- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นมารดาผู้มั่งคั่ง
- บทที่ 531 - เพิ่งแยกจากก็ความลับแตกเสียแล้ว
บทที่ 531 - เพิ่งแยกจากก็ความลับแตกเสียแล้ว
บทที่ 531 - เพิ่งแยกจากก็ความลับแตกเสียแล้ว
บทที่ 531 - เพิ่งแยกจากก็ความลับแตกเสียแล้ว
หัวใจของไป๋รั่วจู๋ดิ่งวูบ นางอาลัยอาวรณ์เขา ไม่อยากจากไปเร็วถึงเพียงนี้
เจียงอี้ฉุนมองความคิดของนางออก เขารวบตัวนางเข้ามากอดแล้วกล่าวว่า "เจ้าไม่อาจติดตามข้าไปใช้ชีวิตหลบหนีได้ เจ้ายังมีเติ้งเติ้ง มีบิดามารดาและคนในครอบครัว เจ้าต้องรีบไปจากที่นี่โดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ตรวจการฝ่ายขวาเชื่อมโยงเจ้าเข้ากับหมอหญิงจูฮวา แล้วไปหาเรื่องครอบครัวของเจ้า"
ร่างของไป๋รั่วจู๋สั่นสะท้าน สิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง นางไม่ได้ตัวคนเดียว นางยังมีลูกและสายเลือดที่ต้องปกป้อง นางจะเห็นแก่ตัวเกินไปไม่ได้
"ข้าเองก็ไม่อยากหลบๆ ซ่อนๆ ไปตลอดเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องรอให้เจ้าช่วยแจ้งข่าวแล้วล่ะ" เจียงอี้ฉุนพูดพลางหัวเราะร่วน "เจ้าว่าข้าไร้น้ำยาหรือไม่ที่ต้องให้เจ้ามาช่วยอยู่ร่ำไป"
ไป๋รั่วจู๋ยื่นมือไปลูบแก้มเขา หลายวันมานี้เขาผ่ายผอมลงจนแก้มตอบ
"จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้ามีวิชาแพทย์ ตอนข้าตกเลือดหลังคลอดก็เป็นเจ้าที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เจ้ามีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ทั้งยังช่วยข้าลอบจัดการซานหลาง จะหาว่าไร้น้ำยาได้อย่างไร"
เจียงอี้ฉุนหลุดหัวเราะออกมา ทำไมฟังดูไม่เหมือนกำลังชมเขาเลยล่ะ ไม่สนใจถ้อยคำครหาบุกรุกเข้าห้องคลอด ทั้งยังช่วยนางลอบกัดลับหลัง ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนการกระทำของวีรบุรุษเลยสักนิด
"เอาล่ะ เลิกพูดได้แล้ว ข้าจะสวมหน้ากากหนังมนุษย์ให้เจ้า" เจียงอี้ฉุนเช็ดใบหน้าที่เปื้อนจนเหมือนลูกแมวน้อยของไป๋รั่วจู๋ น่าเสียดายที่หาน้ำไม่ได้ จึงไม่อาจล้างหน้าให้นางได้
จากนั้นเขาหยิบหน้ากากบางเฉียบแผ่นนั้นมาทาบทับลงบนใบหน้าของไป๋รั่วจู๋อย่างแผ่วเบา สองมือสกัดจุดหลายแห่งอย่างรวดเร็ว ไป๋รั่วจู๋รู้สึกราวกับว่าแผ่นหนังนั้นถูกดูดติดเข้ากับใบหน้าของนาง เมื่อเขาหยุดมือ นางก็ไม่รู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมใดๆ บนใบหน้าอีกเลย
นางขยับรอยยิ้ม อยากจะทดสอบดูว่าใบหน้าจะรู้สึกไม่สบายตัวหรือไม่ ทว่าผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนไม่มีสิ่งใดเกาะติดอยู่บนใบหน้าเลย
"มหัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียว ราวกับไม่ได้สวมอะไรเลย" ไป๋รั่วจู๋เอ่ยด้วยความทึ่ง
"เจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป การจะสวมสิ่งนี้ต้องใช้เทคนิคพิเศษ การถอดออกก็เช่นกัน เวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้ ข้าไม่อาจสอนเทคนิคพิเศษนี้ให้เจ้าได้ รอจนกว่าเจ้าจะพบอู๋อวิ๋นเฟิงผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นท่านอาจารย์ของข้าแล้ว ก็ให้เขาช่วยถอดให้ หรืออย่างแย่ที่สุดศิษย์พี่และศิษย์น้องหญิงของข้าก็สามารถถอดได้เช่นกัน" เจียงอี้ฉุนอธิบาย
