เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 310 - ไม่ใช่แค่ชนะ

บทที่ 310 - ไม่ใช่แค่ชนะ

บทที่ 310 - ไม่ใช่แค่ชนะ


บทที่ 310 - ไม่ใช่แค่ชนะ

เมืองเทียนอู่

โถงต้อนรับด้านนอกของจวนเจ้าเมือง

ซูเหยี่ยนนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน โดยมีติงเหอซานยืนอารักขาอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

การ์ดเคลื่อนที่ของทั้งคู่กำลังแสดงผลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เดินไปมา แต่ก็ไม่ทำให้พวก NPC มองว่าแปลกประหลาดจนโดนระบบตักเตือนแต่ประการใด

ด้านหน้าของซูเหยี่ยน ซ้ายและขวามีคนนั่งเรียงรายกันอยู่ เริ่มจากเจ้าเมือง ผู้อาวุโสจากตระกูลจอมยุทธ์ในเมือง ยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนจากในกองทัพ และปรมาจารย์ผู้พิทักษ์เมืองอีกสองท่าน... มองกวาดไป คนนับสิบกำลังนั่งเงียบกริบ ทำหน้าทำตาเคารพนบนอบ พลางก้มหน้าลงเล็กน้อย

บรรยากาศในโถงเงียบสงัดราวกับยามค่ำคืน ติงเหอซานที่มีคำถามเต็มหัวไปหมดก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากถามซูเหยี่ยน

เขาได้แต่มองซูเหยี่ยนที่อยู่ข้างๆ อย่างตาละห้อย ซูเหยี่ยนกำลังก้มหน้าพลิกอ่านกระดาษทีละแผ่น ซึ่งเนื้อหาบนนั้นก็มีทั้งรายงานการทหารที่เพิ่งส่งมา ราชโองการจากราชสำนัก และความเคลื่อนไหวของตระกูลและสำนักยุทธ์ต่างๆ

พูดกันตามตรง ซูเหยี่ยนก็อ่านไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก

แต่เขาเป็นถึงผู้นำระดับสูงมานาน เรื่องการวางมาดเนี่ยเขาทำได้เนียนกริบอยู่แล้ว

ซูเหยี่ยนเปิดดูผ่านๆ ไปสองสามหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา "ท่านเจ้าเมืองตู๋กู ตามที่ท่านกล่าวมา ตอนนี้มีปราชญ์ยุทธ์หลายท่านร่วมมือกัน และยังมีราชวงศ์อีกสามแห่งที่ส่งกองกำลังหลักออกมา เพื่อจะร่วมกันกวาดล้างมารร้ายนอกพิภพอย่างนั้นหรือ?"

"ถูกต้องขอรับ"

ชายวัยกลางคนก้าวออกมารวมมือคารวะอย่างเคารพ "พวกเราเองก็เพิ่งจะทราบเรื่องเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่าราชวงศ์ต้าเหยียนของเราได้ส่งกองทัพออกไปกว่าสามแสนสองหมื่นนาย กระจายกำลังไปตามจุดต่างๆ ในอาณาเขต"

"ท่านปราชญ์ยุทธ์ทั้งสามแห่งราชวงศ์เราก็ได้ร่วมมือกัน มีลูกศิษย์ลูกหาชาวยุทธ์คอยสนับสนุนอีกกว่าสามล้านคน โดยมีเป้าหมายคือการสังหารมารร้ายทั้งหมดในอาณาเขตให้สิ้นซากภายในสามวัน"

แค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงในตอนเช้า กองกำลังท้องถิ่นกว่าหลายล้านคนก็ถูกระดมมาอย่างเต็มกำลัง เพื่อเป้าหมายในการไล่ล่าและกำจัดผู้ใช้กลุ่มผู้ไล่ล่าโดยเฉพาะ

นี่เป็นเพียงแค่ผลกระทบในเบื้องต้นจากราชวงศ์เดียวเท่านั้น ตามที่เจ้าเมืองตู๋กูรายงาน แค่ราชวงศ์ต้าเหยียนแห่งเดียวก็สามารถระดมทหารหลักได้มากสุดถึงสองล้านนาย และปราชญ์ยุทธ์แต่ละคนก็ยังสามารถเรียกลูกศิษย์ลูกหามาช่วยได้อีกเป็นล้านๆ คน

ท่าทีที่ปราชญ์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนมีต่อมารร้ายนอกพิภพนั้นไปในทิศทางเดียวกันหมด คือต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก!

