- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นเทพมังกรที่แกร่งที่สุดก็แล้วกัน
- บทที่ 10 ชัยชนะงดงามในศึกแรก
บทที่ 10 ชัยชนะงดงามในศึกแรก
บทที่ 10 ชัยชนะงดงามในศึกแรก
บทที่ 10 ชัยชนะงดงามในศึกแรก
เป้ยเป้ยสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าใส่ นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นรูม่านตาสีทองทรงรีในทันที
ธาตุแสงระดับสุดยอดพลุ่งพล่านขึ้นมาลบล้างไอแห่งความโชคร้ายให้สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ในขณะเดียวกันเถาวัลย์เขียวหลายเส้นก็เริ่มเลื้อยพันรอบตัวเป้ยเป้ยจนกลายเป็นวงแหวนเถาวัลย์รัดรึงเอาไว้
"ช้าไปหน่อยนะ!"
หากโจมตีในตอนที่เขากำลังสลายความโชคร้าย ทักษะเถาวัลย์เขียวรัดรึงก็อาจจะสร้างความรำคาญให้เขาได้บ้าง
แต่ถ้าโจมตีมาเดี่ยวๆ อย่าว่าแต่จะรัดตัวเป้ยเป้ยเอาไว้เลย แค่จะทำให้เขารู้สึกรำคาญก็ยังยาก
เขาแทบไม่จำเป็นต้องใช้วิญญาณยุทธ์สถิตร่ายด้วยซ้ำ ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายที่เทียบเท่ากับอัครจารย์วิญญาณขั้นสูง เพียงแค่ออกแรงกระชาก เถาวัลย์เขียวที่รัดรึงอยู่ก็ขาดสะบั้นและหมดฤทธิ์ไปในทันที
"หัวหน้า สุดยอดไปเลย!"
เฉียนเฉียนเก็บเหรียญทองแดงตรวจสอบโชคชะตาแล้ววิ่งเข้าไปบีบกล้ามแขนของเขา
"ธาตุแสงเข้มข้นมาก ความแข็งแกร่งของร่างกายก็สูงปรี๊ด ต้องผ่านการแช่น้ำยาสมุนไพรกับกินกาววาฬมาไม่น้อยแน่ๆ"
อู๋เหยียนผู้พูดน้อยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว "พวกเราฝีมือแค่นี้จะเป็นตัวถ่วงหัวหน้าหรือเปล่านะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉียนเฉียนก็ตบหน้าอกตัวเองแล้วรับประกันว่า "เชื่อในความสามารถในการตรวจสอบโชคชะตาของข้าสิ เซียมซีสิริมงคลอันดับหนึ่งเชียวนะ หัวหน้าจะต้องพาพวกเราพุ่งทะยานไปได้ตลอดรอดฝั่งแน่"
เป้ยเป้ยส่งรอยยิ้มอันสุภาพอ่อนโยนเพื่อปลอบใจอู๋เหยียนเช่นกัน
"วางใจเถอะ เรื่องอื่นข้าไม่กล้ารับประกัน แต่ถ้าเรื่องพาพวกเราผ่านรอบจัดอันดับโดยไม่ถูกคัดออกล่ะก็ ข้ามั่นใจเต็มร้อย"
"ส่วนรอบแพ้คัดออกในช่วงหลังนั้นไม่สำคัญหรอก อย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ทำเต็มที่ก็พอ ไม่ชิงที่หนึ่งก็เอาที่สองไง"
"สิ่งที่สำคัญก็คือการได้ต่อสู้กับวิญญาจารย์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้ต่างหาก"
เฉียนเฉียน "..."
อู๋เหยียน "..."
อืม... ฟังดูเหมือนคำพูดของวิญญาจารย์สายโจมตีหนักจริงๆ
"อ๊ะ จริงสิ!"
"หัวหน้า พวกเราแนะนำตัวกันหมดแล้ว ถึงตาเจ้าบ้างล่ะ"
เป้ยเป้ยพยักหน้า พลังวิญญาณพลุ่งพล่าน วงแหวนวิญญาณสีม่วงสองวงลอยวนอยู่รอบกาย
"วิญญาณยุทธ์และระดับพลังวิญญาณของข้า เมื่อวานข้าแนะนำให้ฟังต่อหน้าคนทั้งชั้นไปแล้ว ส่วนเรื่องทักษะวิญญาณก็คือ..."