ไป๋รั่วจู๋พยักหน้ารับ ทว่าก็ยังอดถามด้วยความกังวลไม่ได้ "แล้วหากท่านอาจารย์ของเจ้าไม่ได้อยู่ที่เมืองเป่ยอวี่ล่ะ จะทำอย่างไร"
"เขามีภารกิจสำคัญไม่อาจปลีกตัวไปได้ มิเช่นนั้นคงไม่ปล่อยให้ศิษย์พี่จิ้งจอกมาตามหาข้าหรอก" เจียงอี้ฉุนเอ่ย "เพียงแต่เจ้าต้องหาทางพบเขาเป็นการส่วนตัว นำสิ่งนี้ให้เขาดู เขาจะเชื่อในตัวตนของเจ้า" พูดจบเขาก็มอบป้ายเอวให้ไป๋รั่วจู๋ชิ้นหนึ่ง
ไป๋รั่วจู๋รับป้ายเอวมา จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าบนตัวของนางยังมีป้ายเอวที่เมิ่งเหลียงเซิงมอบให้อีกชิ้น เมื่อมีป้ายเอวทั้งสองชิ้นนี้ ต่อให้นางแปลงโฉมอยู่ ก็สามารถพิสูจน์ตัวตนของนางได้อย่างแน่นอน
"เอาล่ะ พวกเราลงเขากันเถอะ" เจียงอี้ฉุนรวบตัวไป๋รั่วจู๋ขึ้นอุ้ม เขาไม่กล้าจ้องมองนางมากนัก แม้จะเปลี่ยนใบหน้าไปแล้ว ทว่าเพียงแค่เขามองดวงตาคู่นั้นอีกเพียงปราดเดียว เขาก็จะจมดิ่งลงไป และไม่อาจตัดใจให้นางจากไปได้
พูดจบเขาก็ใช้วิชาย่อกระดูกหดร่างกลับกลายเป็นขอทานผอมแห้งอีกครั้ง จากนั้นก็รวบเอวไป๋รั่วจู๋มุ่งหน้าลงจากเขาอย่างรวดเร็ว
ไป๋รั่วจู๋สวมกอดเอวของเขาไว้แน่น ซบใบหน้าลงกับแผงอกของเขาพลางกระซิบว่า "เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามถูกพวกมันจับตัวไปเด็ดขาด มิเช่นนั้นข้าจะเกลียดเจ้าไปตลอดชีวิต"
เจียงอี้ฉุนปล่อยมือข้างหนึ่ง ทันใดนั้นก็ฟาดลงบนบั้นท้ายงอนงามของนางฉาดใหญ่พลางหัวเราะร่วน "วางใจเถอะ เรื่องระหว่างเรายังทำไม่เสร็จเลย ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก"
ไป๋รั่วจู๋ถูกเขาตีบั้นท้ายก็โกรธจนเบิกตากว้าง ทว่าเขากำลังใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว นางจึงไม่กล้าขยับตัวส่งเดช ได้แต่ใช้มือหยิกเขาพลางแยกเขี้ยวเอ่ยว่า "ไอ้คนบ้า ไอ้คนฉวยโอกาส"
เมื่อทั้งสองหยอกล้อกันเช่นนี้ ความเศร้าหมองในใจก็เจือจางลงไปไม่น้อย ไป๋รั่วจู๋อิงแอบใบหน้าเข้ากับอ้อมอกของเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ นางควรจะรวบรวมสติให้มั่น มีเพียงการติดต่อกับอู๋อวิ๋นเฟิงผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาให้เร็วที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถช่วยให้เขารอดพ้นจากอันตรายได้
ไม่นานทั้งสองก็มาถึงตีนเขา ตลอดทางเจียงอี้ฉุนหลบหลีกอย่างระมัดระวัง สามารถหลบพ้นโจรภูเขาที่ออกลาดตระเวนได้ถึงสองกลุ่ม พอจะเดาได้ว่าค่ายป้าเทียนคงส่งคนมาค้นเขาไม่น้อยเป็นแน่
ลูกสมุนของค่ายป้าเทียนไม่น่ากลัวเท่าไรนัก สิ่งที่น่ากลัวคือหลี่อี้ผู้ตรวจการฝ่ายขวาผู้นั้นต่างหาก
เจียงอี้ฉุนวางไป๋รั่วจู๋ลง เอ่ยด้วยเสียงกระซิบว่า "ที่นี่ปลอดภัยแล้ว เจ้าแอบกลับเข้าไปในตลาด จากนั้นก็รีบเดินทางออกจากตำบลเทียนซานให้เร็วที่สุด หากเจอการตรวจสอบก็อย่าได้ตื่นตระหนก หลี่อี้ไม่มีทางไปตรวจสอบที่ทางเข้าตำบลด้วยตัวเองหรอก"
ไป๋รั่วจู๋พยักหน้ารับ ขอบตาแดงระเรื่อ "เจ้าเองก็ดูแลตัวเองด้วย พยายามอย่าเดินพลังวัตร อย่าให้อาการบาดเจ็บภายในกำเริบหนักขึ้นไปอีก"
