- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างสายสตรีม: ไลฟ์สดยิงจริง ผมมีคนดูหลักล้าน
- บทที่ 260 มารยาเท่านั้นที่ครองใจคน
บทที่ 260 มารยาเท่านั้นที่ครองใจคน
บทที่ 260 มารยาเท่านั้นที่ครองใจคน
บทที่ 260 มารยาเท่านั้นที่ครองใจคน
เพราะเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “กองพันหมาป่า 2” มาก่อน
เสิ่นเฟยจึงพอจะรู้พฤติกรรมของพวกกองทัพผ้าพันคอแดงอยู่บ้าง
แม้จะเป็นกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงเหมือนกัน
แต่พวกมันก็ยังห่างชั้นกับพวกแบล็กซัน ที่กบดานอยู่ในโรงงานเหล็ก ซึ่งมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่กว่าเยอะ
กองกำลังของกองทัพผ้าพันคอแดง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกอันธพาลปลายแถวในประเทศนั่นแหละ
สิ่งแรกที่พวกมันจะทำ หลังจากได้ปืนมาครอบครอง
ก็คือการปล้นสะดมทรัพยากรและทรัพย์สินต่าง ๆ
เผาบ้าน ฆ่าคน ปล้นทรัพย์ ข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า
นี่แหละคือสิ่งที่พวกมันชอบทำ
และเป็นสิ่งที่พวกมันถนัดที่สุดด้วย
ด้วยเหตุนี้เอง
ถึงได้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ยอมเสี่ยงตาย แย่งกันหนีออกนอกประเทศให้ได้
และก็เป็นไปตามที่เสิ่นเฟยคาดการณ์ไว้
ทันทีที่เขาสิ้นคำถาม ก็มีผู้ลี้ภัยคนหนึ่งตะโกนตอบ “ท่านครับ ตอนนี้มีพวกกองทัพผ้าพันคอแดงร้อยกว่าคน กำลังกบดานอยู่ในหมู่บ้านของพวกเราครับ”
“หมู่บ้านของพวกเราอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ครับ แค่ประมาณ 50 กิโลเมตรเอง”
เสิ่นเฟยหันไปมองตามเสียง
คนที่พูดคือชายผิวดำวัยราว ๆ 20 ปี รูปร่างผอมโซ สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น
ตามผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมา มีรอยขีดข่วนเล็ก ๆ น้อย ๆ และคราบเลือดแห้งกรังเต็มไปหมด
ดูจากสภาพของเขา ก็พอจะเดาออกว่า ต้องตกระกำลำบากมาพอสมควรกว่าจะหนีออกจากหมู่บ้านมาได้
เสิ่นเฟยโบกมือเรียก “นาย เข้ามานี่สิ”
จากนั้น
ท่ามกลางสายตาของกลุ่มผู้ลี้ภัย เด็กหนุ่มในชุดขาดวิ่น ก็เดินกะเผลก ๆ เข้ามาหา
เสิ่นเฟยขมวดคิ้วถาม “ขาเจ็บเหรอ?”
เด็กหนุ่มในชุดขาดวิ่นพยักหน้าอย่างเขินอาย รีบอธิบาย “ท่านครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ ถึงผมจะเจ็บขา แต่ผมก็ยังสู้ไหวครับ”
“ได้โปรดอย่าทิ้งผมไปเลยนะครับ”
เห็นได้ชัดว่า
เด็กหนุ่มเข้าใจผิด คิดว่าสายตาของเสิ่นเฟยที่มองมานั้น เต็มไปด้วยความรังเกียจ
เสิ่นเฟยไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ถามต่อ “เล่าเรื่องหมู่บ้านของนายให้ฉันฟังหน่อยสิ เอาแบบละเอียด ๆ เลยนะ”
ในขณะเดียวกัน
เสิ่นเฟยก็หันไปพูดกับเหลิ่งเฟิงเสียงเบา “เหลิ่งเฟิง นายไปดูลาดเลาแถว ๆ นี้หน่อยนะ ที่นี่อาจจะไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่ตาเห็นหรอก”
ท่าเรือแห่งนี้ยังถือว่าเป็นเขตปลอดภัยอยู่
แต่ทว่า
เสิ่นเฟยไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
เมื่อก่อน หน้าที่พวกนี้มักจะเป็นของทิวลิปหรือโกสต์
แต่ตอนนี้ พวกเขาไปจัดการเรื่องสมาคมทหารรับจ้างที่สวีเดนกันหมดแล้ว
เสิ่นเฟยจึงต้องค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยในการทำงานร่วมกับเหลิ่งเฟิงและคนอื่น ๆ แทน
“ตกลง!”