และอิทธิพลของปราชญ์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนนั้น ครอบคลุมพื้นที่ของราชวงศ์ได้อย่างน้อยห้าแห่ง แถมยังมีลูกศิษย์และยอดฝีมืออีกมากมายมหาศาลอยู่ใต้บังคับบัญชา

การระดมกำลังทางการเมืองและอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำไปก็เพื่อฆ่าล้างมารร้ายนับล้านคนเท่านั้น

กับเรื่องนี้ ซูเหยี่ยนทำได้แค่บ่นพึมพำในใจ "ไอ้พวกมารร้ายพวกนี้ แม่งโคตรซวยซับซวยซ้อนเลยว่ะ"

ก็ซวยโคตรๆ เลยไม่ใช่เหรอ!

เดิมทีตามระบบของการแข่งเดิน พวกผู้ไล่ล่าก็ไม่ค่อยจะเป็นจุดสนใจของพวก NPC อยู่แล้ว ในสายตาของ NPC ส่วนใหญ่ พวกผู้ไล่ล่าก็เป็นแค่ชาวบ้านป่าเมืองเถื่อนแปลกๆ กลุ่มนึงเท่านั้น

ต่างคนต่างอยู่ก็ได้ พวกเราก็ล่าเหยื่อของเราไป พวกนายก็สู้กับพลังสนับสนุนของพวกนายไป

แต่เช้าวันนี้ ปราชญ์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนดันรวมหัวกันประกาศกร้าวว่า มีมารร้ายนอกพิภพบุกรุกเข้ามาขนานใหญ่ ถึงจะไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้พวกผู้ไล่ล่าที่เคยซ่อนตัวรอดพ้นสายตาของ NPC ถูกกระชากหน้ากากออกมากลางแจ้งอย่างจัง

และเมื่ออิงจากลักษณะเฉพาะของ "มารร้าย" ที่พวกปราชญ์ยุทธ์ประกาศออกมา เช่น ไม่รู้วิทยายุทธ์ ไม่มีลมปราณ มีวิชาประหลาดๆ ใส่เสื้อผ้าแปลกๆ... พอบอกลักษณะมาแบบนี้ มันก็ตรงกับผู้ใช้สายผู้ไล่ล่าแทบจะทุกคนเลยน่ะสิ

หนีเหรอ?

ไม่มีทางหนีรอดไปไหนได้เลย!

ผู้ใช้เป็นคนนอก จะหนีไปไหนในถิ่นของเจ้าถิ่นได้ล่ะ ไม่ว่าจะหนีไปทางไหนก็ต้องเจอคน พอเจอคนก็เกิดเรื่อง พอพลาดนิดเดียวก็ล่อเป้าให้พวกชาวยุทธ์ ทหาร และกองกำลังล่าสัตว์ต่างๆ แห่กันมาล่าตัวทันที

ต่อให้ผู้ใช้บางคนจะเก่งกาจขนาดฆ่าพวกคนท้องถิ่นกลับไปได้บ้าง แต่ฆ่าไปชุดนึงแล้วจะได้อะไรล่ะ? เดี๋ยวมันก็ส่งพวกที่เก่งกว่ามาอีก!

เพิ่งฆ่าศิษย์น้องไป ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ศิษย์พี่หญิง อาจารย์ ภรรยาอาจารย์ ปรมาจารย์ โคตรเหง้าศักราชก็แห่ตามมา... ฆ่าไม่หวาดไม่ไหว! สู้ก็สู้ไม่ชนะ! หนีก็หนีไม่พ้น!

บรรดาผู้ไล่ล่าไม่ว่าจะเก่งหรือกาก ต่างก็เริ่มเปิดประสบการณ์การเป็นพระเอกนิยายเทพทรูในวันนี้กันถ้วนหน้า: แค่เดินไปตามถนนไม่กี่ก้าว ก็ต้องเจอศัตรูคู่อาฆาต แล้วก็ต้องเปิดโหมดโดนไล่ล่าระลอกแล้วระลอกเล่าแบบไม่ได้พัก

ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ จะไปโวยวายก็ไม่มีใครฟัง จะขอสงบศึกก็ไม่มีใครเอาด้วย หนักสุดคือจะขอยอมแพ้ยังไม่ได้เลย

ก็แน่ล่ะสิ คนพวกนี้ถูกตราหน้าว่าเป็นมารร้ายโดยปราชญ์ยุทธ์ไปแล้วนี่นา แถมการฆ่ามารร้ายก็หมายถึงยศถาบรรดาศักดิ์และความร่ำรวย ไหนจะรางวัลจากราชสำนัก แถมยังมีโอกาสได้คัมภีร์ยุทธ์จากปราชญ์ยุทธ์อีกต่างหาก

มารร้ายขอยอมแพ้?

ตดเถอะ!

นั่นมันเป็นแค่มารยาหลอกลวง เจ้าเล่ห์เพทุบาย หวังจะแฝงตัวเข้ามาทำลายความเชื่อมั่นในวิถีแห่งยุทธ์ของเราต่างหาก!

ต้องฆ่าให้หมด! ไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว!