"ตกลง ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง" เขาขยับเข้าไปใกล้ใบหูของนางแล้วพึมพำแผ่วเบา นี่คือถ้อยคำกระซิบรักของคู่ยวนยาง เขาเอียงศีรษะประทับรอยจุมพิตลงบนริมฝีปากของนางอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ผละออกไปอย่างกะทันหัน "ข้าไปล่ะ กลับไปดูแลเติ้งเติ้งให้ดีนะ"
หลายวันมานี้เด็กน้อยคงจะคิดถึงมารดาใจแทบขาด เมื่อนึกถึงท่าทางตอนร้องไห้ขี้มูกโป่งของเติ้งเติ้ง เจียงอี้ฉุนก็รู้สึกเจ็บปวดในใจลึกๆ นี่เขารักมารดาแล้วลามไปรักลูกด้วยใช่หรือไม่ เหตุใดเขาถึงทนเห็นเด็กคนนั้นร้องไห้ไม่ได้เลยนะ
เขาสลัดความคิดที่ลอยเตลิดไปไกลทิ้งไป จ้องมองไป๋รั่วจู๋อย่างลึกซึ้งอีกครั้ง จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็ว
ไป๋รั่วจู๋ยื่นมือออกไป หวังจะคว้าตัวเขาเอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็ชักมือกลับมา ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งพร่ำเพ้อถึงความรัก ยังมีปัญหาอีกมากมายที่นางต้องก้าวออกไปเผชิญหน้าทีละอย่าง
นางจัดการอารมณ์ของตนเอง พยายามทำใจให้สงบที่สุด จากนั้นก็หาสถานที่ลับตาคนลอบเข้าไปในมิติวิเศษ นางหยิบกระจกที่เจียงอี้ฉุนเคยมอบให้ขึ้นมาส่อง จึงได้รู้ว่าใบหน้านี้เป็นของหญิงวัยสามสิบเศษ จะว่าสวยก็ไม่ใช่ จะว่าขี้ริ้วก็ไม่เชิง เป็นเพียงใบหน้าที่แสนจะธรรมดาเมื่อปะปนอยู่ในฝูงชน
นางหาชุดผ้าหยาบสำหรับใส่ทำงานมาเปลี่ยน และสางผมใหม่ให้เรียบร้อย ไม่ใช่นางต้องการทำให้ดูดีขึ้น แต่การดูซอมซ่อจนเกินไปกลับจะทำให้เป็นที่น่าสงสัยได้ง่ายกว่า
นางบีบน้ำนมออกอีกครั้ง จากนั้นจึงหิ้วห่อสัมภาระเล็กๆ เดินออกจากมิติวิเศษ
เป็นไปตามคาด รูปลักษณ์เช่นนี้ของนางไม่ได้ดึงดูดความสงสัยใดๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นว่านางก็คือหมอหญิงจูฮวาที่เปิดรักษาฟรีในตำบลมาสามวัน ทหารยามที่ลาดตระเวนอยู่บนถนนก็คาดไม่ถึงว่านางจะเป็นผู้หญิงที่มีความเกี่ยวข้องกับเจียงอี้ฉุน
ตำบลเทียนซานไม่ได้คึกคักเท่าตำบลอันหย่วน ไป๋รั่วจู๋จึงหารถม้าไม่ได้ในทันที นางว่าจ้างรถลากเทียมลาคันหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าไปยังตำบลอันหย่วน ทว่าเมื่อรถลากเดินทางมาถึงทางเข้าตำบล จู่ๆ ก็ถูกทหารยามกลุ่มหนึ่งสกัดเอาไว้
ฝ่ามือของไป๋รั่วจู๋ชื้นไปด้วยเหงื่อ นางพยายามทำใจให้สงบ เอ่ยถามขณะอยู่บนรถลากว่า "เกิดอะไรขึ้นหรือ วันนี้ห้ามออกจากตำบลหรือไร" นางกินยาบางอย่างเข้าไปเพื่อปรับเปลี่ยนเสียงของตนเอง ฟังดูคล้ายเสียงของหญิงวัยสามสิบเศษ ไม่ได้ไพเราะ แต่ก็ไม่ได้แหบพร่าจนเกินไป สรุปคือเป็นเสียงที่ธรรมดาจนไม่มีใครให้ความสนใจ
"ขอตรวจค้น ผู้หญิงลงจากรถเดี๋ยวนี้" ทหารยามนายหนึ่งตวาดกร้าว
ไป๋รั่วจู๋กระโดดลงจากรถด้วยความไม่เต็มใจนัก นางเห็นผู้หญิงด้านหน้าก็ถูกขัดขวางไม่ให้ออกจากเมืองเช่นกัน จากนั้นก็เห็นทหารยามหน้าตาวิปริตนายหนึ่งยื่นหน้าเข้าไปดมกลิ่นผู้หญิงทีละคน
หัวใจของนางกระตุกวูบ แย่แล้ว อีกฝ่ายมียอดฝีมือด้านการดมกลิ่น ความลับของนางแตกเสียแล้ว!
นางกำหมัดแน่น จะปล่อยยาพิษล้มพวกมัน แล้ววิ่งไปซ่อนตัวในมิติวิเศษลับตาคน จากนั้นก็ทำตามแผนเดิมคือการท่องคาถาดีหรือไม่
[จบแล้ว]