เหลิ่งเฟิงพยักหน้ารับอย่างแข็งขัน คว้าปืนไรเฟิลที่ยึดมาจากในทะเล แล้วหายตัวเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้
เด็กหนุ่มในชุดขาดวิ่น ก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเขา
เขาชื่อรามาซานี
เมื่อตอนตี 2 ของวันนี้ รามาซานีตื่นขึ้นมาเพราะปวดปัสสาวะ
เขางัวเงียลุกจากเตียง ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำ
บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านดินในชนบท ส่วนห้องน้ำก็อยู่ข้างนอกลานบ้าน
รามาซานีเดินงัวเงียออกไปที่ลานบ้าน เตรียมจะเปิดประตูเพื่อออกไปเข้าห้องน้ำ
แต่ในจังหวะนั้นเอง
เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่พยายามย่ำให้เบาที่สุด ดังแว่วมาเข้าหู
รามาซานีที่ยังสะลึมสะลืออยู่ ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าคงมีคนตื่นมาเข้าห้องน้ำเหมือนกันล่ะมั้ง
แต่ทว่า...
ในจังหวะที่มือของเขากำลังจะปลดกลอนประตู หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นคนจำนวนมาก กำลังวิ่งกรูเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
เมื่อมองฝ่าแสงจันทร์อันริบหรี่ ก็พอจะมองเห็นได้ลาง ๆ
ว่าพวกเขาสวมชุดทหารอย่างเป็นระเบียบ ที่ปกเสื้อมีผ้าพันคอสีแดงผูกอยู่
กองทัพผ้าพันคอแดง?!
รามาซานีตาสว่างวาบทันที ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง
เขารู้จักกองกำลังนี้ดี และรู้ด้วยว่าพวกมันทำเรื่องโหดร้ายทารุณไว้มากมาย แค่ปรากฏตัวก็มักจะนำพาสงครามและความตายมาให้เสมอ
แล้วนี่....
พวกมันโผล่มาที่หมู่บ้านของเขาเนี่ยนะ?
รามาซานียังคงควบคุมสติได้ดี
เขาค่อย ๆ นั่งลงบนพื้น เอาหลังพิงประตู มองดูขบวนกองทัพผ้าพันคอแดง เดินผ่านหน้าบ้านของเขาเข้าไปในหมู่บ้าน
แถม
ที่ทางเข้าหมู่บ้าน ยังมีพวกมันยืนเฝ้ายามอยู่อีกสองสามคน
เมื่อตระหนักได้ถึงอันตราย รามาซานีก็ย่องกลับเข้าห้องไปปลุกภรรยาและแม่ที่กำลังหลับสนิท
พ่อของเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว
ในบ้านเหลือแค่พวกเขาสามคนแม่ลูกที่ต้องพึ่งพากันและกัน
หลังจากปลุกทุกคนตื่น รามาซานีก็พาทั้งสองคนมุดออกทางรูหมาลอดที่หลังบ้าน อาศัยความมืดพรางตัว แล้วกระโจนลงสู่แม่น้ำสายเล็ก ๆ ข้างหมู่บ้าน
พวกเขาทุกคนว่ายน้ำเป็น
เมื่อลอยตามน้ำไปได้หลายร้อยเมตร พวกเขาก็แอบว่ายข้ามไปฝั่งตรงข้าม แล้วค่อย ๆ คลานขึ้นฝั่ง
เสียงปืนดังสนั่นมาจากเบื้องหลัง
เมื่อหันกลับไปมอง
หมู่บ้านก็ถูกเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ เสียงร้องโหยหวนและเสียงปืนดังระงมสลับกันไปมา
สามคนแม่ลูกที่ตัวเปียกโชก ยิ่งดูก็ยิ่งใจหาย ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก
ตามปกติแล้ว
ต่อให้กองทัพผ้าพันคอแดงบุกเข้าหมู่บ้าน อย่างมากก็แค่ปล้นเงิน หรือฉุดคร่าผู้หญิงสวย ๆ ไปบ้าง
แต่การบุกเข้ามาแล้วฆ่าล้างหมู่บ้านแบบนี้ แทบจะไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
เรื่องผิดปกตินี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ ๆ!