มารร้ายที่ตายแล้วเท่านั้น ถึงจะเป็นมารร้ายที่ดี และสามารถแลกเป็นอนาคตอันสดใสได้

ไม่ต้องพูดถึงพวกนักบู๊ที่ถูกส่งตัวออกไปตามล่ามารร้ายเลย แม้แต่ซูเหยี่ยนในตอนนี้ ยังแอบเห็นว่าพวกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา เวลาที่เผลอปรายตามองไปทางติงเหอซาน สายตาของพวกเขามักจะเปล่งประกายวาวโรจน์ออกมาอย่างอดไม่ได้

พวกเขาคงจะพยายามอดกลั้นอย่างหนักสินะ!

ถ้าไม่ใช่เพราะซูเหยี่ยนนั่งอยู่ตรงนี้ พวกเขาคงชักดาบพุ่งเข้าใส่ติงเหอซานไปนานแล้ว กะจะสับหัวมารร้ายตัวนี้ไปแลกวิชายุทธ์กับท่านปราชญ์ยุทธ์ให้รู้แล้วรู้รอด

ซูเหยี่ยนเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ คุยกับคนพวกนี้อีกสองสามประโยค เขาก็โบกมือไล่ "เอาล่ะ ออกไปกันให้หมด ข้าเหนื่อยแล้ว"

"ขอรับ ท่านผู้สูงศักดิ์"

เจ้าเมืองตู๋กูประสานมือคารวะ แต่ยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนที่อยู่ข้างๆ เขายังรู้สึกไม่ค่อยวางใจ "ท่านผู้สูงศักดิ์ มารร้ายตัวนี้... ข้าน้อยได้ยินมาว่า มารร้ายส่วนใหญ่มักเจ้าเล่ห์เพทุบาย เก่งกาจเรื่องการปลอมตัว แถมยังชอบหลอกล่อให้คนหลงผิด"

เขายกมือชี้ไปที่ติงเหอซานซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ซูเหยี่ยน "เอาแบบนี้ดีไหมขอรับ จับมันไปขังไว้ในคุกมืด? พวกข้าจะส่งคนไปทรมานรีดเค้นความจริง รับรองว่าจะต้องกระชากหน้ากากที่แท้จริงของมารร้ายตัวนี้ออกมาได้อย่างแน่นอน"

ติงเหอซานที่ฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับใจสั่นสะท้าน เบิกตากว้างจ้องมองนักบู๊คนนั้นเขม็ง

หมายความว่าไงวะ?

ฉันมีชีวิตอยู่แล้วมันไปหนักหัวแกหรือไง?

"ไม่จำเป็นหรอก"

ซูเหยี่ยนโบกมือ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เรื่องของเขา ข้าจัดการเองได้ อ้อ แล้วที่พวกเจ้าบอกเมื่อครู่ ว่าท่านปราชญ์ยุทธ์หลายท่านได้ออกไปล่ามารร้ายแล้ว พวกเขาเคยพูดถึงไหมว่า รูป... หมายถึงภาพวาดพวกนี้ มีต้นตอมาจากที่ใด?"

ซูเหยี่ยนชี้ไปที่รูปถ่ายบนโต๊ะ นักบู๊หลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะพากันส่ายหน้า "บรรดาท่านบรรพบุรุษไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เลยขอรับ เพียงแต่บอกว่าท่านผู้สูงศักดิ์มีฐานะสูงส่ง อาจถูกมารร้ายคุกคามได้ทุกเมื่อ"

"ท่านบรรพบุรุษกล่าวว่า หากท่านผู้สูงศักดิ์มีอันเป็นไป นั่นคือหายนะครั้งใหญ่ที่จะบังเกิดแก่ใต้หล้า ดังนั้นต้องปกป้องคุ้มครองท่านให้ปลอดภัยไร้กังวลขอรับ"

"ส่วนเรื่องอื่นๆ ท่านบรรพบุรุษไม่ได้เอ่ยถึง พวกข้าเองก็มิกล้าซักไซ้ให้มากความขอรับ"

ในโลกของพวกเขา ปราชญ์ยุทธ์มีสถานะที่เหนือล้ำกว่าผู้ใด แม้แต่ราชวงศ์ยังต้องให้ความเกรงใจ คนทั่วไปทำได้เพียงรับฟังและทำตาม ไม่มีใครกล้าสอดรู้สอดเห็นให้มากความ

"เอาเถอะ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปได้แล้ว"

ซูเหยี่ยนพยักหน้า โบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนออกไป

เมื่อคนออกไปหมดแล้ว ติงเหอซานที่เกร็งไปทั้งตัวก็เริ่มผ่อนคลายลง

เมื่อกี้ตอนที่ติงเหอซานรู้สึกได้ว่าพวก NPC แอบมองเขาด้วยหางตา ราวกับมีคมมีดกรีดแทงมาที่ตัวเขาจริงๆ! เขาสามารถสัมผัสได้ถึงจิตสังหารและความอยากฆ่าอันรุนแรงของพวกนั้นได้อย่างชัดเจนเลย!

