้าจะคิดว่าข้าไม่มีทางผ่านเข้ารอบได้อย่างนั้นแหละ"

"ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกว่ามีความมั่นใจในตัวข้าและเชื่อใจข้าไม่ใช่หรือ"

หม่าเสี่ยวเถา "..."

แกว่งเท้าหาเสี้ยนจริงๆ ข้างๆ นางยังมีคนอื่นอยู่อีกนะ!

จะทนไม่ไหวแล้วนะเว้ย!

จู่ๆ ก็มีศีรษะเล็กๆ โผล่พรวดขึ้นมาระหว่างแขนและเอวของหม่าเสี่ยวเถา

เส้นผมที่ยุ่งเหยิงปรกรุงรังบดบังใบหน้าอันงดงามที่มีความเย็นชาอยู่สามส่วนและความร่าเริงสดใสอยู่สองส่วน

"อ๊ะ"

"เป้ยเป้ย ข้าจะบอกอะไรให้นะ!"

"เสี่ยวเถาน่ะเป็นห่วงเจ้ามากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ตอนทำสมาธิฝึกฝนเมื่อคืนก็เกือบจะธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วด้วย"

"นางยังขอร้องให้ข้า..."

พูดได้ไม่ทันไรปากก็ถูกหม่าเสี่ยวเถาเอามือปิดไว้เสียก่อน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 12 เปิดม่านรอบแพ้คัดออก

คัดลอกลิงก์แล้ว