รามาซานีไม่กล้าหนีไปพึ่งญาติพี่น้อง และไม่กล้ากลับไปที่หมู่บ้านอีก จึงตัดสินใจพาทุกคนหนีมาที่ท่าเรือโดยตรง
เมื่อมาถึงท่าเรือ และได้พูดคุยกับผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ รามาซานีก็ทั้งโล่งใจและเสียวสันหลังวาบไปพร้อม ๆ กัน
ที่แท้
เมื่อคืนนี้ กองทัพผ้าพันคอแดงก็บุกไปที่หมู่บ้านญาติของเขาเหมือนกัน
ถ้าเขาไม่ตัดสินใจหนีมาที่ท่าเรือ แต่เลือกที่จะไปพึ่งญาติล่ะก็
ป่านนี้เขาก็คงกลายเป็นศพลอยอืดอยู่ในแม่น้ำไปแล้ว
รามาซานีมั่นใจมาก ว่าพวกกองทัพผ้าพันคอแดงยังคงกบดานอยู่ในหมู่บ้าน จำนวนคนน่าจะประมาณ 120 คนได้
......
ในระหว่างที่เขากำลังเล่าเรื่อง เสิ่นเฟยก็เปิดห้องไลฟ์สดไปด้วย
ดังนั้น
ผู้ชมกว่าล้านคนในห้องไลฟ์สด จึงได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
ใครหลายคน
อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความสะเทือนใจ
“แม่งเอ๊ย... แค่นอนหลับยังไม่ปลอดภัยเลย โชคดีจริง ๆ ที่ได้เกิดมาอยู่ในประเทศมังกร!”
“เพื่อนเอ๊ย เวลานี้อย่าเพิ่งมาอวดอ้างสรรพคุณเลยน่า”
“สรุปก็คือ... ประเทศที่ลูกพี่ไปในครั้งนี้ ก็คือแทนซาเนียสินะ? ที่ไหนมีสงคราม ที่นั่นก็ต้องมีลูกพี่จริง ๆ!”
“พูดก็พูดเถอะ พี่มืดคนนี้ก็หล่อไม่เบานะเนี่ย เสียดายแต่งงานแล้ว....”
“พี่สาวด้านบน ถึงแต่งงานแล้วก็จีบได้นะจ๊ะ พวกเขาไม่ได้ยึดถือระบบผัวเดียวเมียเดียวซะหน่อย แต่พี่สาวก็ต้องเตรียมใจไว้หน่อยนะ”
“ลูกพี่ ร่างกายหายดีแล้วเหรอ? ฉันว่าน่าจะพักผ่อนอีกสักหน่อยนะ!”
“ตามธรรมเนียมแล้ว ฉันเดาว่าลูกพี่กำลังจะพาพวกเราไปดูฉากอลังการงานสร้างอีกแล้วล่ะสิ!”
..........