"ซูเหยี่ยน ตกลงมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?"

ติงเหอซานทนไม่ไหวอีกต่อไป กระซิบถามเสียงเครียด "พวกผู้ไล่ล่ากลายเป็นมารร้ายไปได้ยังไง? แล้วนายไปเป็นแขกวีไอพีของพวกปราชญ์ยุทธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่?"

จากที่ฟังพวกนั้นพูดเมื่อกี้ ซูเหยี่ยนก็เปรียบเสมือนศูนย์กลางของโลกใบนี้ไปเลย ถ้าซูเหยี่ยนเป็นอะไรไป โลกนี้ก็เหมือนจะถึงจุดจบงั้นแหละ

นี่มันจะเว่อร์เกินไปแล้ว!

ติงเหอซานจินตนาการไม่ออกเลยว่า เมื่อวานซูเหยี่ยนยังต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอยู่เลย ไหงวันนี้กลายมาเป็นบุคคลเนื้อหอมที่ใครๆ ก็ต้องการตัวในโลกของการแข่งเดินนี้ไปได้!

"หรือว่า..."

ติงเหอซานมองซูเหยี่ยนที่เอาแต่ยิ้มไม่พูดอะไร ก่อนจะโพล่งออกมา "ฝีมืออิงอู่ของนายใช่ไหม? แต่หมอนั่นมันทำได้ยังไงวะ? ถึงทำให้นายเป็นที่ต้อนรับขนาดนี้?"

"ถ้าฉันจะบอกว่า ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน นายจะเชื่อไหมล่ะ?"

ซูเหยี่ยนแบมือ หัวเราะแห้งๆ ติงเหอซานพยักหน้ารับ "ฉันเชื่อ"

"แต่ว่า ในเมื่อนายก็ไม่รู้ แล้วเมื่อกี้ทำไมนายถึงแกล้งทำเป็นรู้ดีไปซะทุกล่ะ?"

"พูดเป็นไหมเนี่ย? เขาเรียกว่าการวางมาดต่างหากโว้ย!"

ซูเหยี่ยนถอนหายใจ ก่อนจะครุ่นคิดเล็กน้อย "พูดตามตรงนะ ความสัมพันธ์ของพวกเราตอนนี้ก็ถือว่าร่วมเป็นร่วมตายกันมาแล้ว ฉันก็จะไม่ปิดบังอะไรนายให้มากนักหรอก"

"เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นฝีมือของอิงอู่นั่นแหละ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าอิงอู่ทำได้ยังไง แต่เรื่องที่ปราชญ์ยุทธ์ทั้งสิบสองคนร่วมมือกันกวาดล้างมารร้ายมันคือความจริง"

"ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ผู้ใช้การแข่งเดินที่เป็นผู้ไล่ล่านับล้านคนในพื้นที่นี้ ต่อให้จะมีผู้ใช้สวมมงกุฎรวมอยู่ด้วย ต่อให้พวกมันจะรอดจากการกวาดล้างของพวกปราชญ์ยุทธ์มาได้ ก็คงไม่มีแรงเหลือมาเล่นงานฉันแล้วล่ะ"

จู่ๆ ซูเหยี่ยนก็เงียบไป เขาหรี่ตาแคบลงเหมือนกำลังคำนวณอะไรบางอย่างในใจ

"แบบนั้นมันไม่ดีหรือไงล่ะ?"

ติงเหอซานยิ้ม รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ "ทีนี้ล่ะนายก็ชนะใสๆ แล้ว ฉันเองก็จะได้ไม่ต้องคอยวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเป็นเพื่อนนายอีก"

"หืม? ซูเหยี่ยน ทำไมนายดูมีเรื่องกลุ้มใจอีกล่ะ?"

ติงเหอซานงุนงง แต่กลับเห็นซูเหยี่ยนเลิกคิ้วขึ้น "ฉันแค่กำลังคิดคำนวณอยู่ว่า ฉันน่าจะทำได้มากกว่าแค่การชนะการแข่งเดินครั้งนี้เฉยๆ นิน่า"

"นายหมายความว่าไง? อะไรคือการที่นายอยากจะได้อะไรมากกว่าแค่การชนะ?!"

ติงเหอซานมองรอยยิ้มแฝงเลศนัยของซูเหยี่ยน จู่ๆ ก็สะดุ้งโหยง สัญชาตญาณบอกเขาว่า ซูเหยี่ยนกำลังคิดแผนการอะไรที่มันไม่ธรรมดาอยู่แน่ๆ

จบบทที่ บทที่ 310 - ไม่ใช่แค่ชนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว