- หน้าแรก
- ทหารรับจ้างสายสตรีม: ไลฟ์สดยิงจริง ผมมีคนดูหลักล้าน
- บทที่ 240 ขอโทษด้วยครับ พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
บทที่ 240 ขอโทษด้วยครับ พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
บทที่ 240 ขอโทษด้วยครับ พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
บทที่ 240 ขอโทษด้วยครับ พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว
หลังจากที่เสิ่นเฟยถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดที่อยู่สุดทางเดิน ไฟ ‘กำลังผ่าตัด’ ก็สว่างขึ้นทันที
ไฟดวงนี้สว่างวาบอยู่เนิ่นนาน
สองวันสองคืนเต็ม ๆ หรือ 48 ชั่วโมงพอดิบพอดี
ตลอดระยะเวลานี้
ผู้คนก็เริ่มทยอยมาอออยู่ตรงระเบียงทางเดินมากขึ้นเรื่อย ๆ
สมาชิกหน่วย 141 และทีมสังหาร ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือด พวกเขายืนเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัดในชุดพร้อมรบเต็มยศตลอดสองวันสองคืน
ข้าวปลาไม่ตกถึงท้องเลยแม้แต่หยดเดียว!
ตามหลักการแพทย์แล้ว พวกเขาล้วนสัมผัสกับสารปนเปื้อนไวรัส จำเป็นต้องได้รับการตรวจและกักตัวเพื่อเฝ้าระวังอาการ
แม้การใช้กองกำลังทหารบังคับกักตัวพวกเขา จะไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก
แต่ทว่า
ใครล่ะจะกล้าไปกระตุกหนวดเสือทหารรับจ้างสุดโหดกลุ่มนี้?
ต้องรู้ไว้ก่อนนะว่า
ตอนนี้พวกเขาคือวีรบุรุษของรัสเซีย และเป็นแขก VIP ของท่านประธานาธิบดีเชียวนะ
แถมในมือยังมีอาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดเทอร์โมบาริกอีกต่างหาก
ขืนไปแหยมกับพวกเขา มีหวังเกิดเรื่องวุ่นวายใหญ่โตแน่ ๆ
ดังนั้น
หลังจากพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่หลายครั้งแต่ไม่เป็นผล ทางโรงพยาบาลก็ยอมล้มเลิกความคิดที่จะกักตัวพวกเขา ทำได้เพียงขอร้องให้พวกเขาอย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหนนอกบริเวณระเบียงทางเดินเท่านั้น
ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการประนีประนอม เพื่อจำกัดบริเวณพวกเขากลาย ๆ นั่นเอง
ติ๊ง
ทันใดนั้น
ในรุ่งเช้าของวันที่สามของการผ่าตัด ไฟหน้าห้องผ่าตัดที่สว่างจ้ามาตลอด ก็ดับลงในที่สุด
ตามมาด้วย
ประตูห้องผ่าตัดที่ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก
แพทย์สองท่านในชุดผ่าตัดที่เปื้อนเลือด ท่าทางอิดโรย เดินชูมือขึ้นเหนือศีรษะออกมาจากห้อง
พรึ่บ
แทบจะในเวลาเดียวกัน ทุกคนที่อยู่ตรงระเบียงทางเดินต่างก็ยืดตัวขึ้นตรง สายตาอันเหนื่อยล้าที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย จ้องเขม็งไปที่แพทย์ทั้งสองท่านอย่างคาดหวัง
เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาอันดุดันจากเหล่ายมทูตกระหายเลือด
แม้แต่แพทย์ผู้ผ่านประสบการณ์เฉียดตายมานับไม่ถ้วน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ
ใครบ้างจะไม่กลัวล่ะ
คนกลุ่มนี้ ถ้ามองในมุมหนึ่ง ก็คือพวกฆาตกรเลือดเย็นที่พร้อมจะปลิดชีพคนตาไม่กะพริบเลยนะ
เป็นพวกลุยแหลกแหกค่ายของแท้เลยทีเดียว
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้
ระเบียงทางเดินที่สว่างไสว กลับตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด
ในที่สุด
ทิวลิปที่ยืนอยู่หน้าสุด ก็เป็นคนแรกที่เอ่ยปากถามริมฝีปากแห้งผากของเธอขยับเบา ๆ “คุณหมอคะ... อาการ... เป็นยังไงบ้างคะ?”
จากการต่อสู้อันดุเดือดก่อนหน้านี้ ร่างกายของพวกเขาก็ทรุดโทรมลงมากพออยู่แล้ว
แถมยังต้องมายืนเฝ้าหน้าห้องผ่าตัดด้วยความหวาดผวา อดหลับอดนอน ไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาสองวันเต็ม ๆ ยิ่งทำให้ทิวลิปแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว
คนอื่น ๆ ยังคงยืนเงียบ เฝ้ารอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
และแล้ว
ภายใต้สายตาที่จ้องมองของทุกคน แพทย์ท่านหนึ่งก็ค่อย ๆ ส่ายหน้าช้า ๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงสลดใจ “ขอโทษด้วยครับ... พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว...”
อะไรนะ?!
เปรี้ยงงง
ประโยคสั้น ๆ เพียงไม่กี่คำ แต่มันกลับฟาดลงมากลางใจของทุกคนราวกับฟ้าผ่า
“วอทเดอะฟัก?”
“แกว่าอะไรนะ???!”
“เป็นไปไม่ได้ กัปตันจะตายได้ยังไง?”
“พูดมาความจริงนะ พวกแกไม่ได้รักษาให้เต็มที่ใช่ไหมล่ะ?”
ความวุ่นวายโกลาหลปะทุขึ้นในระเบียงทางเดินทันที
ในขณะเดียวกัน
ผ่านกระจกหน้าต่างของระเบียงทางเดิน ในตึกที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร สไนเปอร์หลายสิบนายก็เล็งเป้ามาที่หน่วย 141 และทีมสังหารเรียบร้อยแล้ว
การอนุญาตให้พวกเขาอยู่ต่อโดยไม่ต้องกักตัว ถือเป็นสิทธิพิเศษที่ทางการรัสเซียมอบให้
แต่ทว่า
หากพวกเขาคิดจะก่อความวุ่นวายที่นี่ ทางรัสเซียก็คงไม่อยู่เฉยแน่นอน
นี่ไม่ใช่การกระทำที่ขี้ขลาด
แต่มันเป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยระดับชาติ ที่ไม่อาจปล่อยให้ผู้ที่เป็นภัยคุกคามลอยนวลอยู่ได้
อันตราย
กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบ ๆ
หรือพูดอีกอย่างก็คือ การปะทะกันที่ไม่มีใครอยากให้เกิด กำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า
ณ ระเบียงทางเดินของโรงพยาบาล
โอเฒ่า ทิวลิป นกกระจอกเทศ คิงลูเธอร์
สมาชิกทีมสังหารทั้งสี่คน ตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น ทำท่าจะพุ่งเข้าไปในห้องผ่าตัดให้ได้
สมาชิกหน่วย 141 เองก็มีอารมณ์ที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน
พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเสิ่นเฟย ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมายขนาดนั้น
แถม
ก่อนหน้านี้ เสิ่นเฟยก็เคยบอกพวกเขาไว้แล้ว ว่าเมืองไหนคือเซฟเฮาส์ของซาคาเยฟ
พูดง่าย ๆ ก็คือ
การเป็นตายของเสิ่นเฟย ไม่ได้มีผลอะไรกับพวกเขามากมายนัก
ต่อให้กลับไปที่ฐานของนายพลเชพเพิร์ดไม่ได้ พวกเขาก็ยังสามารถไปเป็นทหารรับจ้างที่เมืองอื่นได้อยู่ดี
แต่ทว่า
จากสายตาที่สื่อสารกันเมื่อครู่ หน่วย 141 ก็ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า
หากทีมสังหารจะบุกเข้าไป พวกเขาก็พร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเท่าที่จะทำได้
ถือซะว่า....
เป็นการตอบแทนบุญคุณที่กัปตันชูร่าเคยช่วยชีวิตพวกเขาไว้ก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตาม
หากหลีกเลี่ยงการปะทะได้ ย่อมเป็นผลดีที่สุด
กัปตันไพรซ์ที่กำลังคาบซิการ์อยู่ ขมวดคิ้วมุ่น เดินไปขวางหน้าสมาชิกทีมสังหารที่กำลังจะบุกเข้าไปในห้องผ่าตัด
เขาสบตากับทิวลิป พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี “ทิวลิป ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอดี ฉันเองก็เคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วเหมือนกัน”
“แต่เธอเห็นไหม ว่าก่อนหน้านี้ทหารรัสเซียต้องยอมเสียสละชีวิตไปตั้งมากมาย เพื่อช่วยกัปตันออกมาให้ได้”
“ใจเย็น ๆ หน่อยเถอะ พวกเขาก็ไม่อยากให้กัปตันชูร่าเป็นอะไรไปเหมือนกันแหละ”
“ศัตรูของเรา ไม่ใช่หมอพวกนี้นะ”
คำพูดอันหนักแน่นและมีเหตุผล ทำให้สติของทีมสังหารกลับคืนมาบ้าง
จริงด้วยสิ
ศัตรูของพวกเขา คือกลุ่มก่อการร้ายแบล็กซันต่างหาก
คือตระกูลเจโนเวเซ่แห่งอเมริกา ที่เป็นคนปล่อยก๊าซพิษออกมาต่างหาก
ไม่ใช่หมอพวกนี้ ที่อดหลับอดนอนผ่าตัดช่วยเหลือกัปตันของพวกเขามาตลอดสองวันสองคืนเต็ม ๆ
“ฟู่....”
เมื่อเห็นแววตาที่เริ่มมีสติของโอเฒ่าและคนอื่น ๆ กัปตันไพรซ์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ก็ดีแล้ว
เขาหันไปมองแพทย์ทั้งสองคนที่กำลังยืนตัวสั่นด้วยความกลัว พยายามปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด “ขอบคุณที่เหนื่อยยากกันนะครับ รบกวนช่วยอธิบายอาการของคนไข้ให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมครับ”
แพทย์คนที่พูดเมื่อสักครู่ ดันแว่นตาที่จมูกอย่างตื่นตระหนก พยายามข่มความกลัวในใจ
“ฟู่....”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเล่าอาการของเสิ่นเฟยอย่างตะกุกตะกัก “คนไข้ถูกยิง 4 นัด และยังมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดอีก 8 แห่งครับ”
“ในจำนวนนี้ มีบาดแผลที่จุดสำคัญถึง 3 แห่ง ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของเขากำยำล่ำสันล่ะก็ คงทนมาไม่ถึงตอนนี้หรอกครับ”
“นอกจากนี้....”
พอเล่ามาถึงตรงนี้ แม้แต่ในใจของหมอเองก็ยังอดรู้สึกทึ่งและประหลาดใจไม่ได้
เขาจะไม่มีวันลืมภาพตอนที่ถอดเสื้อผ้าของเสิ่นเฟยออก แล้วได้เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ พร้อมกับเสียงอุทานด้วยความตกใจของพยาบาลรอบข้างเลย
มันช่างแข็งแกร่งทนทานอะไรเช่นนี้!
แค่ทนพิษบาดแผลจนมาถึงโรงพยาบาลได้ ก็ถือเป็นปาฏิหาริย์ทางการแพทย์แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น
ชายคนนั้นยังอึดทนมาได้จนถึงตอนนี้อีกต่างหาก!
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขาก็เล่าต่อ “นอกจากบาดแผลภายนอกแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ คนไข้ติดเชื้อไวรัส ทำให้ระบบอวัยวะภายในล้มเหลวหลายส่วนครับ”
“จากการประเมินเบื้องต้น คนไข้อาจจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้นครับ”
เงียบกริบ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง
เมื่อต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่ยากจะทำใจยอมรับ ทิวลิปก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปล่อยให้มันไหลรินลงมาในที่สุด
ส่วนนกกระจอกเทศถึงกับทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น สองมือกุมขมับ เอาหัวโขกกำแพงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
มิตรภาพที่เหนียวแน่นขนาดนี้
ชวนให้รู้สึกสะเทือนใจและประทับใจยิ่งนัก
ทว่าในวินาทีนั้นเอง
เตียงผ่าตัดก็ค่อย ๆ ถูกเข็นออกมาจากห้อง พร้อมกับเสียงอันแหบพร่าของเสิ่นเฟย ที่ดังก้องไปทั่วระเบียงทางเดิน
“แม่งเอ๊ย พวกนายจะมาร้องไห้คร่ำครวญอะไรกันตรงนี้เนี่ย?”
“ฉัน... ฉันยัง... ยังไม่ตายโว้ย......”