"ทักษะวิญญาณที่หนึ่ง เสียงคำรามของราชันมังกร"
"ทักษะวิญญาณสายสนับสนุน พลังโจมตี ความเร็ว และพละกำลัง ทั้งสามคุณสมบัตินี้จะเพิ่มขึ้นอย่างละร้อยเปอร์เซ็นต์"
"ทักษะวิญญาณที่สอง เกราะเบาแห่งแสง"
"ทักษะวิญญาณสายสนับสนุน พลังป้องกัน พลังวิญญาณ และธาตุแสง ทั้งสามคุณสมบัตินี้จะเพิ่มขึ้นอย่างละร้อยเปอร์เซ็นต์"
"นอกจากนี้วงแหวนวิญญาณทั้งสองวงของข้ายังสามารถหลอมรวมกันได้ ส่วนจะให้ผลลัพธ์ยังไง เอาไว้ตอนใช้พวกเจ้าก็จะได้เห็นเอง"
เสียงของเป้ยเป้ยไม่ได้เบาลงเลยแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อเข้าหูของเฉียนเฉียนและอู๋เหยียนมันกลับค่อยๆ แผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน
นั่นเป็นเพราะความสนใจทั้งหมดของพวกเขาถูกดึงดูดไปที่วงแหวนวิญญาณสีม่วงอร่ามทั้งสองวงนั้นจนหมดสิ้น
ความอิจฉาริษยาปรากฏขึ้นอย่างเลือนลางในแววตาของอู๋เหยียน
ส่วนเฉียนเฉียนนั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมากกว่า!
"รอดแล้ว รอดแน่ๆ!"
และความมั่นใจนี้ก็คงอยู่ไปตลอดสิบสองชั่วยาม
จนกระทั่งมาถึงสนามประเมินนักเรียนใหม่ซึ่งก็คือลานประลองวิญญาณ
ลานประลองวิญญาณมีทั้งหมดสามสิบเขต ทีมของเป้ยเป้ยถูกจัดให้อยู่ในเขตที่หนึ่ง
"การประเมินรอบที่หนึ่งการแข่งขันที่สาม นักเรียนใหม่ห้องหนึ่ง เป้ยเป้ย เฉียนเฉียน อู๋เหยียน ปะทะ นักเรียนใหม่ห้องสี่ จ้าวอี้ เฉียนเอ๋อร์ ซุนซาน"
ผู้ที่อ่านรายชื่อก็คือกรรมการสนามประลอง เพื่อป้องกันการทุจริตกรรมการจะถูกสุ่มเลือกจากบรรดาอาจารย์ที่สอนในชั้นปีสูงๆ
ทันทีที่ชื่อของ "เป้ยเป้ย" ดังขึ้น อัฒจันทร์ผู้ชมก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
"เขาคือนักเรียนที่เข้าเรียนกลางคันของห้องหนึ่ง เศรษฐีใหม่ที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาคนนั้นนี่นา"
"คิกคิก ทั้งหล่อทั้งรวย สเปกข้าเลยล่ะ เสียอย่างเดียวหน้าเด็กไปหน่อย"
"ทำไมล่ะ กินไม่ลงหรือไง"
"เปล่าหรอก ข้ากลัวว่าจิตใจดวงน้อยๆ ของเขาจะทนรับการย่ำยีจากข้าไม่ไหวน่ะสิ"
"ทำใจให้สบายเถอะ เจ้าไม่มีโอกาสหรอก"
"เขาเป็นแค่มหาวิญญาจารย์สองวงแหวน ต่อให้เก่งแค่ไหนจะไปได้สักกี่น้ำเชียว แถมยังต้องแบกตัวถ่วงระดับหนึ่งวงแหวนตั้งสองคน ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ผ่านรอบจัดอันดับด้วยซ้ำ"
"อย่างในรอบนี้ทีมของจ้าวอี้มีมหาวิญญาจารย์ล้วนๆ ทั้งสามคน ทีมของเป้ยเป้ยต้องแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย"
"..."
เมื่อกรรมการให้สัญญาณการประเมินก็เริ่มต้นขึ้น
"จับโจรต้องจับหัวหน้า"
"จัดการเป้ยเป้ยซะ การประเมินรอบนี้ก็จบแล้ว"
ทีมของจ้าวอี้ทั้งสามคนเรียกวิญญาณยุทธ์ออกมาและพุ่งเข้าล้อมเป้ยเป้ยทันที
พวกเขายอมทนรับการโจมตีจากเถาวัลย์เขียวรัดรึงของอู๋เหยียนและเหรียญทองแดงแห่งความโชคร้ายของเฉียนเฉียน แล้วยืนประจำตำแหน่งในรูปแบบสามเหลี่ยมเพื่อล้อมกรอบเป้ยเป้ยไว้อย่างแน่นหนา
จ้าวอี้มีวิญญาณยุทธ์ประเภทบินที่หาได้ยากและเป็นสายโจมตีว่องไว เพื่อการล้อมกรอบเขาจึงเลือกที่จะต่อสู้ในระดับใกล้พื้นดิน
ส่วนเฉียนเอ๋อร์และซุนซานเป็นสายโจมตีหนักและสายช่วยเหลือ ซึ่งต่างก็มีความสามารถในการโจมตีอยู่บ้าง
ในเสี้ยววินาทีที่ทั้งสามคนปล่อยการโจมตีออกมา นัยน์ตาของเป้ยเป้ยก็แปรเปลี่ยนเป็นรูม่านตาสีทองทรงรีทันที วงแหวนวิญญาณสีม่วงบนร่างลอยเด่นขึ้นมา
วงแหวนวิญญาณวงที่สองสว่างวาบขึ้นในชั่วพริบตา
เกราะเบาสีทองชั้นหนึ่งปรากฏขึ้นปกคลุมร่างกาย บนพื้นผิวของเกราะเบาเต็มไปด้วยเกล็ดมังกรเรียงรายอย่างหนาแน่น
วงแหวนวิญญาณระดับพันปีทั้งสองวงทำเอาพวกจ้าวอี้ทั้งสามคนตกใจจนแทบสิ้นสติ
แต่ลูกธนูที่ง้างออกจากแหล่งแล้วย่อมไม่มีวันหวนกลับ ทักษะวิญญาณที่ปล่อยออกไปแล้วก็ไม่อาจเรียกคืนได้อีก
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงก็คือเป้ยเป้ยไม่ได้เลือกที่จะหลบหลีก
หลังจากปล่อยทักษะวิญญาณที่ดูเหมือนเกราะป้องกันออกมา เขากลับเลือกที่จะเป็นฝ่ายโจมตีแทน
รับการโจมตีจากสองทางเพื่อมุ่งจัดการเป้าหมายเดียว!