แทนซาเนีย ท่าเรือ
เสิ่นเฟยไม่ได้สนใจคอมเมนต์ในห้องไลฟ์สดเลยสักนิด
ในขณะที่ฟังเรื่องราวของรามาซานี เขาก็กำลังคิดหาแผนการในหัวไปด้วย
ตามแผนที่
หมู่บ้านของรามาซานี อยู่ในทิศทางเดียวกับเส้นทางที่จะไปเมืองหลวงพอดี จะไม่ทำให้เสียเวลาในการเดินทางไปเมืองโดโดมาแน่นอน
แต่ว่า....
เขามีแค่ชาวบ้านธรรมดา ๆ ร้อยกว่าคนที่ไม่มีอาวุธติดตัวเลย
ถ้าพาคนพวกนี้บุกเข้าไป ต่อให้ยึดหมู่บ้านมาได้ ความสูญเสียก็ต้องหนักหนาสาหัสแน่นอน
“เดินไปคิดไปก็แล้วกัน”
“ยังไงซะ กว่าจะไปถึงหมู่บ้านของพวกเขา ก็น่าจะมืดค่ำพอดี”
เมื่อคิดได้ดังนั้น
เสิ่นเฟยก็หันไปเผชิญหน้ากับผู้ลี้ภัยทั้งหมด “หลังจากนี้ เราจะจัดแบ่งกำลังพล ให้พวกนายจัดกลุ่ม กลุ่มละ 7 คน ตั้งเป็นหนึ่งหมู่”
“3 หมู่เป็นหนึ่งหมวด 3 หมวดเป็นหนึ่งกองร้อย”
“เฮ้ย ไอ้หัวทอง”
เสิ่นเฟยหันไปเรียกชายหนุ่มหัวทองที่เขาเพิ่งหักข้อมือไปเมื่อกี้ พร้อมกับบอกว่า “แกเป็นผู้กองนะ ไปจัดการเรื่องผู้หมวดกับผู้หมู่ให้เรียบร้อย ฉันให้เวลาสิบนาที”
ไอ้หัวทองถึงกับอึ้งไปเลย
เขาไม่คิดฝันมาก่อนเลยว่า ชายคนที่เขาเพิ่งจะลงมือทำร้ายเมื่อครู่
จะมอบหมายตำแหน่งสำคัญให้เขาในพริบตา
ความประหลาดใจนี้
ไม่ต่างอะไรกับการได้ขึ้นสวรรค์ทันทีที่หลุดพ้นจากขุมนรก
ไอ้หัวทองยืดตัวตรง ใช้มือข้างที่ยังใช้งานได้ ทำวันทยหัตถ์อย่างเก้ ๆ กัง ๆ “ครับผม! ผมจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้เลยครับ”
เสิ่นเฟยพยักหน้ารับ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ แล้วเดินออกไป
การที่เขาเลือกไอ้หัวทองมาเป็นผู้กอง ไม่ใช่เพราะอารมณ์ชั่ววูบหรอกนะ และเหตุผลก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย
ไอ้หัวทองเป็นคนแรก และเป็นคนเดียวในกลุ่มนี้ที่กล้าลงมือกับเขา
คนแบบนี้ถึงจะดูมุทะลุไปบ้าง
แต่ความกล้าบ้าบิ่นแบบนี้แหละ ที่จำเป็นที่สุดในการสร้างกองกำลังขึ้นมา
และที่สำคัญ
การแต่งตั้งไอ้หัวทองเป็นผู้กอง จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของความใจกว้างให้กับเสิ่นเฟยในสายตาของทุกคน ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะถวายหัวทำงานให้อย่างเต็มใจ
ใช่แล้ว
มันคือการใช้มารยาล้วน ๆ
แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นา
การจะซื้อใจคน ให้พวกเขายอมเสี่ยงชีวิตทำงานให้ ถ้าไม่มีลูกล่อลูกชนบ้าง มันก็คงจะยาก
ลองดูไอ้หัวทองตอนนี้สิ
ไม่เพียงแค่ทำหน้าที่แบ่งกลุ่มได้อย่างยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่แววตาที่มองเสิ่นเฟย ยังเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูนราวกับเห็นพ่อบังเกิดเกล้าเลยทีเดียว