เขาใช้เกราะเบาแห่งแสงรับการโจมตีของเฉียนเอ๋อร์และซุนซานเอาไว้ แถมยังรับมือได้อย่างสบายๆ!
ในเวลาเดียวกันกรงเล็บมังกรทองที่สถิตร่ายวิญญาณยุทธ์อยู่ก็กำหมัดแน่น
วงแหวนวิญญาณสีม่วงวงแรกสว่างขึ้น เสียงคำรามของราชันมังกร!
หมัดมังกรทองชกเข้าที่ไหล่ขวาของจ้าวอี้อย่างจัง
พลังระเบิดอันมหาศาลกลืนกินทักษะวิญญาณการโจมตีของจ้าวอี้ไปจนหมดสิ้น ร่างของเขาที่ถูกชกกระเด็นลอยละลิ่วออกไปราวกับว่าวที่สายป่านขาด
การกระเด็นออกนอกลานประลองวิญญาณหมายความว่าจ้าวอี้ถูกคัดออกแล้ว!
วิญญาจารย์ประเภทบินเพียงคนเดียวที่เป้ยเป้ยคิดว่าน่าจะรับมือได้ยากนิดหน่อย กลับถูกเขาจัดการไปเป็นคนแรกในเวลาอันรวดเร็ว
เขาหันกลับมามองเพื่อนร่วมทีมอีกสองคนของจ้าวอี้แล้วเผยรอยยิ้มอันสุภาพอ่อนโยน
แต่รอยยิ้มที่ดูไร้พิษสงนี้ในสายตาของเฉียนเอ๋อร์และซุนซานกลับเต็มไปด้วยสัญญาณอันตราย
ในตอนนี้ทั้งสองคนแทบจะใจตรงกันในการเปลี่ยนแผนการรบ
การปะทะตรงๆ ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ต้องหลบเลี่ยงความแข็งแกร่งของเขาไปก่อน จัดการกับเพื่อนร่วมทีมระดับหนึ่งวงแหวนสองคนของเขาให้เสร็จแล้วค่อยทำศึกยืดเยื้อกับเขา
เมื่อคิดได้ดังนั้นพวกเขาก็รีบถอยร่นอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่ความตื่นตระหนกทำให้หน้าผากของพวกเขาแผ่ไอสีดำออกมา และด้วยความไม่ระวังจึงสะดุดเถาวัลย์เส้นเล็กๆ ล้มลง
อาการสะดุดล้มบนพื้นราบแตกต่างจากการสะดุดล้มธรรมดาก็ตรงที่มีเถาวัลย์เส้นเล็กๆ เพิ่มเข้ามาแค่นั้นเอง!
หลังจากล้มลุกคลุกคลานจนหน้ามืดตาลาย พอพวกเขาคิดจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ลำคอกลับถูกจ่อด้วยกรงเล็บมังกรสีทองอันแหลมคมเสียแล้ว
"พวกเจ้าแพ้แล้ว"
การประเมินสิ้นสุดลง กรรมการเดินเข้ามาในสนาม
"การประเมินเขตที่หนึ่งการแข่งขันที่สาม ทีมของเป้ยเป้ยจากห้องหนึ่งเป็นฝ่ายชนะ!"
สำหรับเป้ยเป้ยแล้ว การต่อสู้ในรอบแรกนี้ถือว่าชนะได้อย่างง่ายดายมาก เพียงแค่ใช้ทักษะวิญญาณสองครั้งก็จบการต่อสู้ได้แล้ว
ทว่ากลยุทธ์สงบนิ่งสยบเคลื่อนไหวแบบนี้ใช้ได้ผลแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
หลังจากที่สัดส่วนวงแหวนวิญญาณและความแข็งแกร่งถูกเปิดเผยออกไป ก็จะไม่มีทีมไหนบุ่มบ่ามพุ่งเข้ามาแบบนี้อีกแล้ว
[จบแล้ว]